สรุปสาระสำคัญในการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม เรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง”
วันอังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น.
ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม
............................................................
คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Focus Group) ว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง วิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ชั้น ๒๘ อาคารกระทรวงยุติธรรม โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
๑. ผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย
สถานการณ์การค้าปลีกส่งในปัจจุบันทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เกิดจากการที่โครงสร้างในการประกอบธุรกิจ และกลไกราคาถูกบิดเบือนจากผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกส่งสมัยใหม่หรือ modern trade เห็นได้จากปัจจุบันร้าน modern trade บิดเบือนกลไกราคาโดยการขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าทุน (loss leader หรือ dumping) เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เข้ามาในร้านของตน แล้วพิจารณายอดขายสินค้าเป็นอันดับรอง โดยให้ความสำคัญกับปริมาณลูกค้าที่หมุนเวียนภายในห้างฯ ต่อวัน เพื่อนำไปกำหนดราคาค่าเช่าพื้นที่ให้สูงขึ้นตามจำนวนลูกค้า โดยปัจจุบัน modern trade นำพื้นที่ลานจอดรถมาให้เช่าพื้นที่ขายสินค้าอีกต่อหนึ่ง ซึ่งคิดว่าพื้นที่ลานจอดรถดังกล่าวไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือน ทั้งยังอาจขัดต่อกฎหมายในเรื่องการกำหนดบริเวณจอดรถของ hypermart ภาครัฐต้องเข้ามาตรวจสอบ สำหรับเรื่องการขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุนนั้นจะเป็นการสร้างความไม่ไว้วางใจและความชิงชังต่อโชห่วยซึ่งไม่สามารถซื้อสินค้าในปริมาณมากขนาดที่จะได้ราคาที่สามารถต่อสู้กับ modern trade ได้สร้างความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนไม่คำนึงถึงว่าความจริงแล้วสินค้าที่ modern trade ขายในราคาถูกนั้น สามารถซื้อได้ครอบครัวละไม่กี่ชิ้น และสามารถซื้อได้เฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้น และในบางกรณีได้รับการปฏิเสธจาก modern trade ว่าสินค้าหมดโดยไม่มีการออกใบรับสินค้าให้เหมือนเช่นในต่างประเทศ ถือเป็นพฤติกรรมกรรมที่เข้าข่ายการหลอกลวงผู้บริโภค
๒. ความได้เปรียบของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่: การขายในราคาต่ำ
มีข้อพิจารณาว่าเพราะเหตุใด modern trade จึงสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำเช่นนี้ หากการขายในราคาที่ต่ำดังกล่าวมาจากความสามารถในการบริหารจัดการของ modern trade ก็ควรจะต้องสามารถขายราคาเท่านี้ได้ทุกวัน แต่หาก modern trade ขายสินค้าในราคาดังกล่าวเพราะยอมขาดทุนเพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าไปใช้บริการในห้างฯ ของตน ภาครัฐต้องตระหนักว่าแม้ราคาดังกล่าวแต่ละห้างฯ จะขายเพียง ๓-๕ วันต่อเดือน แต่ขณะนี้มีห้างฯ ลักษณะดังกล่าว ๕ ห้างฯ รวมแล้วทำให้สินค้าราคาต่ำกว่าทุนมีขายตลอดเดือน ร้านโชห่วยไม่มีโอกาสขายสินค้าชนิดเดียวกันได้เลย และหากจะใช้วิธีการฟ้องร้องโชห่วยก็ไม่มีความสามารถพอที่จะไปหาหลักฐาน รวมถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่าง supplier ก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาเป็นพยานในคดี และ supplier ก็ยังถูกบีบบังคับจาก modern trade ให้ออกใบกำกับราคาสินค้าตามที่ตนเองต้องการ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เพราะเป็นเรื่องความสมัครใจในการทำสัญญาของบุคคล ๒ ฝ่าย ดังนั้น รัฐต้องมีมาตรการและให้ความสำคัญในการกำกับดูแลเรื่องนี้ด้วย
๓. ข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วย
การขอโอกาสให้ทั้งโชห่วย supplier และ modern trade สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยให้ modern trade หยุดการขยายสาขาของ hype market ลงสู่ระดับตำบลและหมู่บ้าน ยกตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเชียงใหม่มีการขยายสาขาครบในทุกอำเภอแล้วทำให้โชห่วยในพื้นที่ได้รับความเดือนร้อนมาก ดังนั้น หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปทั้งโชห่วย และ supplier จะต้องหายไปจากธุรกิจการค้าของประเทศ ส่งผลให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการผลิตสินค้าส่งออกสู่ตลาดโลก กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่จะส่งผลกระทบต่อประชากรในประเทศทุกคน ทั้งนี้โชห่วยไม่ได้ขอให้หยุดการขยายสาขาของ modern trade ทุกประเภท เพราะโชห่วยสามารถทำการค้าร่วมกับ convenient store ได้ เนื่องจากมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน กลุ่มลูกค้าต่างกัน และทั้งโชห่วย และ convenient store ต่างก็มีจุดแข็งและจุดด้อยที่ไม่เหมือนกัน และหากให้มีการหยุดขยายสาขาของ modern trade ประเภท hypermart จะยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาให้ทั้งโชห่วย supplier และสังคม (สร้างปัญหาให้คนตกงาน ระดับอาชญากรรมสูงขึ้น ปัญหาจราจร และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ) เพราะการจำกัดดังกล่าวจะเป็นการสร้างอำนาจผูกขาดทางตลาดให้กับ hypermart ที่เปิดอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น จึงสมควรที่จะนำกฎหมายอื่นที่มีผลบังคับอยู่แล้วมาใช้ประกอบการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
๔. ปัญหาด้านอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายกิจการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่
ปัญหาสภาพแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม ส่งผลถึงภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศ ปัญหาจราจร ปัญหาการจัดการขยะ รวมถึงปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเงินการธนาคารในอนาคต คือ ปัจจุบัน modern trade ให้บริการบัตรเครดิต (non-bank) ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่ลูกค้า เป็นแนวทางการเรียกลูกค้าเข้าร้านของตนอีกทางหนึ่ง ซึ่งต่อไปเมื่อมีลูกค้าบัตรดังกล่าวมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อภาคการเงินการธนาคารด้วย เพราะ modern trade มีฐานลูกค้าจำนวนมาก
๕. สถานการณ์การค้าปลีกแบบดั้งเดิมหรือโชห่วยปัจจุบัน
ปัจจุบันสถานการณ์การค้าปลีกแบบดั้งเดิมกำลังประสบปัญหาเป็นอย่างมาก modern trade มีสัดส่วนในภาคธุรกิจถึงร้อยละ ๕๐ คิดเป็นมูลค่าประมาณ หนึ่งล้านล้านบาท เป็นผลให้โชห่วยหลายแห่งต้องปิดกิจการ แห่งที่ยังเปิดอยู่ก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการเอาตัวรอดของโชห่วยจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในส่วนของเงินทุนมาปรับปรุงร้านให้ทันสมัย มีสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นว่าน่าจะใช้เงินไม่เกินร้านละสองแสนบาท นอกจากนี้ควรให้มีการตั้งสมาคมช่วยเหลือผู้ค้า โดยการรวมกลุ่มกันเพื่อซื้อสินค้าในปริมาณที่มากเพื่อให้ได้ราคาต่ำ รวมทั้งสามารถให้เจ้าของร้านโชห่วยซื้อสินค้าด้วยเงินเชื่อได้ ทั้งยังต้องจัดให้มีการอบรมผู้ประกอบการโชห่วยให้รู้ถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อลูกค้า ทั้งยังต้องให้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อค่านิยมบริโภคนิยมของเยาวชน
๖. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข
๑. ให้มีการขยายพื้นที่ และรายได้ให้มากขึ้น อาจเป็นรายได้ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในร่างกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ซึ่งจะเป็นการเปิดให้มีธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาดำเนินกิจการแข่งขันกับ modern trade ที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการผูกขาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้
๒. ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ hypermart เพราะ convenient store ก็สร้างปัญหาต่อโชห่วยเช่นกัน ดังนั้น ควรให้มีการกำหนดขนาดและพื้นที่การเปิดให้บริการไว้ในกฎหมายดังกล่าวด้วย
๓. ในบางพื้นที่ที่มีปัญหาที่รุนแรง ควรมีมาตรการระงับการขยายสาขาของ modern trade
๔. ราชการต้องมีมาตรการช่วยเหลือโชห่วยทั้งในด้านเงินทุน และด้านความรู้ในการประกอบการ ซึ่งอาจให้มีความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
๕. ใช้มาตรการทางภาษีในการแก้ปัญหา อาจให้ลดอัตราภาษีที่เก็บจากผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึง convenient store เปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง ต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าโชห่วยหนึ่งเท่าตัว และยังควรให้มีการเก็บภาษี modern trade โดยให้จ่ายภาษีให้ท้องถิ่นที่เปิดกิจการอยู่ด้วย นอกเหนือจากที่ต้องส่งรายได้ทั้งหมดเข้าสู่สำนักงานใหญ่ แล้วเก็บภาษีจากส่วนกลาง เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำรายได้มาพัฒนาชุมชน รวมถึงช่วยเหลือโชห่วยในพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหา
๖. ต้องมีการใช้มาตรการ zoning อย่างจริงจัง และให้มีการจำกัดจำนวนร้านต่อพื้นที่ รวมถึงเวลาเปิดปิด มาตรการดังกล่าวยังเป็นการช่วยประหยัดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นอีกด้วย
สุชาอรฯ/ครองภาคย์/อัครพงษ์ฯ
๑๖ มี.ค.๕๑
ขอบคุณมมากนะค่ะที่นำข้อัมูลดีๆมีสาระมาให้เราได้รู้ อยากทราบข้อเสนอในการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือธุรกิจค้าปลีกด้วยค่ะว่าจะมีแนวทางอย่างไรที่จะพัฒนาค้าปลีกในประเทศไทย
เมื่อวันพุธที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ได้ประชุมพิจารณาเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... เมื่อเวลา ๙.๐๐-๑๒.๓๐ น. โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และผมในฐานะผู้แทนคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เข้าร่วมประชุม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
๑. กรณีเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... (กระทรวงพาณิชย์ ผู้เสนอ และคณะผู้แทนการค้าไทย ผู้เสนอ)
๒. ประธานผู้แทนการค้าไทยได้เสนอหลักการ เหตุผล และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ เนื่องจากเป็นผู้ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างพระราชบัญญัติฯ
- หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติอยู่บนพื้นฐานการประกอบธุรกิจร่วมกันของธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งรายใหญ่และรายย่อย ค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่และแบบดั้งเดิม
- ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งหนาแน่นและที่มีความขัดแย้งรุนแรง
- ได้กำหนดกรอบอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง และกรอบอำนาจหน้าที่การพิจารณาอนุญาตการขยายสาขาของธุรกิจฯ ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส
- ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ โดยนำมาปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และให้เกิดความสมดุลของการแข่งขันและผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
๓. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวถึงความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอ โดยได้เน้นว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ปัจจุบัน เวลาเป็นตัวทำลายโอกาสผู้ค้าปลีกและค้าส่งแบบดั้งเดิมอย่างมาก กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอยู่เดิมนั้นไม่สามารถใช้บังคับได้บรรลุวัตถุประสงค์เนื่องจากรูปแบบของการประกอบธุรกิจฯ ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยได้ขยายลงสู่ระดับอำเภอ ตำบลและชุมชน และเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ มีความจำเป็นเร่งด่วน จึงได้เร่งดำเนินการพิจารณานำความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบันทึกความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนำไปพิจารณาทบทวนและรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ดังนั้น จึงอยากให้คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติฯ ทั้งสองร่างนี้
๔. ในการนี้ นายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่าจะพยายามดำเนินการเดินหน้าต่อไปเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฯ นี้โดยเร็ว และมีความกังวลว่าหากร่างพระราชบัญญัตินี้ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็อาจต้องใช้เวลาในการพิจารณาในขชั้นคณะกรรมาธิการอย่างมากทีเดียว ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีความเห็นว่า
- เรื่องนี้ เป็นปมความขัดแย้งในสังคมในทุกพื้นที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยผังเมือง เป็นต้น ไม่สามารถบังคับได้ การศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบในเรื่องนี้ยังไม่เห็นผลสรุปที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ควรมีการเก็บสถิติและข้อมูลให้ชัดเจน
- อนึ่ง เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์นั้น นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับอำนาจดุลยพินิจของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งซึ่งขาดความชัดเจน และมีความกังวลเกี่ยวกับคณะกรรมการในระดับจังหวัด
- ฝากให้ที่ประชุมพิจารณาหรือคำนึงถึงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าด้วย เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งเป็นกฎหมายเฉพาะ แต่ควรให้อิงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า
อนึ่ง นายกรัฐมนตรีขอให้ที่ประชุมพิจารณาประกอบด้วยสถานการณ์สมมติว่า หากเมื่อห้าปีที่แล้ว มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร จะมีการขยายสาขาของการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งหรือมีการไม่อนุญาตให้ขยายสาขาเพิ่มอย่างไร
๔. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเงินกองทุนว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไร อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีของการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่ให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นนั้นนับว่าเป็นมิติใหม่ แต่ควรจะไปกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยภาษีหรือมีความจำเป็นจะต้องกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งนี้หรือไม่อย่างไร
๕. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวเสริมว่า
- หากเมื่อห้าปีที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ปัจจุบันก็จะมีการแบ่งขนาดและพื้นที่ และระยะความห่างระหว่างตัวเมืองกับชุมชน เป็นต้น ดังนั้น การแข่งขันระหว่างการค้าสมัยใหม่ (modern trade) กับร้าค้าปลีกค้าส่งแบบดั้งเดิมหรือรายย่อยจะน้อยลง
- กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งนี้มีเจตนารมณ์แก้ปัญหาโครงสร้างธุรกิจว่าด้วยขนาดพื้นที่และที่ตั้ง ซึ่งแตกต่างจากเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าซึ่งควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบธุรกิจ เช่น การบีบราคา หรือการผลิตสินค้า House Brand
- สำหรับตัวเลขสถิติช่วงปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ พบว่าร้าค้าโชห่วยหรือผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งรายย่อยดั้งเดิมจากจำนวนประมาณห้าแสนราย ปัจจุบันนี้ เหลือจำนวนประมาณสามแสนราย แต่ก็ไม่ได้ศึกษาเชิงลึกถึงสาเหตุ แต่ก็พบว่ามีส่วนที่ทำให้ร้านค้าย่อยดั้งเดิมลดลงคือ พฤติกรรมผู้บริโภคอันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งสมัยใหม่
๕. ในการนี้ ที่ปรึกษาคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีความเห็นว่า
- กรณีเรื่องค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่เป็นเรื่องวิถีทางการค้า กรณีร้านค้าโชห่วยนั้นพบว่าทายาทของผู้ประกอบการร้านโชห่วยส่วนหนึ่งไม่มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจร้านค้าโชห่วยต่อไป และในที่สุดก็จะสูญหายไปเอง เช่นกรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การสูญหายไปของโชห่วยไม่น่าที่จะมาจากสาเหตุของการค้าสมัยใหม่ (modern trade)
- ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมผุ้บริโภคเนื่องจากผู้บริโภครุ่นใหม่นั้นตอบรับกับการค้าสมัยใหม่ (modern trade) เป็นธรรมชาติที่ไม่ควรขัดขวางเนื่องจากทุกคนมีต้นทุนที่เท่ากัน
๖. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าเห็นควรให้รับหลักการและใช้ร่างพระราชบัญญัติซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอเป็นหลัก โดยให้คณะรัฐมนตรีกำหนดประเด็นหรือมีข้อสังเกตเป็นประเด็น ๆ เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก็จะทำให้การพิจารณากฎหมายมีความรวดเร็วขึ้น หากไม่มีการกำหนดประเด็นหรือข้อสังเกตที่ชัดเจน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียมารับฟังความเห็นอีก ก็จะทำให้ใช้เวลามากโดยไม่จำเป็น
๗. ในการนี้ ที่ประชุมฯ ได้พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ตามที่เลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้เสนอรายมาตราหลัก ๆ ซึ่งในการนี้ นายกรัฐมนตรีมีความกังวลเกี่ยวกับคณะกรรมการประจำจังหวัดมาก (ตามร่างพระราชบัญญัติฯ ของกระทรวงพาณิชย์) เนื่องจากมีประสบการณ์จากเรื่องต่าง ๆ ของท้องถิ่น การกระจายอำนาจโดยให้ประชาชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมนั้น ในความเป็นจริง คนในท้องถิ่นหนึ่งในจังหวัดนั้น ๆ ก็ไม่อาจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมโดยรวมในอีกท้องถิ่นหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน เป็นต้น ดังนั้น การมีคณะกรรมการฯ เพียงคณะเดียว โดยอาจตั้งคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก็น่าจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ
๘. ที่ประชุมฯ ในที่สุด ได้มีมติรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... (กระทรวงพาณิชย์ ผู้เสนอ และคณะผู้แทนการค้าไทย ผู้เสนอ) ทั้งนี้ ให้ประธานผู้แทนการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมพิจารณากำหนดประเด็นแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีในคราวต่อไป
และล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... หลังจากคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ได้มอบหมายให้ผู้แทนการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปหารือร่วมกัน และเข้าใจว่าจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาแล้วนำกลับมาเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะส่งให้สภาผุ้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
สำหรับแนวทางในการพัฒนาค้าปลีกในประเทศไทยนั้น รายละเอียดคงต้องถามนโยบบายจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติมในรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ในร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... (ซึ่งกระทรวพาณิชย์เป็นผู้เสนอ) นั้น ได้กำหนดเรื่องกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งไว้ครับ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.lrc.go.th/meeting/law/DocLib/Forms/AllItems.aspx
คลิกไปที่หัวข้อ "กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง" ครับ