สรุปสาระสำคัญการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน
เรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง” จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
-----------------------------
คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดให้มีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง” เมื่อวันพุธที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐-๑๔.๓๐ น. ณ ห้องแชมเปี้ยน โรงแรมสปริงฟิลด์ วิลเลจ กอล์ฟ แอนด์ สปา จังหวัดเพชรบุรี เพื่อรวบรวมสภาพปัญหา ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความคิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงปัญหาและทิศทางการแก้ไขปัญหาการค้าปลีกค้าส่งของประเทศในปัจจุบันและอนาคต และนำข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาเสนอความเห็นแก่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ให้เหมาะสมต่อไป
ผู้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประมาณ ๖๐ คน โดยมี อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย
สืบเนื่องจากการเดินทางไปประเทศอังกฤษที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความจำเป็นต้องมีกฎหมายค้าปลีกในประเทศไทยต่อคณะผู้บริหารบริษัท Tesco ประเทศอังกฤษ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการดูแลผู้ประกอบการชาวไทย ทั้งยังต้องสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยประเทศไทยไม่มีนโยบายเลือกปฏิบัติ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของคณะรัฐบาล ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกฎหมายนี้ในการดำเนินการขั้นต่อไปในอนาคต
การสัมมนาฯเริ่มต้นโดยได้รับชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นกับ พระราชบัญญัติผังเมือง และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร จากสำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดังนี้ ในเขตผังเมืองรวมของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดอื่นๆมีอายุเพียง ๓ ปีนับจากวันประกาศใช้ ซึ่งปัจจุบันใช้ควบคุมการเปิดสาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ ๓๐๐-๑๐๐๐ ตารางเมตร) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับมาตรา ๒๐ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ซึ่งหากพระราชบัญญัติฯฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว จะทำให้กฎเกณฑ์เรื่องผังเมืองดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้ต่อไปหรือไม่ ทั้งการต่ออายุประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองนี่นั้นต้องใช้เวลา ดังนั้นจะทำให้เกิดช่องว่าระหว่างรอยต่อของช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถคุมห้างฯที่จะเปิดให้บริการในขณะนั้นได้ จะส่งผลเสียเป็นอย่างมาก ซึ่งทางผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงว่า แม้จะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวก็ไม่ได้มีผลเป็นการยกเลิกประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองดังกล่าว เพียงแต่ในร่างพระราชบัญญัติฯจะต้องกำหนดคำจำกัดความให้ชัดเจน และสอดคล้องกับประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วยเท่านั้น นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนายังมีความเห็นว่ากฎหมายผังเมืองไม่ใช่กฎหมายที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งโดยตรง ในต่างประเทศกฎหมายผังเมืองเป็นเพียงกฎหมายที่ใช้ประกอบกฎหมายค้าปลีกค้าส่งเท่านั้น เพราะเรื่องการดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งนั้น ต้องดูแลในเรื่องเวลาเปิดปิด และราคาด้วย กฎหมายเฉพาะจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ในปัจจุบันภาครัฐและนักวิชาการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยอาศัยตัวเลขผลประกอบการและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูความสุขมวลรวมของประชากร รวมถึงผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาเรื่องการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนก็ยังสร้างปัญหาต่อโชห่วยเป็นอย่างมาก แต่ร่างพระราชบัญญัติฯนี้มุ่งจัดการเฉพาะเรื่องพื้นที่ที่สามารถเปิดดำเนินการได้เท่านั้น รวมทั้งกฎหมายนี้อาจจะทันสมัยในขณะร่าง แต่ปัจจุบันเวลาผ่านมาหลายปีแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว สมควรมีการปรับปรุงร่างฯ อาทิเช่น เรื่องขนาดของสถานประกอบกิจการ หรือเรื่องรายได้จากการประกอบการในปีแรกจากเดิม ๑๐๐๐ ล้านบาท ควรเปลี่ยนเป็น ๕๐๐๐ ล้านบาทตามสภาพเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการปกป้องโชห่วย และเนื่องจากธุรกิจค้าปลีกค้าส่งนี้มีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ ๑๘ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หากปล่อยให้ตกอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียง ๕-๖ กลุ่มเท่านั้นจะเป็นเรื่องที่อันตรายในอนาคต และอาจกลายเป็นตลาดการค้าแบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นทั้งผู้ประกอบกิจการโชห่วย และ supplier จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก รัฐต้องเสียรายได้เป็นจำนวนมหาศาล ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจก็จะถูกบิดเบือน การกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม ท้ายที่สุดผู้บริโภคก็จะเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด
ในภาวะเศรษฐกิจทุกวันนี้มีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากกฎหมายที่ออกมาไม่มีความเหมาะสมอาจเป็นการซ้ำเติมปัญหามากกว่าเป็นการช่วยแก้ปัญหา กฎหมายจึงต้องมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ พื้นที่ที่บังคับใช้ และเวลาบังคับใช้ด้วย ประกอบกับควรใช้มาตรการอื่นๆประกอบกันไป โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นว่าปัจจุบันกฎหมายผังเมืองและควบคุมอาคารไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โชห่วยในอำเภอปราณบุรีได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากการขยายกิจการของ modern trade ประเภท hyper mart (convenient store ขายสินค้าในราคาที่สูง ไม่เป็นปัญหาต่อโชห่วยในการแข่งขันมากนัก)ประเด็นหลักคือไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ โดยแสดงความเห็นว่า hyper mart นอกจากจะสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในปริมาณมากเป็นการสร้างอำนาจต่อรองเรื่องราคา ทั้ง hyper mart ยังสามารถลดราคาสินค้าโดยนำค่าเช่าพื้นที่มาเป็นรายได้หลัก จึงสามารถขายสินค้าจนในบางครั้งมีราคาต่ำกว่าต้นทุนได้ หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ทั้งผู้ประกอบธุรกิจโชห่วย และผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก ประชาชนก็จะมีรายได้ลดลงซึ่งจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย กลายเป็นปัญหาระดับชาติต่อไป รวมทั้งปัจจุบัน modern trade สั่งซื้อสินค้าจากส่วนกลาง (โดยเฉพาะสินค้าประเภทเหล้าและบุหรี่) จึงสามารถซื้อได้ในราคาที่ต่ำ (Makro แจ้งว่าทาง Makro ซื้อสินค้าดังกล่าวจากตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่) จึงสมควรมีมาตรการห้ามจำหน่ายสินค้าราคาต่ำกว่าทุนด้วย (ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... นี้เป็นเรื่องการดูแลโครงสร้างการประกอบธุรกิจ ส่วนการดูแลด้านราคาซึ่งถือเป็นเรื่องพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าจะอยู่ภายใต้ความดูแลของพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๒) และเห็นว่าควรนำมาตรการทางภาษีมาจัดการกับปัญหา เพราะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ประกอบการสามารถชำระที่สาขาที่ตั้ง หรือนำรวมส่งเข้าชำระที่สำนักงานใหญ่ก็ได้ เห็นว่าควรแก้ประมวลรัษฎากรใหม่ ไม่ให้มีการรวมเข้าสู่ศูนย์กลางเพราะทำให้ท้องถิ่นต้องเสียรายได้จากส่วนนี้ (ภาษีมูลค่าเพิ่มโดยปกติต้องชำระ ณ ท้องถิ่นที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่) และในส่วนเรื่องการชำระภาษีของโชห่วยนั้น ปัจจุบันโชห่วยชำระภาษีกันมากขึ้น แต่ติดตรงที่ต้องมีการจ้างนักบัญชีมาประเมินรายรับรายจ่ายประจำปีซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้นจึงอยากให้มีมาตรการช่วยโชห่วยในด้านนี้เพราะหากการทำบัญชีเพื่อชำระภาษีสามารถทำได้ง่ายรัฐก็จะสามารถเก็บภาษีจากโชห่วยได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ยังเห็นควรให้ทุนใหญ่ที่เข้ามาประกอบธุรกิจ modern trade จากต่างชาติควรที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อให้มีฐานะเป็นบริษัทมหาชน ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าซื้อหุ้นเป็นเจ้าของได้ (ปัจจุบันมีเพียง Big-C และ Makro เท่านั้นที่จดทะเบียนฯแล้ว) เพราะทั้งโชห่วยและผู้บริโภคไม่ได้รังเกียจ modern trade เพียงแต่อยากให้มีการแบ่งพื้นที่กันทำกิน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมถึงต้องช่วยสร้างสรรค์สังคมด้วย ท้ายที่สุดของเสริมว่าประเทศไทยเน้นการสร้างผู้ประกอบการแบบ entrepreneur ซึ่งเป็นเพียงการดำเนินธุรกิจโดยหวังเพียงกำไร ต่างจาก merchant ที่มุ่งประกอบธุรกิจด้วยใจรักซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่า จึงควรเปลี่ยนแนวคิดในการประกอบกิจการของคนไทยด้วย