เมื่อวันพุธที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ได้ประชุมพิจารณาเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... เมื่อเวลา ๙.๐๐-๑๒.๓๐ น. โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และผมในฐานะผู้แทนคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เข้าร่วมประชุม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

๑. กรณีเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... (กระทรวงพาณิชย์ ผู้เสนอ และคณะผู้แทนการค้าไทย ผู้เสนอ)

๒. ประธานผู้แทนการค้าไทยได้เสนอหลักการ เหตุผล และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ เนื่องจากเป็นผู้ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างพระราชบัญญัติฯ

- หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติอยู่บนพื้นฐานการประกอบธุรกิจร่วมกันของธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งรายใหญ่และรายย่อย ค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่และแบบดั้งเดิม

- ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งหนาแน่นและที่มีความขัดแย้งรุนแรง

- ได้กำหนดกรอบอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง และกรอบอำนาจหน้าที่การพิจารณาอนุญาตการขยายสาขาของธุรกิจฯ ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส

- ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ โดยนำมาปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และให้เกิดความสมดุลของการแข่งขันและผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

๓. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวถึงความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติฯ ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอ โดยได้เน้นว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ปัจจุบัน เวลาเป็นตัวทำลายโอกาสผู้ค้าปลีกและค้าส่งแบบดั้งเดิมอย่างมาก กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอยู่เดิมนั้นไม่สามารถใช้บังคับได้บรรลุวัตถุประสงค์เนื่องจากรูปแบบของการประกอบธุรกิจฯ ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยได้ขยายลงสู่ระดับอำเภอ ตำบลและชุมชน และเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ มีความจำเป็นเร่งด่วน จึงได้เร่งดำเนินการพิจารณานำความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบันทึกความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนำไปพิจารณาทบทวนและรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา ดังนั้น จึงอยากให้คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติฯ ทั้งสองร่างนี้

๔. ในการนี้ นายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่าจะพยายามดำเนินการเดินหน้าต่อไปเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฯ นี้โดยเร็ว และมีความกังวลว่าหากร่างพระราชบัญญัตินี้ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็อาจต้องใช้เวลาในการพิจารณาในขชั้นคณะกรรมาธิการอย่างมากทีเดียว ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีความเห็นว่า

- เรื่องนี้ เป็นปมความขัดแย้งในสังคมในทุกพื้นที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยผังเมือง เป็นต้น ไม่สามารถบังคับได้ การศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบในเรื่องนี้ยังไม่เห็นผลสรุปที่ชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ควรมีการเก็บสถิติและข้อมูลให้ชัดเจน

- อนึ่ง เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติของกระทรวงพาณิชย์นั้น นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับอำนาจดุลยพินิจของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งซึ่งขาดความชัดเจน และมีความกังวลเกี่ยวกับคณะกรรมการในระดับจังหวัด

- ฝากให้ที่ประชุมพิจารณาหรือคำนึงถึงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าด้วย เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งเป็นกฎหมายเฉพาะ แต่ควรให้อิงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า

อนึ่ง นายกรัฐมนตรีขอให้ที่ประชุมพิจารณาประกอบด้วยสถานการณ์สมมติว่า หากเมื่อห้าปีที่แล้ว มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร จะมีการขยายสาขาของการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งหรือมีการไม่อนุญาตให้ขยายสาขาเพิ่มอย่างไร

๔. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเงินกองทุนว่าจะมีการบริหารจัดการอย่างไร อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีของการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่ให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นนั้นนับว่าเป็นมิติใหม่ แต่ควรจะไปกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยภาษีหรือมีความจำเป็นจะต้องกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งนี้หรือไม่อย่างไร

๕. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวเสริมว่า

- หากเมื่อห้าปีที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ปัจจุบันก็จะมีการแบ่งขนาดและพื้นที่ และระยะความห่างระหว่างตัวเมืองกับชุมชน เป็นต้น ดังนั้น การแข่งขันระหว่างการค้าสมัยใหม่ (modern trade) กับร้าค้าปลีกค้าส่งแบบดั้งเดิมหรือรายย่อยจะน้อยลง

- กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งนี้มีเจตนารมณ์แก้ปัญหาโครงสร้างธุรกิจว่าด้วยขนาดพื้นที่และที่ตั้ง ซึ่งแตกต่างจากเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าซึ่งควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบธุรกิจ เช่น การบีบราคา หรือการผลิตสินค้า House Brand

- สำหรับตัวเลขสถิติช่วงปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ พบว่าร้าค้าโชห่วยหรือผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งรายย่อยดั้งเดิมจากจำนวนประมาณห้าแสนราย ปัจจุบันนี้ เหลือจำนวนประมาณสามแสนราย แต่ก็ไม่ได้ศึกษาเชิงลึกถึงสาเหตุ แต่ก็พบว่ามีส่วนที่ทำให้ร้านค้าย่อยดั้งเดิมลดลงคือ พฤติกรรมผู้บริโภคอันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งสมัยใหม่

๕. ในการนี้ ที่ปรึกษาคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีความเห็นว่า

- กรณีเรื่องค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่เป็นเรื่องวิถีทางการค้า กรณีร้านค้าโชห่วยนั้นพบว่าทายาทของผู้ประกอบการร้านโชห่วยส่วนหนึ่งไม่มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจร้านค้าโชห่วยต่อไป และในที่สุดก็จะสูญหายไปเอง เช่นกรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น การสูญหายไปของโชห่วยไม่น่าที่จะมาจากสาเหตุของการค้าสมัยใหม่ (modern trade)

- ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมผุ้บริโภคเนื่องจากผู้บริโภครุ่นใหม่นั้นตอบรับกับการค้าสมัยใหม่ (modern trade) เป็นธรรมชาติที่ไม่ควรขัดขวางเนื่องจากทุกคนมีต้นทุนที่เท่ากัน

๖. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าเห็นควรให้รับหลักการและใช้ร่างพระราชบัญญัติซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอเป็นหลัก โดยให้คณะรัฐมนตรีกำหนดประเด็นหรือมีข้อสังเกตเป็นประเด็น ๆ เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก็จะทำให้การพิจารณากฎหมายมีความรวดเร็วขึ้น หากไม่มีการกำหนดประเด็นหรือข้อสังเกตที่ชัดเจน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียมารับฟังความเห็นอีก ก็จะทำให้ใช้เวลามากโดยไม่จำเป็น

๗. ในการนี้ ที่ประชุมฯ ได้พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ตามที่เลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้เสนอรายมาตราหลัก ๆ ซึ่งในการนี้ นายกรัฐมนตรีมีความกังวลเกี่ยวกับคณะกรรมการประจำจังหวัดมาก (ตามร่างพระราชบัญญัติฯ ของกระทรวงพาณิชย์) เนื่องจากมีประสบการณ์จากเรื่องต่าง ๆ ของท้องถิ่น การกระจายอำนาจโดยให้ประชาชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมนั้น ในความเป็นจริง คนในท้องถิ่นหนึ่งในจังหวัดนั้น ๆ ก็ไม่อาจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมโดยรวมในอีกท้องถิ่นหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน เป็นต้น ดังนั้น การมีคณะกรรมการฯ เพียงคณะเดียว โดยอาจตั้งคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก็น่าจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ

๘. ที่ประชุมฯ ในที่สุด ได้มีมติรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... (กระทรวงพาณิชย์ ผู้เสนอ และคณะผู้แทนการค้าไทย ผู้เสนอ) ทั้งนี้ ให้ประธานผู้แทนการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมพิจารณากำหนดประเด็นแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีในคราวต่อไป

และล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... หลังจากคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ได้มอบหมายให้ผู้แทนการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปหารือร่วมกัน และเข้าใจว่าจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาแล้วนำกลับมาเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะส่งให้สภาผุ้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สำหรับแนวทางในการพัฒนาค้าปลีกในประเทศไทยนั้น รายละเอียดคงต้องถามนโยบบายจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติมในรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ในร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... (ซึ่งกระทรวพาณิชย์เป็นผู้เสนอ) นั้น ได้กำหนดเรื่องกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งไว้ครับ