GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คุณภาพการศึกษาต้องพัฒนาทั้งระบบ

ตีพิมพ์ใน...1)วารสารส่งเสริมเทคโนโลยี 1(4)ต.ค.–พ.ย.41 หน้า 157 – 160 2)วารสารราชมนู 1(3) ก.ค. – ก.ย. 41 หน้า 1 – 4 3)วารสารวิชาการ พ.ศ. 2542

            ออกเดินสายไปเยี่ยมสถานศึกษาเที่ยวนี้     พบความจริงอย่างหนึ่งว่าสถานศึกษาของเราในปัจจุบัน   ไม่ว่าขนาดเล็ก  ขนาดกลาง  ขนาดใหญ่     ต่างมีความพร้อมด้านปัจจัย
พื้นฐาน (input)  ไม่แตกต่างกัน
           ความพร้อมด้านอาคารสถานที่  บรรยากาศ  สิ่งแวดล้อม  ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  (คอมพิวเตอร์ ห้องสมุด  ห้องปฏิบัติการทางภาษา  อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์  ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้สถานศึกษาขนาดใหญ่มี  สถานศึกษาขนาดเล็กก็มี  จะต่างกันตรงจำนวนและประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องมือเท่านั้น

           ที่มาของความพร้อมเหล่านี้  ทราบว่าส่วนใหญ่มาจากกระแสสังคม  และนโยบายกระทรวง  นโยบายกรม  ที่มองว่าปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้จะนำไปสู่คุณภาพการศึกษา  จึงระดมงบประมาณให้การสนับสนุนเป็นการใหญ่  สถานศึกษาบางแห่งไม่ได้รับ  หรือได้รับไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย   ก็พยายามขวนขวายงบประมาณจากแหล่งต่าง ๆ  เพื่อให้เทียมหน้าเทียมตาสถานศึกษาอื่น 
           ผมยอมรับว่า  บรรยากาศทางกายภาพ  เหล่านี้เป็นปัจจัยเบื้องต้นที่สำคัญในการจัดการศึกษา  ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจของพ่อแม่ผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสถานศึกษา  แต่เราคงจะไม่ยึดติดแต่เพียงการมุ่งหาหรือสร้างความหรูหราด้านกายภาพเพียงอย่างเดียว  และเข้าใจไปว่า  นี่คือ  จุดชี้ขาดด้านคุณภาพการศึกษา
          คุณภาพของสถานศึกษาน่าจะอยู่ตรงความพยายามในการบริหารและการจัดการใช้ปัจจัย
พื้นฐานและทรัพยากรทุกอย่าง  เพื่อจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามศักยภาพอย่างเต็มที่  สร้างให้เขาเป็นคนดีและเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  มีทักษะในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมมากกว่า
          การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาในสถานศึกษาจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือร่วมใจกัน  มีวิสัยทัศน์  (vision)  ที่ตรงกัน  มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ (strategic plan)  หรือ แผนพัฒนาโรงเรียน (school improvement plan)  ที่ชัดเจนเพื่อพัฒนาสู่วิสัยทัศน์ที่มุ่งหวังและปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามวงจรคุณภาพ (ของ Dr, Deming)  คือ  plan  (วางแผน)  Do  (ปฏิบัติ)  Check  (กำกับติดตามและประเมินผลการปฏิบัติ  และ  Action  (ปรับปรุงพัฒนา)
          แผนพัฒนาสถานศึกษาจึงเป็นแผนแม่บทที่เกิดจากบุคลากรทุกคน  ซึ่งอาจรวมชุมชน  ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder)  มาร่วมกันจัดทำ     ปัจจุบันเริ่มมีการจัดทำแผนพัฒนาสถานศึกษาในรูปของธรรมนูญโรงเรียน (school charter)  กันมากขึ้น   เพื่อหวังให้เป็นยุทธศาสตร์ที่มีพันธะสัญญาร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับชุมชน  ว่าจะจัดการศึกษาตามธรรมนูญหรือข้อตกลงที่ทำร่วมกัน  ซึ่งจะสามารถตรวจสอบและประเมินผลได้

          แผนการสอน  ถือว่าเป็นแผนพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของครูแต่ละคนที่มีความสำคัญที่สุดในการจัดการศึกษาที่ครูจะต้องถือเป็นภาระหน้าที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้  จะเห็นได้ว่าระเบียบข้อบังคับหรือเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติงานของครูที่กำหนดขึ้นนั้น  สาระสำคัญอยู่ที่แผนการสอนแทบทั้งนั้น                         

     เท่าที่ได้พูดคุยกับครูหลายคนก็ทราบว่า   ครูยังมีเจตคติที่ไม่ค่อยดีนักต่อการทำแผนการ   สอน      ทั้ง ๆ ที่ต่างก็ยอมรับว่าแผนการสอนมีประโยชน์โดยมีข้ออ้างที่เป็นเหตุผลน่ารับฟัง  เช่น  ต้องสอนหลายรายวิชา   สอนหลายคาบ   ต้องรับผิดชอบงานอื่น ๆ อีกจิปาถะ จะเอาเวลาที่ไหนไปทำแผนการสอน ฯลฯ
        สาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ครูเบื่อหน่ายเรื่องแผนการสอนนั้นพบว่ามาจากกระบวนการส่งเสริมการจัดทำแผนที่ไม่ยึดหลักความพอดี ความเหมาะสม และการพัฒนาที่ไม่เป็นระบบไม่เป็นขั้นตอน  เริ่มแรกก็หวังให้ครูทำแผนการสอนที่สมบูรณ์ที่สุด        โดยยึดติดรูปแบบและกติกามากมาย  เช่น  รูปแบบแผนการสอนที่สนองสมรรถภาพของมนุษย์  ขั้นของกาเย่ (GAGNE)  รูปแบบแผนการสอน ขั้นที่เน้นกระบวนการ  เป็นต้น  หรือเวลาอบรมเรื่องการทำแผนการสอน  ก็เอาตัวอย่างแผนการสอนของผู้ที่ผ่านการประเมินเป็นอาจารย์ เล่มโต ๆ  มาให้ดู  พอครูเห็นเข้าก็ท้อแต่แรกแล้ว  แต่เมื่อถูกบังคับให้ทำก็ทำส่ง (ทำส่งๆ) โดยทำแบบไม่เต็มใจเท่าใดนัก  หรือบางคนพอเริ่มต้นก็พยายามทำอย่างดีเพื่อส่งเป็นผลงานอาจารย์ 3 เลย  แต่ไม่ว่าจะทำแบบไหน  ก็มักทำเพื่อส่งหรือเพื่อให้คณะต่าง ๆ ที่มาประเมินได้ให้คะแนนว่า  มีแผนการสอนแล้ว  แต่เรื่องการนำไปใช้จริงและการพัฒนาแผนการสอนอย่างเป็นระบบ  ยังเป็นเพียงอุดมคติเท่านั้น
         ถ้าโยงใยสาเหตุของปัญหาต่อไปก็จะมาลงที่การบริหารการจัดการของสถานศึกษาที่ยังเกรงอกเกรงใจกัน  ไม่มีระบบกำกับติดตาม  และประเมินอย่างแท้จริงและต่อเนื่อง
          แผนการสอนของเราจึงยังเขียนเพื่อส่งมากกว่าเขียนเพื่อใช้สอนจริง 

          เรื่องนี้เป็นเรื่องคุณภาพการศึกษาที่เราต้องมาพูดความจริงและหาทางออกที่เหมาะสม  โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันได้แล้ว  ถ้ายังคิดหนทางแก้ปัญหาไม่ออก  ผมขอเสนอแนะแนวทางหนึ่งที่พยายามแก้สาเหตุของปัญหาทุกอย่างที่กล่าวข้างต้น  โดยต้องทำในระดับนโยบายและทำกันอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งโรงเรียน คือ

1.       สถานศึกษาจะต้องกำหนดเป็นนโยบายและเป้าหมายในเรื่องการทำแผนการสอนร่วมกันให้ชัดเจน  เช่น

    - ให้เขียนหรือปรับแผนการสอนที่มีอยู่แล้วเพื่อมุ่งที่จะใช้สอนจริง
    -  ไม่ยึดติดรูปแบบของแผนการสอน  อาจเขียนในสมุดด้วยลายมือก็ได้  แต่ควรมีหัวข้อสำคัญ  เช่น จุดประสงค์  เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสื่อ  สื่อการสอนและการประเมินผล
    - การเขียนกิจกรรมการเรียนการสอนให้มุ่งแต่เพียงการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  ซึ่งต้องสร้างความคิดรวบยอดในเรื่องนี้ให้ตรงกัน
            ทั้งนี้  สถานศึกษาอาจยืดหยุ่นให้ครูแต่ละคนที่สอนหลายรหัสวิชาเริ่มจัดทำภาคเรียนละ 1 รายวิชาหลักก่อนก็ได้  แต่ถ้าสถานศึกษาใดพร้อมจะทำทุกรายวิชาเลยก็เป็นเรื่องที่ดี
      2. สถานศึกษาต้องสร้างความเข้าใจและสร้างความเห็นพ้องต้องกันในการกำหนดระบบการกำกับติดตามการสอนตามแผนการสอนเพื่อให้เกิดการปฎิบัติจริงหลาย ๆ วิธี  เช่น  
    -ในท้ายของแต่ละแผนการสอน  ให้มีที่ว่างอย่างน้อยครึ่งหน้ากระดาษสำหรับให้ครูเขียนผลการสอน ปัญหาและข้อเสนอแนะ  หลังจากที่สอนตามแผนการสอนแล้ว  โดยเขียนให้ชัดเจน  ระบุเป็นประเด็นที่จะเป็นแนวทางในการนำไปใช้ปรับแผนการสอนในโอกาสต่อไป
     -ต่อจากหัวข้อปัญหาและข้อเสนอแนะ  ซึ่งเป็นหัวข้อ  ความคิดเห็นของผู้บริหาร  ผู้บริหารสถานศึกษาหรือรองผู้บริหารฝ่ายวิชาการควรได้อ่านแผนการสอนปัญหาข้อเสนอแนะ  แล้วให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ  หรือชื่นชมตามความจริงมากกว่าการลงนามอย่างเดียว

     -ผู้บริหารสถานศึกษาหรือรองผู้บริหารฝ่ายวิชาการควรมีการตรวจเยี่ยมการสอนตามสภาพจริง  โดยมีสมุดส่วนตัวสำหรับบันทึกข้อมูลการสอนตามแผนการสอนจริงของครูด้วย  ไม่ใช่เพียงเดินดูเฉย ๆ วิธีการตรวจเยี่ยมนั้นจะไม่ทำเพื่อจับผิด  แต่จะทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการปรับปรุงพัฒนาและประเมินผลการปฏิบัติงานของครูอาจารย์เป็นสำคัญ
     - กำหนดให้มีวาระหนึ่งในการประชุมครูทุกครั้ง  สำหรับการติดตามและรายงานการสอนตามแผนการสอนของแต่ละหมวดวิชา
     - กำหนดให้แต่ละหมวดวิชาจัดตารางสอนให้ครูว่างตรงกันสำหรับการนิเทศภายในเรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนและการสอนตามแผน การสอนฯ
       3. เมื่อสิ้นภาคเรียนหรือสิ้นปีการศึกษา  สถานศึกษาควรจัดให้มีการประชุมปฏิบัติการพัฒนาแผนการสอนของครูแต่ละคน     โดยใช้ปัญหาและข้อเสนอแนะในแต่ละแผนที่ได้บันทึกไว้เป็นฐานการปรับปรุงพัฒนา   เมื่อเปิดภาคเรียนใหม่ก็นำแผนที่ปรับปรุงใหม่ไปใช้สอนจริงและบันทึกปัญหาและข้อเสนอแนะเช่นเดียวกับปีแรก  และปรับปรุงในปีต่อไปอีกทำเช่นนี้ติดต่อกันสัก  ปี  เชื่อว่าในปีที่ 3   จะได้แผนการสอนที่สมบูรณ์  เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เกิดจากชีวิตจริงในการจัดการเรียนการสอนที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

          แผนการสอนในแต่ละปีจะไม่ได้รับการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนที่สร้างสรรค์  ถ้าครูไม่ได้พัฒนาตนเองให้มีความรู้อย่างกว้างขวางลึกซึ้งในสาขาวิชาที่สอน   ดังนั้น  สถานศึกษาควรมีข้อกำหนดให้ครูได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ให้มาก  โดยเฉพาะหนังสือทุกเล่มในห้องสมุดที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่สอน  ควรมีร่องรอยการอ่าน  การหยิบยืม รวมทั้งการค้นคว้าทาง Internet เพราะจะทำให้ครูมีวิสัยทัศน์ในการนำมาพัฒนาแผนการสอนให้ก้าวหน้ามากขึ้นทุกปี  เพื่อจะได้เป็นแบบอย่างในการสร้างนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนต่อไป
                อีกประการหนึ่งที่อยากฝากให้สถานศึกษาพิจารณาดำเนินการ  คือ  การใช้บรรยากาศทางกายภาพที่จัดได้ดีอยู่แล้วมาเสริมสร้างบรรยากาศทางวิชาการให้เกิดขึ้นทั่วทั้งสถานศึกษา  โดยใช้ยุทธศาสตร์การสร้างผู้เรียนให้เป็นผู้ช่วยครูอาจารย์แล้วบริหารจัดการให้ผู้ช่วยเหล่านั้นมาจัดกิจกรรมทางวิชาการที่สร้างสรรค์กับเพื่อนหรือรุ่นพี่รุ่นน้อง  ให้เกิดบรรยากาศทางวิชาการที่คึกคักมีชีวิตชีวาอย่างต่อเนื่อง  โดยใช้แหล่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา  เช่น  ห้องคอมพิวเตอร์  ห้องปฏิบัติการทางภาษา  และห้องสมุด  ฯลฯ  ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  แทนการผู้ขาดจากครูอาจารย์ผู้ดูแลรับผิดชอบที่เคยจัดให้ผู้เรียนใช้แหล่งความรู้ตามที่ตนเองว่างเท่านั้น
                ถ้าสามารถทำได้เช่นนี้จะเป็นการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าเป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่สร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพและเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูด้วยเพียงแต่ครูอาจารย์ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอน  ผู้บงการมาเป็นผู้จัดการเป็นผู้ช่วยเหลือ  สนับสนุนให้กำลังใจผู้เรียนแทน
                อย่างไรก็ตาม    ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาจะสำเร็จไม่ได้     ถ้าไม่สร้างความเข้าใจสร้างความเห็นพ้องต้องกัน (consensus)      เมื่อทุกฝ่ายยอมรับเป็นแนวทางปฏิบัติแล้วก็ควรจัดทำเอกสารคู่มือเป็นลายลักษณ์อักษร  เมื่อตกลงอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น  เมื่อพบมีปัญหาก็ปรับปรุงแก้ไขกันไป  ไม่ถือเป็นข้อบกพร่อง  เมื่อทำกันบ่อยครั้งเข้าก็จะเป็นวัฒนธรรมการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาไปในที่สุด
                        การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหาร  ครู  จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ อาศัยหลักการศึกษา  หลักจิตวิทยา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีใจรักในวิชาชีพครู  มีจิตวิญญาณของความเป็นครู  ทุ่มเท  เสียสละ  เอาใจใส่ติดตามแก้ปัญหามองปัญหาเป็นสิ่งท้าทายมากกว่าเห็นเป็นอุปสรรค และทำงานอย่างเป็นระบบ  คิดค้นพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง  ไม่ทำอะไรแบบไฟไหม้ฟาง  มีความสุขเมื่อได้เห็นผลสำเร็จของงานมากกว่าผลตอบแทนทางวัตถุ  ดังเช่นปณิธานของพลตรี  หลวงวิจิตรวาทการ  ที่ว่า …………..

       สุขของฉันอยู่ที่งานหล่อเลี้ยงจิต           สุขของฉันอยู่ที่คิดสมบัติบ้า

        คิดทำโน่นทำนี่ทุกเวลา                       เมื่อเห็นงานก้าวหน้าก็สุขใจ
        งานยิ่งมีมากจริงยิ่งเป็นสุข                   งานยิ่งชุกมันสมองยิ่งผ่องใน
        เมื่องานทำได้เสร็จสำเร็จไป                 ก็สุขใจปลาบปลื้มลืมทุกข์ร้อน

                           **************************

                              ธเนศ  ขำเกิด  [email protected]

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 25428
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)