กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

สรุปสาระสำคัญในการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม เรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

วันอังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น.

 ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม

............................................................

 

                                คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Focus Group) ว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง วิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ชั้น ๒๘ อาคารกระทรวงยุติธรรม โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

                                ๑. ผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย

                                สถานการณ์การค้าปลีกส่งในปัจจุบันทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เกิดจากการที่โครงสร้างในการประกอบธุรกิจ และกลไกราคาถูกบิดเบือนจากผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกส่งสมัยใหม่หรือ modern trade เห็นได้จากปัจจุบันร้าน modern trade บิดเบือนกลไกราคาโดยการขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าทุน (loss leader หรือ dumping) เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เข้ามาในร้านของตน       แล้วพิจารณายอดขายสินค้าเป็นอันดับรอง โดยให้ความสำคัญกับปริมาณลูกค้าที่หมุนเวียนภายในห้างฯ ต่อวัน เพื่อนำไปกำหนดราคาค่าเช่าพื้นที่ให้สูงขึ้นตามจำนวนลูกค้า โดยปัจจุบัน modern trade นำพื้นที่ลานจอดรถมาให้เช่าพื้นที่ขายสินค้าอีกต่อหนึ่ง ซึ่งคิดว่าพื้นที่ลานจอดรถดังกล่าวไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน ทั้งยังอาจขัดต่อกฎหมายในเรื่องการกำหนดบริเวณจอดรถของ hypermart ภาครัฐต้องเข้ามาตรวจสอบ สำหรับเรื่องการขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุนนั้นจะเป็นการสร้างความไม่ไว้วางใจและความชิงชังต่อโชห่วยซึ่งไม่สามารถซื้อสินค้าในปริมาณมากขนาดที่จะได้ราคาที่สามารถต่อสู้กับ modern trade ได้สร้างความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนไม่คำนึงถึงว่าความจริงแล้วสินค้าที่ modern trade ขายในราคาถูกนั้น สามารถซื้อได้ครอบครัวละไม่กี่ชิ้น และสามารถซื้อได้เฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้น และในบางกรณีได้รับการปฏิเสธจาก modern trade ว่าสินค้าหมดโดยไม่มีการออกใบรับสินค้าให้เหมือนเช่นในต่างประเทศ ถือเป็นพฤติกรรมกรรมที่เข้าข่ายการหลอกลวงผู้บริโภค

                                ๒. ความได้เปรียบของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่: การขายในราคาต่ำ

มีข้อพิจารณาว่าเพราะเหตุใด modern trade จึงสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำเช่นนี้ หากการขายในราคาที่ต่ำดังกล่าวมาจากความสามารถในการบริหารจัดการของ modern trade ก็ควรจะต้องสามารถขายราคาเท่านี้ได้ทุกวัน  แต่หาก modern trade ขายสินค้าในราคาดังกล่าวเพราะยอมขาดทุนเพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าไปใช้บริการในห้างฯ ของตน ภาครัฐต้องตระหนักว่าแม้ราคาดังกล่าวแต่ละห้างฯ จะขายเพียง ๓-๕ วันต่อเดือน แต่ขณะนี้มีห้างฯ ลักษณะดังกล่าว ๕ ห้างฯ รวมแล้วทำให้สินค้าราคาต่ำกว่าทุนมีขายตลอดเดือน ร้านโชห่วยไม่มีโอกาสขายสินค้าชนิดเดียวกันได้เลย และหากจะใช้วิธีการฟ้องร้องโชห่วยก็ไม่มีความสามารถพอที่จะไปหาหลักฐาน รวมถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่าง supplier ก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาเป็นพยานในคดี และ supplier ก็ยังถูกบีบบังคับจาก modern trade ให้ออกใบกำกับราคาสินค้าตามที่ตนเองต้องการ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เพราะเป็นเรื่องความสมัครใจในการทำสัญญาของบุคคล ๒ ฝ่าย  ดังนั้น รัฐต้องมีมาตรการและให้ความสำคัญในการกำกับดูแลเรื่องนี้ด้วย

                                ๓. ข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย

การขอโอกาสให้ทั้งโชห่วย supplier และ modern trade สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยให้ modern trade หยุดการขยายสาขาของ hype market ลงสู่ระดับตำบลและหมู่บ้าน ยกตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเชียงใหม่มีการขยายสาขาครบในทุกอำเภอแล้วทำให้โชห่วยในพื้นที่ได้รับความเดือนร้อนมาก  ดังนั้น หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปทั้งโชห่วย และ supplier จะต้องหายไปจากธุรกิจการค้าของประเทศ ส่งผลให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการผลิตสินค้าส่งออกสู่ตลาดโลก กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่จะส่งผลกระทบต่อประชากรในประเทศทุกคน ทั้งนี้โชห่วยไม่ได้ขอให้หยุดการขยายสาขาของ modern trade ทุกประเภท เพราะโชห่วยสามารถทำการค้าร่วมกับ convenient store ได้ เนื่องจากมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน กลุ่มลูกค้าต่างกัน และทั้งโชห่วย และ convenient store ต่างก็มีจุดแข็งและจุดด้อยที่ไม่เหมือนกัน และหากให้มีการหยุดขยายสาขาของ modern trade ประเภท hypermart จะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาให้ทั้งโชห่วย supplier และสังคม (สร้างปัญหาให้คนตกงาน ระดับอาชญากรรมสูงขึ้น ปัญหาจราจร และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ) เพราะการจำกัดดังกล่าวจะเป็นการสร้างอำนาจผูกขาดทางตลาดให้กับ hypermart ที่เปิดอยู่ก่อนแล้ว  ดังนั้น จึงสมควรที่จะนำกฎหมายอื่นที่มีผลบังคับอยู่แล้วมาใช้ประกอบการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

๔. ปัญหาด้านอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายกิจการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่

                                ปัญหาสภาพแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม ส่งผลถึงภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศ ปัญหาจราจร ปัญหาการจัดการขยะ รวมถึงปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเงินการธนาคารในอนาคต คือ ปัจจุบัน modern trade ให้บริการบัตรเครดิต (non-bank) ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่ลูกค้า เป็นแนวทางการเรียกลูกค้าเข้าร้านของตนอีกทางหนึ่ง ซึ่งต่อไปเมื่อมีลูกค้าบัตรดังกล่าวมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อภาคการเงินการธนาคารด้วย เพราะ modern trade มีฐานลูกค้าจำนวนมาก            

                                ๕. สถานการณ์การค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วยปัจจุบัน

                                ปัจจุบันสถานการณ์การค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำลังประสบปัญหาเป็นอย่างมาก modern trade มีสัดส่วนในภาคธุรกิจถึงร้อยละ ๕๐ คิดเป็นมูลค่าประมาณ หนึ่งล้านล้านบาท เป็นผลให้โชห่วยหลายแห่งต้องปิดกิจการ แห่งที่ยังเปิดอยู่ก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการเอาตัวรอดของโชห่วยจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในส่วนของเงินทุนมาปรับปรุงร้านให้ทันสมัย มีสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นว่าน่าจะใช้เงินไม่เกินร้านละสองแสนบาท นอกจากนี้ควรให้มีการตั้งสมาคมช่วยเหลือผู้ค้า โดยการรวมกลุ่มกันเพื่อซื้อสินค้าในปริมาณที่มากเพื่อให้ได้ราคาต่ำ รวมทั้งสามารถให้เจ้าของร้านโชห่วยซื้อสินค้าด้วยเงินเชื่อได้ ทั้งยังต้องจัดให้มีการอบรมผู้ประกอบการโชห่วยให้รู้ถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อลูกค้า ทั้งยังต้องให้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อค่านิยมบริโภคนิยมของเยาวชน

                                ๖. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข

                                                ๑. ให้มีการขยายพื้นที่ และรายได้ให้มากขึ้น อาจเป็นรายได้ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ซึ่งจะเป็นการเปิดให้มีธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาดำเนินกิจการแข่งขันกับ modern trade ที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการผูกขาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

                                                ๒. ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ hypermart เพราะ convenient store ก็สร้างปัญหาต่อโชห่วยเช่นกัน  ดังนั้น ควรให้มีการกำหนดขนาดและพื้นที่การเปิดให้บริการไว้ในกฎหมายดังกล่าวด้วย

                                                ๓. ในบางพื้นที่ที่มีปัญหาที่รุนแรง ควรมีมาตรการระงับการขยายสาขาของ modern trade

                                                ๔. ราชการต้องมีมาตรการช่วยเหลือโชห่วยทั้งในด้านเงินทุน และด้านความรู้ในการประกอบการ ซึ่งอาจให้มีความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

                                                ๕. ใช้มาตรการทางภาษีในการแก้ปัญหา อาจให้ลดอัตราภาษีที่เก็บจากผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึง convenient store เปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง ต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าโชห่วยหนึ่งเท่าตัว และยังควรให้มีการเก็บภาษี modern trade โดยให้จ่ายภาษีให้ท้องถิ่นที่เปิดกิจการอยู่ด้วย นอกเหนือจากที่ต้องส่งรายได้ทั้งหมดเข้าสู่สำนักงานใหญ่ แล้วเก็บภาษีจากส่วนกลาง เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำรายได้มาพัฒนาชุมชน รวมถึงช่วยเหลือโชห่วยในพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหา

                                                ๖. ต้องมีการใช้มาตรการ zoning อย่างจริงจัง และให้มีการจำกัดจำนวนร้านต่อพื้นที่ รวมถึงเวลาเปิดปิด  มาตรการดังกล่าวยังเป็นการช่วยประหยัดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นอีกด้วย

                                 

                                   

                               

 

                สุชาอรฯ/ครองภาคย์/อัครพงษ์ฯ

๑๖ มี.ค.๕๑