กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

สรุปสาระสำคัญการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน

 เรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง” จังหวัดชลบุรี

-----------------------------

คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง กฎหมาย      ว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เมื่อวันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา                         ๐๙.๐๐-๑๔.๓๐ น. ณ ห้องชโลธร โรงแรมซีบรีส จังหวัดชลบุรี เพื่อรวบรวมสภาพปัญหา ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความคิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป

ผู้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประมาณ ๖๐ คน โดยมี อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

ปัจจุบันห้างค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ได้ขยายสาขาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลคาดว่ามีประมาณ ๖๐๐สาขาที่เพิ่มขึ้นในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา รวมทั้งในส่วนของเงินลงทุนจากเดิมในปีพ.ศ. ๒๕๔๔ ประมาณสองแสนล้านบาท จนกระทั้งในปีพ.ศ. ๒๕๔๗ เพิ่มขึ้นไปถึง ๔๖๗๐๐๐ ล้านบาท ประกอบกับยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจก็ต่างไปจากเดิม กล่าวคือปัจจุบันเน้นการขยายสาขาขนาดเล็กในตัวเมือง ทั้งยังเพิ่มการขยายสาขาในระดับตำบล และหมู่บ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบกิจการค้าปลีกส่งแบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก ทั้งกฎหมายที่สามารถใช้บังคับในปัจจุบันก็มีเพียงพระราชบัญญัติผังเมือง และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ตรงตามความต้องการของประชาชนในท้องที่นั้นๆ ดังนั้นจึงมีความเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาบางส่วนว่า ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....จะสามารถตอบปัญหาของประชาชนในปัจจุบันได้ โดยการอำนวยความยุติธรรมให้ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ของการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ทั้งรายย่อย และรายใหญ่ รวมทั้งสมัยเก่าและสมัยใหม่ และผู้บริโภค เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถประกอบธุรกิจและอยู่ร่วมกันได้โดยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกฎหมายนี้ต้องให้ท้องถิ่นมีส่วนตัดสินใจเลือกนโยบายทางการค้าให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นได้ด้วยตัวเอง

สำหรับมุมมองของชาวชลบุรีต่อการค้าขายสมัยใหม่นี้ ส่วนหนึ่งเห็นว่า modern trade ในรูปแบบ hyper mart มีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าร้านค้าขนาดเล็ก และ convenient store ซึ่งสามารถประกอบกิจการในเขตเมืองได้ โดยร้านค้าดังกล่าวยังไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายใด ดังนั้นยังสามารถขยายสาขาได้อีกในอนาคตยิ่งจะเป็นการสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะปัจจุบันที่อำเภอศรีราชา ร้านค้าแบบดั้งเดิมหรือโชห่วยต้องประสบภาวะขาดทุน และปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก เพราะร้านค้าปลีกสมัยใหม่สามารถตอบความต้องการของประชาชนได้ดีกว่าโชห่วย ทั้งในเรื่อง ความสะดวก ราคา และสถานที่ ทั้งยังเป็นการสร้างค่านิยมบริโภคนิยมให้กับเยาชนรุ่นใหม่ด้วย (แต่ชาวพัทยาก็เห็นว่า convenient store ก็มีความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย เพราะเปิดบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง รวมทั้งยังเป็นศูนย์รับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายจากประชนได้ด้วย) จึงมีข้อเสนอว่าควรมีการทำ zoning แบ่งพื้นที่กันทำมาหากินจะดีที่สุด  

ในส่วนของมุมมองของผู้บริโภค การได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพดีและราคาถูกนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องการ จึงมีความเห็นแย้งกับร่างพระราชบัญญัติฯฉบับนี้ เพราะกฎหมายนี้ใช้วิธีการสกัดกั้นการเปิดให้บริการของ modern trade ตลอด ๒๔ ชั่วโมง และการขยายสาขานั้น ก็เป็นสิทธิที่ทางผู้ประกอบกิจการพึงกระทำได้ ทั้งยังต้องถามความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นด้วย ดังนั้นจึงควรแก้ปัญหาโดยการหาแนวทางสนับสนุนโชห่วยให้สามารถต่อสู้กับ modern trade ได้ โดยอาจเป็นการสนับสนุนการรวมตัวกันของโชห่วย ให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ จัดตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัด เป็นต้น เพราะหากโชห่วยสามารถประกอบกิจการได้ดี รายได้ทั้งหมดก็จะหมุนเวียนอยู่ในท้องถิ่น ต่างกับ modern trade ที่รายได้(รวมทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งต้องคำนวณ ณ ภูมิลำเนาที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ดังนั้นรัฐอาจจะเสียรายรับในส่วนนี้เป็นจำนวนมาก เพราะรายได้ของทุกสาขาต้องนำมาคำนวณร่วมกัน ต่างจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่สามารถจ่ายจากสาขาได้เลย)จะต้องส่งเข้าสู้สำนักงานใหญ่ที่ส่วนกลาง ดังนั้นอาจใช้เป็นพียงการกำหนดพื้นที่ที่ modern trade สามารถเปิดบริการได้

สำหรับประเด็นเรื่องสภาพแวดล้อมนั้น เห็นว่า modern trade ขนาดใหญ่ยังจำเป็นต้องอยู่นอกเขตเมือง เพราะหากอนุญาตให้ตั้งในเขตเมืองได้ จะสร้างปัญหาการจราจร มลภาวะ ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า รวมทั้งปัญหาขยะ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งมั่วสุมของเยาชน จึงเห็นความสำคัญของการจัดการเรื่องดังกล่าวซึ่งหากมีกฎหมายออกมาควบคุมโดยเฉพาะเรื่องพื้นที่เปิดกิจการ พื้นที่ของการประกอบกิจการ เวลาเปิดปิด และการควบคุมราคา ก็จะเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความไม่ทันสมัยของกฎหมายดังกล่าว เพราะกฎหมายใช้เวลาในกระบวนการยกร่างฯ และบังคับใช้นานมาก ดังนั้น กฎหมายนี้หากสามารถบังคับใช้ในตอนนี้อาจจะล้าหลังไปแล้ว modern trade ปรับตัวเลี่ยงกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว จึงจำเป็นต้องจัดการปัญหานี้ด้วย อาจจะโดยการกำหนดให้สามารถออกกฎหมายลำดับรองได้ง่ายขึ้นเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ทางการค้าของประเทศ และสามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ง่ายมากกว่าการแก้พระราชบัญญัติ (มีความเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาบางท่าน เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในบางมาตรา เช่น เรื่องอำนาจของคณะกรรมการตามร่างฯอาจจะกระทบต่ออำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง และให้พิจารณาเทียบเคียงพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ที่ปัจจุบันก็ยังมีปัญหาอยู่)

ในช่วงท้ายของการสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนามีความเห็นตรงกันว่าไม่ว่าจะเป็นการประกอบธุรกิจประเภทใด กฎเกณฑ์ต่างๆที่ต้องออกมาควบคุม ยังมีความจำเป็น ดังนั้นเห็นว่าอย่างไรก็ตามก็ควรมีกฎหมายเฉพาะมาดูแลกับปัญหาดังกล่าว