กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

สรุปสาระสำคัญในการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

วันอังคารที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น.

 ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม

............................................................

 

                                คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง วิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป เมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ชั้น ๒๘ อาคารกระทรวงยุติธรรม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

                                ๑. คำจำกัดความและความหมายของร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี)

                                ร้านค้าปลีก (retail) ไม่ควรถูกจำกัดไปในประเภทเดียวกับร้านขายของชำ (grocery) เพราะเรื่องนี้จะเป็นปัญหาในการขออนุญาตเปิดห้างสรรพสินค่าเป็นอย่างมาก ห้างสรรพสินค้าเป็นการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยการให้เช่าพื้นที่ขายสินค้าและอาจมีการเปิด supermarket เพื่อเป็นการเรียกลูกค้าเข้ามาภายในห้างฯ  ดังนั้น หากห้างฯไม่มี supermarket ก็อาจจะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้  ดังนั้น จึงควรระบุให้ชัดเลยว่าห้างสรรพสินค้าไม่ใช่กิจการที่ต้องขออนุญาตเปิดบริการตามกฎหมายฉบับนี้ และควรให้คำจำกัดความของ supermarket ให้ชัดเจน รวมทั้งในส่วนของการจัดทำ zoning ควรกำหนดทั้งเรื่องขนาดและที่ตั้งในกฎหมายให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยคลายความกังวลของ            ผู้ประกอบธุรกิจทุกฝ่าย ในต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และญี่ปุ่น ก็มีการกำหนดเรื่อง zoning อย่างชัดเจนเช่นกัน โดยให้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดเล็กสามารถเปิดให้บริการในชุมชนหรือในตัวเมืองได้ โดยเห็นว่าโชห่วยยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม   ส่วนห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่ (เกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ตารางเมตร ขึ้นไป) ซึ่งมีอำนาจชักจูงลูกค้าเป็นอย่างมากต้องไปเปิดบริการนอกเมือง เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะต้องยอมเดินทางไกลกว่าร้านขนาดเล็กในเมืองเพื่อไปซื้อสินค้าที่ตนเองต้องการ เมื่อมาพิจารณาประกอบกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันที่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เปิดให้บริการในเขตเมืองครบหมดแล้ว จึงเห็นควรให้มีการออกกฎหมายควบคุมเพียงว่าหากผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่ (โดยเฉพาะ discount store) จะเปิดให้บริการในเขตเมืองอาจต้องมีการกำหนดช่วงเวลาเปิดปิด หากเปิดบริการในเขตรอบนอกอาจให้เปิดได้ ๒๔ ชั่วโมง เป็นต้น

                                ๒. ความยุติธรรมในการแข่งขันของทุกฝ่าย

ให้กลุ่มผู้ผลิตสินค้า (supplier) กลุ่มโชห่วยและผู้ให้ความสนับสนุน กลุ่มขนส่ง (logistics) และกลุ่มยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ต้องช่วยให้กฎหมายค้าปลีกมีความยุติธรรมทั้งในเรื่องการตั้งราคา ให้มีองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนได้แก่ บริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด หรือ Allied Retail Trade (ART) ซึ่งแม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการ (ผู้เข้าร่วมสัมมนาให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดีและมีต้นทุนเรื่องการขนส่งสูง)  แต่องค์กรในลักษณะนี้ยังมีความจำเป็นที่ต้องมีเพื่อช่วยเหลือร้านค้าปลีกขนาดเล็กในการต่อรองราคาสินค้าจากผู้ผลิต (volume discount) เพื่อให้สามารถขายสินค้าในราคาที่ใกล้เคียงกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ รวมทั้งความช่วยเหลือด้านเงินทุนและความรู้ในการบริหารจัดการร้านค้าปลีก โดยต้องไม่เป็นการสร้างหนี้ให้กับผู้ประกอบกิจการด้วย อาจให้มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีการจัดอมรมผู้ประกอบการ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังอาจให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในเรื่องการเสียภาษีต่าง ๆ ให้สามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องไปจ้างผู้ตรวจบัญชีซึ่งต้องเสียค่าจ้างในอัตราที่สูงมาก เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

                                มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของ ART เพราะจะก่อให้เกิดการรวมศูนย์ รวมทั้ง ART ต้องแบกภาระมากเกินสมควร และเห็นควรให้มีการนำระบบ Independent Grocers Alliance (IGA) เพื่อช่วยสนับสนุนโชห่วยผ่านระบบการค้าส่ง โดยเปลี่ยนระบบค้าส่งให้เป็นระบบกระจายสินค้าไปพร้อมกัน ช่วยลดต้นทุนไปได้มาก หาก IGA ใดสามารถดำเนินการได้ดี จะเป็นการสร้างอำนาจต่อรองให้แก่โชห่วยเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบัน modern trade ถูกกล่าวหาในเรื่องราคาสินค้าเป็นอย่างมาก จึงขอชี้แจงว่าที่สามารถขายสินค้าได้ในราคาดังกล่าวเพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น การซื้อสินค้าในปริมาณมาก มีการบริหารจัดการดี การขนส่งสินค้าที่เป็นระบบ ช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก       แต่ทั้งนี้ทาง modern trade ก็มีรายจ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากรายจ่ายทั้งไปที่โชห่วยมี  ดังนั้น ค่าเช่าพื้นที่ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๔ ของต้นทุนทั้งหมดของห้างฯ ค่าแรงพนักงานที่มีจำนวนมาก ค่าเก็บรักษาสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมาก จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า modern trade มีข้อได้เปรียบกว่าโชห่วย

                                กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งนี้มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจซึ่งมีมูลค่ามหาศาล และกระทบต่อประชากรเป็นจำนวนมาก ทั้งยังส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และครบวงจร   เห็นว่าควรให้มีนักเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย มาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมาบังคับใช้ต้องมีความชัดเจน และต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภคให้มากกว่านี้ สังเกตจากร่างพระราชบัญญัติฯ   ไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและการพัฒนาโชห่วยแต่ประการใดเลย

                                ส่วนมาตรการจำกัดการขยายสาขานั้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาไม่เห็นด้วยเพราะการที่จะไปเปิดสาขาในที่ใด ๆ นั้น วัตถุประสงค์คือการค้าขายเพื่อเอากำไร  ดังนั้น จึงต้องมีการสำรวจตลาดว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงพอที่จำทำให้ห้างฯ นั้น ๆ คุ้มทุนได้หรือไม่  หากไม่ ห้างฯ ก็ไม่ไปเปิดบริการอยู่แล้ว  การจำกัดการขยายสาขาจึงไม่เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค การควบคุมควรจะเป็นการจัดการเรื่องราคาสินค้ามากกว่า เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจะเป็นวิธีที่ได้ผลมากกว่า รวมทั้งต้องมีมาตรการปกป้องผู้ค้าด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย  ดังนั้น ยังมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้อยู่แม้ modern trade จะขยายสาขาไปเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่ประเทศไทยยังมีพื้นที่เหลือให้ขยายสาขาได้อีกมาก

                                จากสภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน ปัญหาด้านการขนส่งเห็นว่าลดลงเป็นอย่างมาก จึงไม่สมควรนำเรื่องการกระจายสินค้ามายกเป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ระบบยี่ปั๊วควรเลิกหรือไม่ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติควรเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่จะเข้ามาทำวิจัยเรื่องดังกล่าว และการที่ modern trade 1ขายสินค้าในราคาที่ถูกก็ย่อมเป็นผลดีต่อผู้บริโภค (มีความเห็นว่าในต่างประเทศห้ามมีการขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าราคาจริง รวมทั้งมีบทกำหนดโทษ เพราะ volume discount ที่ทาง modern trade ได้รับจะมีอัตราที่จำกัด ดังนั้นการขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงจึงเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้จะทำให้ผู้บริโภคต้องบริโภคสินค้าในราคาที่สูงขึ้นก็ตาม)

                                สำหรับราคาสินค้าที่เหมาะสมนั้น ต้องอยู่ที่ต้นทุนสินค้าเพิ่มกำไรเข้าไปร้อยละ ๘ (กำไรสุทธิ)  ทั้งนี้ modern trade ยังมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก เช่น slot fee (คิดต่อ ๑ หน่วย SKU ซึ่งมีราคาสูงมาก) ค่า delete สินค้า (ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน) ค่าโฆษณา ค่าเติมสินค้า การคืนสินค้าหมดอายุ house brand และการทำ lost leader ซึ่งทาง modern trade ได้ชีแจงดังนี้ ค่า slot fee หรือ entrance fee มีการเรียกเก็บกันมาเป็นเวลา ๔๐-๕๐ ปีแล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะผู้ผลิตสินค้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว เรื่องค่า delete สินค้า ปัจจุบัน modern trade ใช้ระบบ category โดยพิจารณาภาพรวมของชนิดสินค้ามากกว่าจะพิจารณาเฉพาะตัว  ส่วนค่าเติมสินค้านั้น modern trade มีต้นทุนเรื่องนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับอัตราที่เรียกเก็บแล้ว รวมทั้งหากสินค้าขายไม่ได้ modern trade ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงต้องมีการเก็บเงินดังกล่าวเป็นการประกันความเสี่ยงให้ห้างฯ ด้วย และในเรื่อง lost leader ไม่สามารถทำได้หากผู้ผลิตสินค้าไม่ยินยอม  ดังนั้น จึงเกิดจากความตกลงกันของทั้ง modern trade และผู้ผลิตสินค้า ทั้งเรื่องนี้ยังไม่มีในห้างสรรพสินค้า จึงไม่ควรพูดรวมกัน แต่อาจแก้ปัญหาโดยการให้มีมาตรฐานของ vender agreement ซึ่งก็เป็นเพียงแนวคิดหนึ่งเท่านั้น

                                การที่ภาครัฐจะออกกฎหมายใดๆ หรือมาตรการต่างๆ ต้องพิจารณาถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค และสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องการขยายสาขาอย่างรวดเร็วของร้านประเภท express เป็นการสร้างรูปแบบใหม่ (format) ของร้านค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ใช่การ down sizing อย่างที่โชห่วยกล่าวหา ดังนั้นการหยุดการขยายสาขาจะเป็นประโยชน์ได้อย่างไรเมื่อผู้บริโภคยังมีความต้องการอยู่ จึงต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้รอบคอบและครอบคลุม โดยต้องสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ                       

 

 

 

 

 

                                สุชาอรฯ/ครองภาคย์/อัครพงษ์ฯ

๑๖ มี.ค.๕๑