กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

สรุปสาระสำคัญในการสัมมนารับฟังความคิดเห็น (Focus Group)ของผู้ค้าและผู้ผลิต

เรื่อง กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

วันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น.

 ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรมชั้น ๒๘ อาคารกระทรวงยุติธรรม อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

............................................................

 

                                คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนารับฟังความคิดเห็น(Focus Group) ของผู้ค้าและผู้ผลิต เรื่อง กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ชั้น ๒๘ อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อรวบรวมสภาพปัญหา ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความคิดเห็นของผู้ค้าและผู้ผลิต ในผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ และการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ วิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป

 

ผู้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ผู้ค้าและผู้ผลิต (Supplier) ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องสำอาง รวมประมาณ ๑๕ คน โดยมีศาสตราจารย์(พิเศษ) สิทธิโชค  ศรีเจริญ รองประธานอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นผู้อำนวยการประชุม พร้อมทั้งคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยสรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

๑. ปัญหาและผลกระทบจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) ต่อผู้ผลิตและผู้จำหน่าย (Supplier)

                                การขยายตัวอย่างรวดเร็วของห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) ซึ่งมีขีดความสามารถการแข่งขันสูงกว่าร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) มาก ทั้งเงินทุน ทรัพยากร การบริหารจัดการ เทคโนโลยี ฯลฯ รวมทั้งการไม่มีกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกรายเล็กต้องปิดกิจการลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) มีอำนาจต่อรองเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้า เนื่องจากมีที่กระจายสินค้าให้ผู้บริโภคน้อยลง และผู้ผลิตต้องประสบปัญหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) และเนื่องจากการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมีการแข่งขันกันสูงโดยการใช้กลยุทธ์ราคาถูกเป็นสิ่งจูงใจผู้บริโภค และปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ยอดขายสินค้าของห้างค้าปลีกลดลง  ทำให้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ผลักภาระให้ผู้ผลิตหารายได้ทางอื่น (back margin) จากผู้ผลิตที่ไม่ใช่กำไรจากส่วนต่างของราคาขายกับราคาต้นทุน (front margin) โดยการบังคับให้ผู้ผลิตต้องทำสัญญาการค้า (trading term) กับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และมีพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตหลายประการ เช่น

                                                ) การกำหนดให้ผู้ผลิตต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Listing Fee) เพื่อให้นำสินค้าของผู้ผลิตเข้าไปวางจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่โดยไม่เป็นธรรม และไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน แต่กำหนดให้เป็นอำนาจตัดสินใจของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (open ended)  เช่น การกำหนดให้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่สามารถนำสินค้าของผู้ผลิตออกจากชั้นวางได้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาการนำสินค้าออกจากชั้นวางที่ชัดเจน แต่เป็นอำนาจอำเภอใจของห้างค้าปลีก บางครั้งยอดขายสินค้ายังอยู่ในระดับขายได้ แต่มีการเอาสินค้าออก เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่อีกครั้ง การเพิ่มค่าธรรมเนียมโดยผู้ผลิตไม่ยินยอม การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้าที่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ (minor change) หลังจากที่ได้วางจำหน่ายแล้ว โดยคุณภาพและปริมาณของสินค้านั้นไม่เปลี่ยนแปลง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าชนิดและขนาดเดียวกันแต่มีสีบรรจุภัณฑ์ต่างกัน โดยคิดแยกเป็นคนละหน่วยสินค้า (SKU) ตัวอย่างเช่น ในการเก็บค่าธรรมเนียม Listing Fee โยเกิร์ตขนาดเดียวกัน SKU ละหนึ่งแสนบาท หากมีสามรส ก็ต้องคิดแต่ละรสแยกเป็น ๑ SKU เป็นต้น      การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการเปลี่ยนชื่อบริษัท โดยห้างค้าปลีกอ้างว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายให้พนักงานในการกรอกข้อมูลใหม่ การเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายสาขา และไม่รับรองว่าหากเสียค่าธรรมเนียมแล้วสินค้าของผู้ผลิตจะมีวางจำหน่ายทุกสาขาของห้างค้าปลีก แต่ให้เป็นดุลพินิจของแต่ละสาขาว่าจะสั่งสินค้าเข้ามาวางจำหน่ายในสาขานั้นๆ หรือไม่ เป็นต้น

                                                ๒) การกำหนดให้ผู้ผลิตต้องทำรายการสนับสนุนส่งเสริมการขายสินค้ากับห้างค้าปลีก เช่น

- การลงโฆษณาในใบปลิวของห้างค้าปลีก (mail) หากไม่ทำก็ไม่พิจารณาให้นำสินค้ามาวางจำหน่าย

- การขอส่วนลดในการส่งเสริมการขาย ห้างค้าปลีกขอให้ผู้ผลิตทำรายการส่งเสริมการขายโดยห้างค้าปลีกจัดรายการลดราคาสินค้า เมื่อถึงสิ้นเดือนผู้ผลิตต้องจ่ายเงินชดเชยย้อนหลังสินค้าที่ขายออกต่อชิ้น และห้างค้าปลีกจะหักบัญชีไปก่อนเลย โดยไม่มีหลักฐานให้ตรวจสอบว่าได้ขายสินค้าที่ลดราคาตามจำนวนที่ห้างค้าปลีกแจ้งมาหรือไม่

                                                ๓) การกำหนดให้ผู้ผลิตต้องเสียค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มในวาระพิเศษ เช่น การเปิดสาขาใหม่ ค่าฉลองปีใหม่ หรือการปรับปรุงสาขา

๔) การขายสินค้าคืนโดยไม่เป็นธรรม อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มประสบปัญหาการคืนสินค้ามาก เพราะสินค้าอาหารและเครื่องดื่มมีวันหมดอายุ หากคืนมาแล้วหมดอายุก็ต้องทิ้งอย่างเดียว แม้ว่าผู้ผลิตจะสามารถต่อรองกับห้างค้าปลีกเพื่อขายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มโดยการขายขาดได้ แต่ห้างค้าปลีกก็มีข้อตกลงว่าผู้ผลิตไม่รับคืนสินค้าก็ได้ แต่ห้างค้าปลีกจะหักเปอร์เซ็นต์ no return ไว้ โดยจะตัดบิลที่จะจ่ายให้ผู้ผลิต เช่น ผู้ผลิตขายสินค้าให้ห้างค้าปลีกโดยมีสินเชื่อ ๖๐ วัน เมื่อครบกำหนดห้างค้าปลีกไม่ได้บังคับขายสินค้าคืนให้ผู้ผลิต แต่จะหักเงินตัดจากบิลไปเลย โดยห้างค้าปลีกจะให้ผู้ผลิตทำหนังสือรับสภาพหนี้ในมูลค่าสินค้าที่ต้องการคืน เพื่อแลกกับการชำระหนี้ค่าสินค้าทั้งหมด เป็นต้น  อีกทั้งผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยังเจอปัญหาที่ห้างค้าปลีกเก็บสินค้าในโกดังสินค้ายังไม่นำเข้าร้าน และเมื่อสินค้าใกล้หมดอายุ ก็ให้ผู้ผลิตรับสินค้าคืนไป นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดว่าการคืนสินค้าคือเมื่อส่งแฟกซ์จากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน

๕) การใช้กลยุทธ์ราคาถูกเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้าอื่นๆ ของห้างค้าปลีก (Loss Leader) ห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะนำสินค้าที่มียี่ห้อเป็นที่ยอมรับมาตัดราคา เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้าอื่นๆ ในห้างค้าปลีก โดยสินค้าที่นำมาตัดราคานั้นอาจจะถูกจริง แต่สินค้าอื่นในห้างค้าปลีกนั้นไม่ได้ถูกตามไปด้วย และในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคก็ไม่ได้ซื้อสินค้าที่ห้างค้าปลีกนำมาตัดราคาเพียงชิ้นเดียว ยังซื้อสินค้าอื่นๆ ที่ห้างค้าปลีกบวกกำไรไว้แล้ว  ดังนั้น ห้างค้าปลีกไม่ขาดทุนแน่นอน เนื่องจากได้กำไรจากสินค้าอื่นมาชดเชย  ทั้งยัง ผลักภาระราคาที่ลดลงไปให้ผู้ผลิตแบกรับ โดยการบีบให้ผู้ผลิตลดราคาสินค้าให้ หรือหักบิลในส่วนที่ลดราคาไปเลย หากผู้ผลิตไม่ยอม ก็จะไม่จ่ายค่าสินค้าทั้งหมด อีกทั้ง หากสินค้าที่ห้างค้าปลีกนำมาลดราคานั้นเป็นสินค้าที่กรมการค้าภายในควบคุมราคาจะยิ่งทำให้ผู้ผลิตต้องเสียหาย เนื่องจากปกติผู้ผลิตมีกำไรจากสินค้าที่ควบคุมราคาน้อยอยู่แล้ว และต้องถูกห้างค้าปลีกบีบให้ลดราคาให้อีก ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกภาระหนักยิ่งขึ้น

๖)  การเรียกเก็บค่าเสียโอกาสในกรณีสินค้าขาดบนชั้นวาง (Opportunity Lost และ Service Level)หากเกิดกรณีสินค้าขาดบนชั้นวาง ห้างค้าปลีกจะปรับค่าเสียโอกาส และคิดค่าปรับตามราคาที่ขายหน้าร้านคูณจำนวนที่อ้างว่าจะขายได้ในแต่ละวันคูณด้วยวันที่ไม่มีสินค้า นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยังประสบปัญหาที่ห้างค้าปลีกต้องการให้สินค้าที่วางบนชั้นมีระยะเวลาหมดอายุตามที่กำหนด เช่น ให้สินค้ามีวันหมดอายุ ๑๑ เดือน ทำให้มีปัญหาในการผลิต หากผู้ผลิตผลิตสินค้าที่มีวันหมดอายุ ๑๐ เดือน ห้างค้าปลีกก็จะปฏิเสธไม่รับสินค้า หรือคิดค่าปรับ  และมีประเด็นกรณี Distribution Centre เรื่องค่าปรับค่าเสียโอกาสในการขายที่ไม่สามารถส่งสินค้าให้ห้างค้าปลีกตามกำหนดส่งด้วย อย่างไรก็ตาม อนุกรรมการมีข้อสังเกตว่าเรื่อง Distribution Centre นั้น ผู้ผลิตเองก็ได้ประโยชน์เนื่องจากประหยัดค่าขนส่งสินค้า และการกำหนดค่าใช้จ่ายเรื่องดังกล่าวก็มีความเป็นธรรมพอสมควร

๗) การผลิตสินค้าตราเฉพาะของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (House Brand) ที่มีรูปลักษณ์ บรรจุภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับสินค้าของผู้ผลิต (Private Brand) เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเดียวกันแต่ราคาถูกกว่าของผู้ผลิตมาก

๘) การที่ห้างค้าปลีกขายสินค้าให้กับยี่ปั๊ว ซาปั๊ว โดยไม่นำสินค้าเข้าร้านไปขายให้ผู้บริโภค โดยเมื่อผู้ผลิตส่งสินค้าให้ห้างค้าปลีก ห้างค้าปลีกก็ส่งสินค้าต่อให้ยี่ปั๊วที่มารอรับสินค้าที่หลังร้านทันที ซึ่งประเด็นนี้ มีข้อสังเกตจากอนุกรรมการว่าอาจเป็นการทุจริตของฝ่ายขายเอง โดยผู้บริหารของห้างค้าปลีกไม่มีส่วนรู้เห็น อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายขายเป็นไปเพื่อทำยอดขายให้ห้างค้าปลีก โดยไม่สนใจว่าจะต้องขายสินค้าให้ผู้บริโภคหรือไม่ ต้องการเพียงการระบายสินค้าออกเพื่อทำยอดขายตามนโยบายของห้างค้าปลีกเท่านั้น

๙) การผลักภาระความรับผิดในความไม่ปลอดภัยของสินค้า (product liability) ให้กับผู้ผลิต ห้างค้าปลีกนำสินค้าที่ใกล้หมดอายุไปลดราคาโดยไม่ได้ปรึกษาผู้ผลิต เมื่อผู้บริโภคบริโภคสินค้าแล้วเกิดความเสียหาย ห้างค้าปลีกจะผลักภาระความรับผิดชอบให้กับผู้ผลิต  นอกจากนี้ การปฏิบัติทางการค้าของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตที่ผู้ผลิตเห็นว่ามีความร้ายแรงคือการหักเงิน หรือตัดบัญชีผู้ผลิต โดยผู้ผลิตไม่สมัครใจ และการหักบัญชีดังกล่าวเป็นการหักตามข้อตกลงที่ไม่ชัดเจนว่าจะหักเป็นจำนวนเท่าใด แต่กำหนดให้เป็นอำนาจตัดสินใจของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (open ended) ที่จะกำหนดขึ้นในอนาคต (หักหน้าบิลทีหลัง)       

๒. สาเหตุปัญหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งต่อผู้ผลิตและผู้จำหน่าย (Supplier)

                                ปัญหาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) ต่อผู้ผลิตและผู้จำหน่าย (Supplier) มีสาเหตุมาจาก

                                                ๑) ความไม่สมดุลของ โครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในประเทศไทย กล่าวคือ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการควบคุมให้เหมาะสม ทั้งจำนวนสาขา พื้นที่ ผลกระทบต่อสังคม ชุมชน วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต เป็นต้น และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่า และใช้กลยุทธ์การตลาด และใช้ราคาสินค้าที่ถูกเพื่อจูงใจผู้บริโภค จึงทำให้ช่องทางจำหน่ายของผู้ผลิตสินค้าลดลง ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่จึงมีอำนาจต่อรองสูงกว่าผู้ผลิตมาก ทำให้ต้องพึ่งพาห้างค้าปลีกสมัยใหม่เป็นหลัก และต้องยอมรับพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม โดยผู้ผลิตไม่กล้าฟ้องร้องเอาผิดกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เนื่องจากยังต้องการทำธุรกิจกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ต่อไป และหากปฏิเสธที่จะทำการค้ากับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ก็ต้องปฏิเสธทุกรายในประเทศ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัท ดังนั้น การฟ้องร้องเอาผิดกับห้างค้าปลีกก็เท่ากับว่าไม่ต้องการทำการค้าในประเทศนี้อีกแล้ว

                                                ๒) การแข่งขันด้านราคาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ใช้การต่อสู้เรื่องราคาเพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เข้ามาซื้อสินค้าในห้างค้าปลีกของตน ซึ่งการแข่งขันเรื่องราคาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ทั้งการตัดราคา การส่งเสริมการขาย เช่น การลงโฆษณา (mail) ห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะผลักภาระไปให้ผู้ผลิตต่อ นอกจากนี้ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ยังหารายได้ทางอื่น (Other Income) ที่ไม่ใช่การขายสินค้า (Front Margin) กับผู้ผลิตด้วย เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตนในภาวะที่ยอดขายสินค้าลดลง

๓. แนวทางแก้ไขปัญหา

                                ปัญหาของการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของประเทศไทยนั้นเกิดจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) อย่างรวดเร็วมากจนได้ส่วนแบ่งของตลาดไปเกือบทั้งหมด และส่งผลกระทบกับผู้ที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของประเทศทั้งผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม   (โชห่วย) ผู้ผลิต และผู้บริโภค รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรมของชุมชนด้วย ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป มีวิถีชีวิตเป็นชุมชนเมือง สภาพความสัมพันธ์ของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้าปลีกกับผู้บริโภค ทั้งยังมีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค สร้างความต้องการเทียม เน้นบริโภคนิยม เป็นต้น  ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องควบคุมการขยายสาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และในการควบคุมการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ

๑) จำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งมาควบคุมโดยเฉพาะหรือไม่ หรือกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนั้นสามารถแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว ซึ่งประเด็นดังกล่าว ที่ประชุมได้อภิปรายและมีความเห็น โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

                                กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

                                - พระราชบัญญัติว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒

                                ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องหยุดพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงที่ไม่กำหนดให้ชัดเจนว่าจะเรียกเก็บเงินจากผู้ผลิตอย่างไร แต่กำหนดให้แล้วแต่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะเห็นสมควร (open ended contract)  อย่างไรก็ตาม กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าจะดูแลเพียงเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น ไม่ได้ควบคุมดูแลเรื่องโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง จึงไม่สามารถแก้ปัญหาการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้

- พระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒

ในกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้ธุรกิจบางประเภทที่จะเข้ามาในประเทศไทยต้องขออนุญาตก่อน โดยธุรกิจค้าปลีกค้าส่งนั้น กฎหมายได้กำหนดให้การค้าปลีกสินค้าทุกประเภทที่มีทุนขั้นต่ำรวมทั้งสิ้นน้อยกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท หรือที่มีทุนขั้นต่ำของแต่ละร้านค้าน้อยกว่ายี่สิบล้านบาทต้องขออนุญาต แต่ค้าปลีกต่างชาตินั้นมีทุนเป็นหมื่นล้านแสนล้านบาททำให้ไม่อยู่ในข่ายการต้องขออนุญาต ซึ่งหากจะแก้พระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเพิ่มจำนวนทุนขั้นต่ำ จะทำให้ค้าปลีกต่างชาติที่เข้ามาแล้วได้เปรียบ เป็นการกีดกันทุนค้าปลีกที่จะเข้ามาใหม่ ซึ่งไม่เป็นธรรม ฉะนั้น การแก้กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้

                                กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

                                - ควรมีกฎหมายที่ดูแลเรื่องโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง โดยควบคุมการขยายตัวของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ให้เหมาะสม โดยต้องพิจารณาทุกมิติทั้งการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) ไม่เพียงแต่การค้าเสรี (free trade) เท่านั้น และต้องพิจารณาผลกระทบต่อผู้บริโภค ที่สร้างความต้องการเกินความจำเป็น สร้างการบริโภคนิยม ความเปลี่ยนแปลงด้านสังคมวัฒนธรรม  ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตของสังคมชนบทเปลี่ยนเป็นสังคมเมือง สร้างค่านิยมในการเที่ยวห้างค้าปลีกสมัยใหม่ซึ่งเป็นแหล่งบันเทิงของเยาวชน การเลิกกิจการของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และตลาดสด เป็นต้น

                                - ควรให้รัฐเข้ามามีบทบาทดูแลการค้าให้เสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ต้องมีการควบคุมสัญญาให้เป็นธรรม โดยให้หน่วยงานของรัฐเข้ามาดูแลให้การทำสัญญาเป็นธรรม และสามารถดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องมีตัวผู้เสียหาย หากสัญญาไม่เป็นธรรมให้รัฐสามารถเอาผิดได้เลย และต้องมีกลไกที่ให้การแข่งขันของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ใช้กลยุทธ์เรื่องราคาเท่านั้น ต้องแข่งขันเรื่องบริการ และด้านอื่นๆ ด้วย เนื่องจาการแข่งขันเรื่องราคา ห้างค้าปลีกสมัยใหม่จะไปผลักภาระให้กับผู้ผลิตต่อ

                                ๒) การสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม เช่น

การสร้างเครือข่ายโชห่วยกับยี่ปั๊ว ซาปั๊ว 

อย่างไรก็ตาม การรวมตัวต้องเกิดจากความสมัครใจจึงจะเกิดผล สังคมไทยยังขาดระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกัน  ฉะนั้น การรวมตัวกันอาจแก้ปัญหาไม่ได้ และผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้อภิปรายเรื่องบริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง โดยเห็นว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีความรู้เรื่องการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอย่างแท้จริง ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาเพียงเรื่องราคาเท่านั้น อีกทั้งมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ชัดเจน  จึงมีมาตรการให้ผู้ผลิตลดราคาให้กับร้านค้าปลีกรายย่อย แต่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องค่าขนส่ง การชำระเงิน และเรื่องอื่นๆ ทำให้การแก้ปัญหาโดยบริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็งจึงไม่ประสบผลสำเร็จ

-สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม โดยให้ความรู้ด้านการจัดการ รูปแบบการจัดสินค้า เป็นต้น

- สร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน เน้นการบริการที่ตรงกับความต้องการของคนในชุมชน เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้แค่เรื่องราคาเท่านั้น ยังพิจารณาเรื่องความสะดวกด้วย