บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป็นแนวทางการวิจัย และออกแบบประยุกต์ใช้การบริหารจัดการแบบก้าวกระโดด ในโรงเรียนวังม่วงวิทยาคม ดังนี้
1. การปฏิรูปการศึกษา
2. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาองค์การและหลักการวิเคราะห์องค์การ
3. แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล
4. การบริหารงานในสถานศึกษา
5. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. การปฏิรูปการศึกษา
ความหมายของการปฏิรูปการศึกษา
นักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความหมายของการปฏิรูปการศึกษาไว้ดังนี้
กระทรวงศึกษาธิการ (2546:1) ได้ให้ความหมายของการปฏิรูปการศึกษาว่า การปฏิรูป (ปฏิ + รูป) หมายถึง การปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม การปฏิรูปการศึกษาไทย จึงหมายถึงการปรับเปลี่ยนทางการศึกษาของไทย เพื่อให้ได้คนไทยที่มีคุณภาพสูงขึ้นกว่าเดิม ทั่วถึงมากกว่าเดิมและประสิทธิภาพการบริหารจัดการสูงขั้นกว่าเดิม การปฏิรูปการศึกษาจึงมีแต่วันเริ่มต้นแต่ไม่มีวันจบสิ้น
ปรัชญา เวสารัชช์ (2546: 20) อธิบายความหมายของการปฏิรูปการศึกษา หมายถึง กระบวนการที่จงใจสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาทุกด้านที่เป็นอยู่ และการสร้างปัญญา เพื่อที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมไทย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถนำไปสู่ผลผลิตคุณภาพหรือเป้าหมายของการศึกษาได้ตามที่ประสงค์ การดำเนินการเช่นนี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงธรรมดาแต่ต้องเปลี่ยนแปลงทุกด้านอย่างรวดเร็ว มีแผนการดำเนินการและมีการผลักดันอย่างจริงจัง
วิทยากร เชียงกูล (2547: 21) กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษา หมายถึง การปรับปรุงการดำเนินงานทางการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการ
สิปปนนท์ เกตุทัต (2547: 22-23) กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษา หมายถึง การรื้อ การเปลี่ยนแปลง
การปรับปรุงทางการศึกษาที่เกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ใน 9 ด้าน คือ ความมุ่งหมายและหลักการ สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา ระบบการศึกษา ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
สรุปได้ว่า การปฏิรูปการศึกษา หมายถึง การเปลี่ยนแปลง พัฒนาระบบการจัดการศึกษาตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทั้งกระบวนการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ ทั้งวิธีการปฏิบัติและแนวความคิดพร้อมทั้งสนับสนุนในด้านอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อให้สถานศึกษามีศักยภาพสอดรับกับสังคมยุคใหม่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่ผู้เรียนและสังคม
ความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2542: 4) กล่าวถึง ความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ดังนี้
1. เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการด้านการศึกษา
2. เพื่อให้ครูมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง มีความรู้ความสามารถ
ในการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรมจิตใจและค่านิยมที่ดีแก่ผู้เรียน
3. เพื่อให้ผลผลิตของการศึกษามีคุณภาพ ผู้ผ่านการศึกษาเป็นนักคิด มีวิสัยทัศน์ และเป้าหมายในการดำรงชีวิต มีโอกาสพัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพ มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความรู้ทัดเทียมนานาชาติ มีความเป็นสากล มีความคล่องตัว มีคุณธรรม มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม เป็นประชาธิปไตย
4. เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของและร่วมกันดูแลสนับสนุนการศึกษา
5. เพื่อให้สถานศึกษามีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด
6. เพื่อให้มีทรัพยากรสนับสนุนการจัดการศึกษาได้เพียงพอ ให้โอกาสและความเสมอภาคแก่ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาทั้งหลาย
7. เพื่อกระบวนการเรียนรู้ใหม่ที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม
8. เพื่อให้มีสื่อ เทคโนโลยีประกอบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และพอเพียง
ประเวศ วะสี (2547: 4) กล่าวถึง ความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันนี้ เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐาน ดังนี้
1. การปฏิรูปการศึกษา เป็นทางเลือกสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตปัญหา
ด้านต่างๆ ในสภาวะปัจจุบันไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน
2. ความอ่อนด้อยของระบบการศึกษาและคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทุกระดับยังไม่น่าพอใจ ศักยภาพความสามารถในการแข่งขันกับสังคมประชาโลกอยู่ในอันดับท้าย ๆ แม้แต่ในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ทั้งนี้จึงเป็นเหตุหนึ่งที่จำเป็นจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยน
ระบบการศึกษาให้มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพสูงสุด
3. แรงผลักดันจากปัจจัยภายในและภายนอก ได้แก่ แรงผลักดันทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษาในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ส่งผลให้ประเทศไทยต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
4. บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 (มาตรา 81) และบทบัญญัติ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงกำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น
ดิเรก พรสีมา (2547: 6) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ดังนี้
1. เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นคนเก่ง ดี และมีความสุข
2. เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสทางการศึกษา
สรุปได้ว่า ในการปฏิรูปการศึกษา จึงเป็นการจัดระบบการศึกษาให้เป็นเอกภาพในด้านนโยบาย
แต่มีความหลากหลายในการปฏิบัติ มีการกระจายอำนาจ มีมาตรฐานที่สูงขึ้น เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูมืออาชีพ มีการระดมทรัพยากร เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการศึกษาให้ ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของสังคม ทั้งจากบุคคลภายนอก เช่น ชุมชน ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
หลักการปฏิรูปการศึกษา
ปรัชญา เวสารัชช์ (2546: 18-20) ได้กล่าวถึง หลักการการปฏิรูปการศึกษาที่จะส่งผลดีต่อการปฏิรูปการศึกษา 5 ประการ คือ
1. หลักการมีส่วนร่วม หลักการนี้ถือว่า การร่วมคิดร่วมทำของบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นพลังส่งเสริมให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาซึ่งประกอบด้วย ผู้จัดการศึกษาโดยตรง (ครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา) ผู้สนับสนุนการจัดการศึกษา (หน่วยจัดสรรงบประมาณ หน่วยนโยบายทางการศึกษา รัฐบาล ผู้ทรงคุณวุฒิ) ผู้รับผลจากการจัดการศึกษา (ผู้เรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้จ้างงานและสังคม) รวมทั้งผู้ประเมินผล (ผู้ประเมินผลภายนอก ผู้ตรวจสอบ ผู้ตรวจราชการ) บุคคลเหล่านี้ล้วนมีบทบาทเกี่ยวข้องทั้งสิ้น สมควรเข้าร่วมในการจัดการศึกษาในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เหมาะสม ตามหลักการนี้การปฏิรูปการศึกษาย่อมไม่เกิดผลจริงหากผู้นำการปฏิรูปไม่สนใจความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่นำพาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดำเนินการโดยเฉพาะในช่วงที่จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก ในเรื่องการมีส่วนร่วมนี้ครูต้องปรับตนเองให้คุ้นเคยกับการมีบุคคลอื่น เช่น ผู้ปกครอง ผู้ประเมิน ตัวแทนชุมชนหรือท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่บุคคลเหล่านี้อาจไม่เคยแสดงความสนใจเรื่องการจัดการศึกษามาก่อนก็ได้
2. หลักการกระจายอำนาจ เป็นการบริหารจัดการแบบเดิมเน้นระบบการบังคับบัญชาตามสายงานโดยรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับผิดชอบระดับล่างซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจริงมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ใช้ดุลยพินิจและตัดสินใจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ผลที่เกิดขึ้น คือ การแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจตรงจุดที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นช้า ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ ติดกฎระเบียบหรือคำสั่ง อีกทั้งไม่สามารถประยุกต์ให้ตรงกับความต้องการแท้จริง หลักการกระจายอำนาจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจตัดสินใจลงไปสู่ผู้รับผิดชอบระดับล่างให้มากที่สุด โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ผลงานนโยบายและเกณฑ์ปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ก็เปิดช่องไว้ให้ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกเส้นทางและวิธีการปฏิบัติได้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การกระจายอำนาจการจัดการศึกษา (การบริหารวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารการเงินและพัสดุ และการบริหารทั่วไป) ให้เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา โดยส่วนกลางเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย นโยบาย มาตรฐาน และเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ไม่แจกแจงวิธีการหรือขั้นตอนการทำงานมากจนเกินไป
3. หลักความคล่องตัวในการบริหาร ทั้งนี้หลังจากกระจายอำนาจแล้วผู้ที่รับผิดชอบ
ในการบริหารจัดการต้องมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของตน ครูเลือกใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียน ส่วนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๆ ก็ต้องสามารถใช้ความคิดและดุลยพินิจปฏิบัติงานของตนได้ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนด เช่น ครูอาจคิดค้นหรือประดิษฐ์สื่อการสอนที่แตกต่างไปจากคู่มือการสอนของตนได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ความคล่องตัวเช่นนี้มิใช่ความเป็นอิสระที่จะทำอะไรก็ได้เพราะต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และต้องมุ่งไปสู่ผลงานที่มีคุณภาพ การบริหารหรือการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ โดยผลดีตกอยู่ที่ผู้เรียนที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด ตามหลักการนี้ ผู้บริหารต้องมีใจกว้างพอที่จะยอมรับให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา สามารถใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของตนเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การบริหารแบบเดิมที่เน้นการสั่งการบังคับบัญชาไม่สามารถเป็นรูปแบบที่เหมาะสมอีกต่อไปแล้ว
4. หลักการเน้นเป้าหมายที่ผลงานและความรับผิดชอบการปฏิรูปการศึกษาไม่ต่างจากการปฏิรูป
อื่น ๆ ซึ่งล้วนมุ่งสู่เป้าหมายผลงานที่มีคุณภาพเป็นสำคัญ หลักการนี้ให้ความสำคัญกับผลงาน ที่กำหนดมากกว่าขั้นตอน กฎระเบียบหรือกระบวนวิธีการทำงาน กล่าวคือ หากการจัดการศึกษาเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ ครูก็ย่อมเลือกใช้วิธีการต่าง ๆ ได้ ตราบใดวิธีการนั้นนำไปสู่วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ อีกทั้งในอดีตที่ผ่านมาผู้ปฏิบัติมักจะยึดติดกับรูปแบบวิธีการทำงานจนไม่สามารถปรับรูปแบบวิธีการให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียนแต่ละกลุ่ม หรือผู้เรียนแต่ละคนได้ เช่น ครูคณิตศาสตร์บางคนอาจทำตามขั้นตอนของคู่มือการสอนคณิตศาสตร์ แต่นักเรียนไม่สามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้ ซึ่งต่างจากการจัดการศึกษาที่เน้นผลงาน ครูคณิตศาสตร์อาจให้นักเรียนทำกิจกรรมหลากหลายที่ล้วนช่วยให้สามารถคิดเลขเป็น ถูกต้อง รวดเร็ว และสนุกสนาน โดยไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนของคู่มือคณิตศาสตร์ ตามหลักการเน้นเป้าหมายอยู่ที่ผลงานเช่นนี้ เราสามารถวัดความสามารถของครูได้จากผลงาน คือ คุณภาพของนักเรียน แทนที่จะวัดจากผลงานที่เสนอขอตำแหน่งวิชาการ สำหรับผู้บริหารก็เช่นกัน ตามหลักการนี้วัดคุณภาพของผู้บริหารที่ผลงาน (สถานศึกษาดี นักเรียนเก่งได้มาตรฐาน) มากกว่าการทำงานตามกฎระเบียบแต่ไม่มีผลงานที่กล่าวอ้างได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อยึดหลักการเน้นผลงานแล้วเราก็สามารถหาความรับผิดชอบจากผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้ ฉะนั้นจึงต้องกำหนดเป้าหมายผลงานที่ชัดเจนและยอมรับร่วมกันระหว่างผู้ ปฏิบัติงานกับผู้ประเมิน
ผลงาน ทั้งนี้ ผู้บริหารจำเป็นต้องประสานจัดทำเป้าหมายผลงานและมาตรฐานการทำงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา และใช้เป้าหมายดังกล่าวเป็นสิ่งที่วัดการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา
5. หลักเอกภาพในด้านนโยบายและความหลากหลายในการปฏิบัติ หลักการนี้ส่งเสริม
หลักการอื่นๆ ข้างต้น คือ ให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายซึ่งชี้เป้าหมาย ทิศทางหรือจุดเน้นของการจัดการศึกษาแต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับความแตกต่างของสถานศึกษา สภาพแวดล้อมและตัวบุคคล หรือความพร้อมในแต่ละสถานที่หรือกลุ่มเป้าหมาย จึงเปิดโอกาสให้ผู้จัดการศึกษาแต่ละแห่งสามารถเลือกทางปฏิบัติหรือวิธีการของตนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
สรุปได้ว่า หลักการปฏิรูปการศึกษา คือ การจัดการศึกษาในสภาพแวดล้อมตามบริบทของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งมีปัจจัยแวดล้อมที่สนับสนุนหรือขัดขวางการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันไป ฉะนั้น ความเป็นผู้นำของผู้บริหารสามารถประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคมได้ การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนและการประสานงานของทุกฝ่าย จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการทำงานใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนให้มากที่สุด
กระบวนการปฏิรูปการศึกษา
ทักษิณ ชินวัตร (2544: 3-5) ได้กล่าวถึง กระบวนการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบาย
รัฐบาลและแนวทางที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังนี้
1. การปฏิรูประบบโครงสร้างการบริหารการศึกษา โดยเน้นการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาไปยังเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2. การปฏิรูปการเรียนรู้ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาที่สามารถดำเนินการไปได้โดยไม่ต้องรอการปรับปรุงแก้กฎหมาย มีส่วนสำคัญที่ต้องดำเนินการ 4 ส่วน ดังนี้
2.1 การปฏิรูปหลักสูตร
2.2 การปฏิรูปการเรียนการสอน
2.3 การปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา
2.4 การปฏิรูปการวัดผลและประเมินผล
ปรัชญา เวสา
มาทักทาย แบบสบาย ๆ