ทำอย่างไรจึงจะสามารถกำจัดเมล็ดพันธุ์ หรือรากเหง้าแห่งความเกลียดชังทั้งหลาย ออกไปให้สิ้นจากจิตใจคนไทย???

ขออนุญาตินำข้อความในเมลที่ผมเขียนแจกจ่ายให้กัลยาณมิตรได้อ่านกัน เพื่อระบายความคับข้องใจกับปัญหาความแตกแยกในประเทศเรา บันทึกฉบับนี้เขียนตอนพันธมิตรประท้วงขับไล่นายกสมัคร มาถึงตอนนี้แม้ต่างกรรมต่างวาระ แต่โดยเนื้อหาของความขัดแย้งก็ยังเหมือนเดิม ผมจึงขออนุญาต นำบันทึกนี้มา replay อีกที แต่ต่างสถานที่ เพราะคราวนี้ ผมมี GotoKnow เป็นสื่ออยู่ในมือ  ลองฟังความคิดเห็นของคนธรรมดาคนนึงในสังคมนี้บ้างนะครับ  ฟังผมแล้วท่านมีความเห็นของท่านอย่างไรก็แสดงกันออกมานะครับ บ้านเมืองนี้เป็นของเราทุกคน อย่าปล่อยให้ความคิดคนไม่กี่คนมานำพาประเทศให้เข้ารกเข้าพงไปมากกว่านี้เลยครับ 

ยาวหน่อยนะครับ

ค่อยๆ อ่านไปนะครับ

ป.ล.

เพื่อนผมคนนึงเขาบอกว่า "เอ็งรู้มั๊ยว่ามันหลงยุคไปหน่อย!!!"

---------------------------------------------

บ้านเมืองเราขณะนี้ กำลังตกอยู่ในภาวะของความแตกแยกทางความคิดอย่างถึงที่สุด

ซึ่งก็คงอย่างที่นักวิชาการหลายๆท่านได้เห็นตรงกันว่า

ภาวะเช่นนี้อาจนำไปสู่การแยกประเทศได้

ฟังดูอาจโหดร้าย แต่มีความเป็นไปได้มากทีเดียว

หากดูจากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

 

ผมไม่มีปัญญาพอจะไปวิเคราะห์หาสาเหตุได้หรอกครับว่า รากเหง้าแห่งปัญหา

มันมาจากอะไร  แต่ประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิดของผมก็ได้ทำให้ผมต้องคอยระลึกเสมอว่า

ปัญหาไม่ได้มีที่มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง  หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงอย่างเดียว

หากแต่มีปัจจัยร่วม เหตุร่วม และยังมีปฏิสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยนั้นมาผสมปนเปจน

ยากต่อการแจกแจงวิเคราะห์

 

แต่แนวโน้มของสังคมเราในขณะนี้ คนส่วนใหญ่กลับมองว่า ปัญหาเกิดจากสาเหตุเดียวเท่านั้น

ฝ่ายรัฐบาลมองว่า  ที่บ้านเมืองวุ่นวายเป็นเพราะพวกพันธมิตรออกมาเรียกร้องอย่างไม่มีเหตุผล

พันธมิตรมองว่า เป็นเพราะรัฐบาลในระบอบทักษิณ หรือนอมินีไทยรักไทย ทำให้บ้านเมืองแย่ ต้องไล่ให้พ้น

ฝ่ายค้านเห็นว่า เป็นความผิด หรือความบกพร่องของรัฐบาล หรือของนายกรัฐมนตรี  ที่ชื่อสมัคร สุนทรเวช

เรากำลังติดกับดักทางความคิดกันอยู่หรือไม่ 

 

ผมว่าการมองปัญหาด้วยวิธีคิดแบบแยกส่วน จะนำไปสู่การแบ่งแยกทางความคิด 

และที่สุดแสดงออกมาทางพฤติกรรมที่ก้าวร้าว รุนแรง  (การใช้คำพูดเสียดสี ในความคิดของผมถือว่า

เป็นการใช้ความรุนแรงประเภทหนึ่ง  เพราะมันเป็นเหตุไปสู่การทะเลาะวิวาทได้ ฆ่ากันตายได้)

 

ถึงเราจะไม่รู้เหตุ แต่เราก็เห็น "อาการ" ที่กำลังเกิดขึ้น

การแบ่งฝักฝ่ายขั้นรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

คนไทยสามารถฆ่ากันได้ เพียงแค่ สวมเสื้อคนละสี  ยืนคนละฝั่งถนน

คิดคนละแบบ คนละมุม

เราต่างหลงลืมกันไปแล้วหรือว่า เราล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

เรามี "พ่อ" คนเดียวกัน

 

เมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชัง ได้เติบโตและเบ่งบานฝังรากลึกในหมู่คนจำนวนมาก

ไฟโทสะ ได้ลุกโชนแผ่ขยายไปทั่วผืนแผ่นดินไทย

หากมองให้ดีเราจะพบว่า ปัญหาขณะนี้เกิดจากคนจำพวกเดียว นั่นคือ

"คนที่เกลียดชังคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง "

 

ผมว่าปัญหาใหญ่และสำคัญที่สุดที่ชาติต้องเร่งแก้ไข โดยเร่งด่วนคือ

 

ทำอย่างไรจึงจะสามารถกำจัดเมล็ดพันธุ์ หรือรากเหง้าแห่งความเกลียดชังทั้งหลาย

ออกไปให้สิ้นจากจิตใจคนไทย?

 

ผมว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่กฏหมาย

ไม่ได้อยู่ที่รัฐสภา

ไม่ได้อยู่ที่นายกลาออก หรือการยุบสภา

ไม่ได้อยู่ที่พันธมิตรจะเลิกชุมนุมหรือไม่

 

แต่ทำอย่างไรคนไทยจึงจะเลิกเกลียดชังกันอย่างรุนแรงกับคนที่เห็นต่างไปจากตน หรือจากพวกพ้องตน

 

เท่าที่ผมได้ฟังอย่างจริงจังต่อเสียงจากทุกพวกทุกฝ่าย

ผมได้ยิน รู้สึก และรับรู้ได้ถึงความตั้งใจอันแรงกล้าของทุกท่าน

ผมรับรู้ได้ว่าทุกคนล้วนมีความปรารถนาดีต่อประเทศนี้ ชาตินี้

อยากเห็นประเทศชาติก้าวหน้า พัฒนา

ผมว่า นายกสมัคร ท่านก็มีเจตนาดีในการบริหารประเทศ

ผมเชื่อท่านนะครับ ว่าท่านพูดอย่างที่ท่านคิดจริงๆ 

แกนนำพันธมิตรทั้งห้า ต่างก็มีเจตนาดีในการปกป้องผลประโยชน์ประเทศ

แกนนำ นปก. ก็เช่นกัน

รวมทั้งคนรากหญ้าตาดำๆ เหมือนอย่างเราๆ ท่านๆ

ไม่มีใครอยากเห็นประเทศนี้ย่อยยับคามือ

 

แต่ข้อสงสัยเพียงประการเดียวที่อยากถามทุกฝ่ายก็คือ

ท่านได้ยินเสียงคนอื่นหรือไม่

หรือว่าท่านได้ยินเพียงเสียงของตน ของพวกตน ดังก้องอยู่ในกะโหลก

จนไม่ได้ยินเสียงใคร

หนำซ้ำยังเอามืออุดหูไม่ยอมรับฟังฝ่ายอื่น

เราต่างไม่มีใครยอมฟังใครเลย

เพราะเรามัวหวาดระแวงกัน  ไม่ไว้ใจกัน

ไม่มีใครเชื่อใจใคร

มันจึงออกมาเละเทะ และรุนแรงเช่นนี้

 

 

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่ผมอยากจะนำเสนอให้ได้พิจารณา

อาจเป็นแนวทางที่อาจจะเยียวยาเชื้อร้ายดังกล่าวได้ ลองฟังดูสักหน่อยนะครับ

 

 

สิ่งที่ผมอยากนำเสนอจะอยู่บนแนวคิด 2 ประเด็นใหญ่คือ

  1. ต้องมีอำนาจที่เหนือกว่า  หรือสิ่งที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน คุณค่าที่ทุกคนยึดถือร่วมกันมาเป็นจุดร่วมเพื่อดึง หรือเรียกสติให้คนกลับมาอยู่ในเป้าหมายเดียวกัน  ผมขอเสนอว่า ยามนี้แม้ชาติกำลังย่อยยับ แต่เรายังมี ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่คนไทยยังสามารถพึ่งพิงได้ในยามวิกฤต

  2. ต้องมีการ "Reset" หรือ "Clear" ความคิดแบ่งแยกแบ่งขั้วในปัจจุบัน  รวมทั้งเลิกตัดสินว่าฝ่ายใด ผิด ถูก ดี เลว

 

ผมจะขอเล่านิมิตรแห่งความฝันของผมไปเรื่อยๆ ก็แล้วกันนะครับ

สิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้มันก็จะวนเวียนอยู่ในสองเรื่องข้างต้นนั่นแหละครับ

 

ผมขอเริ่มจากการใช้ "น้ำศักดิ์สิทธิ์" เพื่อแก้วิกฤติชาติ

ทุกท่านคงทราบดีว่า  น้ำคือจุดกำเนิดของชีวิต

เราใช้น้ำเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ออกจากร่างกาย

เราใช้น้ำมนต์เพื่อล้างเสนียดจัญไร

เราใช้น้ำเพื่อดับกระหาย คลายร้อน 

เราใช้น้ำเพื่อลดไข้ในยามป่วย

เราใช้น้ำเพื่อดับไฟที่กำลังไหม้บ้าน

สำหรับวิกฤตชาติในครั้งนี้  ผมขอเสนอให้เราใช้ "น้ำศักดิ์สิทธิ์"

เพื่อดับ "ไฟโทสะ" ที่โหมไหม้ลุกโชนไปทั่วแผ่นดินไทย

 

ผมสะกิดใจกับพิธีกรรมโบราณ เช่น "พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา"  กับ  "โองการแช่งน้ำ"

(ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า หรือเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า)

ขอเรียนตามตรงว่า  ผมไม่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทั้งสองพิธีกรรมหรอกนะครับ

ยังไม่ได้ค้นคว้ามา 

 

เท่าที่ผมเข้าใจเอาเองก็คืออารมณ์ประมาณว่า

ในยามที่พระมหากษัตริย์ในอดีตจะออกศึกสงคราม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องวิกฤติของชาติบ้านเมือง

ท่านจะให้บรรดาเหล่า ทหารหาญ เสนา อมาตย์ 

ร่วมกันดื่มน้ำสาบาน  เข้าใจว่าเพื่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

รู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เป็นการสร้างความรู้สึกร่วมทางจิตวิทยาอันชาญฉลาด

เป็นภูมิปัญญาแห่งบรรพชนที่น่านำมาพิจารณาประยุกต์ใช้กับสภาพการณ์ปัจจุบันอันเข้าขั้นวิกฤตแล้ว

 

 

ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์.........

ผมจินตนาการเห็น คนทุกฝ่าย โดยเฉพาะชนชั้นนำของประเทศ

รัฐบาล  ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น แกนนำพันธมิตร แกนนำนปก.  สว.

เข้าร่วมพิธีดื่มน้ำสาบาน หรือจะพิธีอะไรก็แล้วแต่

โดยมีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง  เช่นบรรดาองคมนตรี

ราชบัณฑิต  ปราชญ์แห่งแผ่นดิน  ปราชญ์ชาวบ้าน ปราชญ์สังคม

ตลอดจนพระสงฆ์องค์เจ้า  สมณ ชี พราหมณ์

เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

 

โดยมีการขอพระราชทาน"น้ำทิพย์" จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ซึ่งเป็นน้ำที่พระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาอธิษฐานจิต

ให้พรหมวิหารธรรม ทศพิศราชธรรม และธรรมทุกหมวด

จากพระองค์ท่านได้ถ่ายทอดลงมาสู่ "น้ำทิพย์"

เพื่อ "ชโลมใจ" คนไทยทุกคน ให้จางคลายจากไฟโทสะ โมหะ โลภะ

 

ต่อมาก็นำ "น้ำทิพย์" จากพระองค์ 

มาเป็นหัวเชื้อ  แล้วผ่านพิธีกรรม ต่างๆ ทั้งพุทธ  ทั้งพราหมณ์

มีการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก

พระสยามเทวาทิราช

ดวงพระวิญญาณแห่งบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์

ตลอดจนเหล่าเทวดาทุกชั้นภูมิ  มาร่วมเป็นสักขีพยาน

และอธิษฐานจิตบรรจุพลานุภาพทั้งมวลลงสู่ "น้ำทิพย์" ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์

 

จากนั้นก็นิมนต์ให้บรรดา

พระสงฆ์องค์เจ้า สมณ ชี พราหมณ์

ตลอดจนปวงชนชาวไทย

ได้ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน

เพื่อขอให้ทุกคนหันหน้ามาร่วมมือกัน

เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ สมัครสมานสามัคคี

ร่วมแรงร่วมใจ นำชาติให้พ้นภัย

เลิกแบ่งฝักฝ่าย เลิกเกลียดชังกัน

มีจุดมุ่งหมายร่วมกันอย่างเดียวกันคือ

ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนผู้ด้อยโอกาส

หากคนใดมีจิตไม่บริสุทธิ์   คิดแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว และพวกพ้อง

โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ชาติและประชาชนเป็นใหญ่

ขอให้มีอันเป็นไป ชีวิตหาความสุขมิได้

 

จากนั้นจึงแจกจ่ายให้กับ ทุกท่านที่เข้าร่วมพิธีได้ดื่มกิน  รวมทั้งแจกจ่าย

ไปให้กับประชาชนทุกภาคส่วนได้ดื่มกินกันโดยทั่วหน้า

 

แต่อย่างที่ทราบกันดีใช่ไหมครับว่า  นักการเมืองบางส่วนของเรานั้นยังไม่บริสุทธิ์พอ

และอาจได้รับการต่อต้าน หรือไม่เข้าร่วมพิธีได้

แต่นั่นก็อาจทำให้เราสามารถแยกปลาดี ออกจากปลาเน่าได้

เราจะได้รู้ได้เห็นกันจริงๆ ว่า  จะมีใครที่กล้า และบริสุทธิ์ใจพอจะเข้าร่วมในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวไหม

 

ลำดับต่อมาก็จะมีการให้คำสัตย์สาบานในหมู่ผู้เข้าร่วมพิธีว่า

จะเห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นใหญ่เหนือประโยชน์พวกพ้องและประโยชน์ตน

และจะรักใคร่กลมเกลียว สมัครสมาน สามัคคีดุจครอบครัว เครือญาติ วงศ์วานเดียวกัน

 

 

ฟังดูเหมือนจะดี  แต่ยังไม่จบครับ

มันก็มีอุปสรรคอีกประการหนึ่ง

ที่ทำให้เราจับมือกันเดินหน้าไม่ได้หากไม่ "เคลียร์" หรือ "Reset" เสียก่อน

 

"ความทรงจำในอดีต"

 

ความเคืองแค้น ชิงชัง  ล้วนสืบเนื่องมาจากเหตุในอดีต ซึ่งก็ผ่านไปแล้ว

เราดันไปเอาซากปรักหักพังแห่งอดีต  มาบิดเบือนสัมพันธภาพความเป็นจริงแห่งปัจจุบัน

ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต ได้เป็นเชื้อให้ไฟโทสะในใจเราลุกโชน

และได้บังตาเราจนมองไม่เห็นความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองในตัวคนอื่น

 

แต่ผมว่ายังมีทางครับ...หากเราจะไปต่อ....

เราจะต้องไม่ใส่ใจอดีตของกันและกัน

จะต้องคิดประหนึ่งว่า ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยรู้ความหลังของกันและกันมาก่อน

อารมณ์ประมาณเพลง "จงรัก" นั่นและครับ

 

"โปรดอย่าถาม ว่าฉันเป็นใคร เมื่อในอดีต

และโปรดอย่าถาม ว่าอดีต ฉันเคยรักใคร 

รู้ไว้อย่างเดียว เดี๋ยวนี้รักเธอ และรักตลอดไป...."

 

เราทุกคนล้วนผิดพลาดมาไม่มากก็น้อย 

เหตุใดที่เราจำเป็นจะต้องไปขุดคุ้ยค่อนแคะ  แผลเป็นที่ไม่มีใครอยากให้สะกิด

สุดท้ายหนองก็ทะลักทลาย   กลายเป็นเชื้อร้ายแห่งความรุนแรง เคียดแค้น ชิงชัง  และขอโอกาส "เอาคืน"

เราจะไม่ขุดคุ้ย ฟื้นฝอยหาแผลเป็นในอดีต

มีเพียงความร่วมมือในปัจจุบัน เพื่อสร้างสรรค์อนาคตเท่านั้นที่เราเห็นร่วมกัน

 

 

ผมจินตนาการไปถึงพิธีกรรมที่สอง  "พิธีขอขมาและอโหสิกรรมแห่งชาติ"

ผมว่า การขอโทษ  (ขอขมา) และการให้อภัยทาน (อโหสิกรรม) แก่กันและกัน

จะเป็นยาวิเศษ ที่จะสามารถฆ่าเชื้อมะเร็งร้ายในใจเราได้

ผมว่าหากทุกฝ่ายสามารถให้อภัยกันได้จริงๆ 

มันจะทำให้ใจเราเบา อิ่มเอิบ สงบเย็น เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมใจ

ผมเชื่อมั่นว่า ไฟโทสะในจะเราดับมอดไปอย่างสิ้นเชิง 

เราทั้งมวลจะได้กลับขึ้นสู่ภพภูมิแห่ง  "มนุษย์" อันเป็นภพภูมิของ "ผู้มีใจสูง"

หลังจากต้องทนทุกข์ทรมารจากเป็น "สัตว์นรก" ที่ถูกแผดเผาด้วย "ไฟโทสะ"

 

ความเกลียดชังอันรุนแรงจะดำรงอยู่ไม่ได้หากเรามีการให้อภัยต่อกัน มีเมตตาจิตต่อกัน

เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน

 

ผมปรารถนาจะเห็น  บรรดาแกนนำพันธมิตร  กับท่านนายก  และแกนนำนปก. เข้ามาขอโทษขอโพย

ต่างขอขมาลาโทษซึ่งกันและกัน  ขออโหสิกรรมกัน

กับเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต 

และต่างให้พันธะสัญญาแก่กันและกันว่า จะมุ่งหน้า มุ่งมั่นช่วยกันพัฒนาประเทศ

ตามกำลัง ความรู้ ความสามารถของแต่ละคน

 

ผมอยากเห็น สมาชิกรัฐสภา  ได้ขอขมาซึ่งกันและกัน

กับการทำร้ายกันทางวาจาที่ผ่านมาในอดีต

พร้อมทั้งสัญญากันอย่างหนักแน่นว่า

เราจะลืมอดีตอันเลวร้ายไปให้หมดสิ้น

เราจะอยู่กับปัจจุบันอันเนืองแน่นไปด้วยความเป็นกัลยาณมิตร

และเราจะช่วยกันสร้างสรรค์อนาคตที่สวยงามของประเทศนี้ และโลกใบนี้

 

ผมอยากเห็น  ประชาชนทั้งสองฝ่าย หรือทุกฝ่าย  เข้ามาจับมือจับไม้

ส่งยิ้มให้กัน  ขอขมาลาโทษซึ่งกันและกัน

แล้วแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่

พร้อมทั้งให้สัตย์แก่กันว่า เราจะไม่กลับมาทะเลาะด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก

 

 

สุดท้ายนี้ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย

เริ่มตั้งแต่ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง  รัฐบาล  สมาชิกรัฐสภา พระสงฆ์องค์เจ้า สมณ ชี พราหมณ์

ผู้รู้ ผู้ทรงธรรมในทุกศาสนา

นักปราชญ์ทั้งปวง

ได้ช่วยกัน ร่วมมือกันเพื่อร่วมกู้วิกฤตชาติในครั้งนี้

ผมว่า ทางออกของประเทศยังมีอีกหลายวิธี ที่สร้างสรรค์ และจรรโลงโลก จรรโลงใจ

มากกว่าแนวทางที่ผมกำลังเพ้อฝันอยู่

และสร้างสรรค์มากกว่า แนวทางที่ฝ่ายการเมืองได้เสนอมา

แต่เราคงจะต้องร่วมกันคิดอย่างจริงจังแล้วว่า จะทำอย่างไรกันดี

 

อยากเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยทุกคน ช่วยกันคิด ช่วยกันแสดงความเห็นในทางสร้างสรรค์

ประเทศนี้ ไม่ใช่ของรัฐบาล ไม่ใช่ของพันธมิตร  แต่เป็นของพระเจ้าอยู่หัว

และเป็นของคนไทยทุกคน

 

เราควรมีสิทธิ์ ที่จะแสดงความเห็นอย่างเสรี

เพื่อช่วยหาทางออกให้กับบ้านเมือง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

อยากให้มีเสียงอันหลากหลาย จากสมาคมวิชาชีพ

อยากให้มีคณะสงฆ์  หรือนักบวช นักปราชญ์ของประเทศ

ออกมาเตือนสติ กับสังคมที่กำลังหูหนวกตาบอด

 

อยากเห็นสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะทีวี จับมือกันทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกเล่ม

ช่วยกันเสนอแนะเพื่อหาทางออก ทางลงที่สวยงามให้กับทุกฝ่าย 

 

สุดท้ายหากจนปัญญา จนใจจริงๆ 

ผมอยากให้มีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง 

อาจเป็นคณะองคมนตรี  ช่วยกรุณา

พาผู้นำรัฐบาล  คณะรัฐมนตรี  แกนนำพันธมิตร แกนนำนปก.  ตำรวจ ทหาร  และศาล

ไปขอพระราชทานวโรกาศ เข้าเฝ้าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เพื่อให้พระองค์ท่าน ได้ทรงเตือนสติพวกเขาในการทำงานร่วมกันเพื่อบ้านเมือง

ในการประคับประคองบ้านเมืองให้อยู่รอด

ผมว่าอะไรๆ มันน่าจะดีขึ้นได้นะ

 

 

สุดท้าย อยากให้ช่วยกันส่งต่อ Mail ฉบับนี้

ให้ไปถึงบรรดาหมู่มิตร

ด้วยหวังว่าเสียงเล็กๆ เสียงหนึ่ง จากคนไทยคนหนึ่ง

จะไปถึงหูของบรรดา ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ที่กำลังมีปัญหากัน

เผื่อพวกเขาจะได้หูตาสว่างกันขึ้นมาบ้าง

 

และขอให้ทุกท่านได้ช่วยกันคิด หาทางออกอย่างสร้างสรรค์ให้ชาติบ้านเมืองที่กำลังวิกฤต

แสดงมันออกมา 

แล้วพวกเราจะช่วยกันกระจายมันออกไปทุกทิศทาง

เท่าที่เราจะทำได้ ด้วยเครื่องมือทุกอย่างที่เรามีที่เราถนัด

ไม่ช้าก็เร็วมันน่าจะไปถึงพวกเขาเหล่านั้น

 

ขอให้ทุกคนตระหนักว่า  แม้พวกเราจะเป็นเพียงคนตัวเล็กๆคนหนึ่ง

ซึ่งไม่มีบทบาทอำนาจในการบริหาร หรือตัดสินใจใดๆ ให้ประเทศนี้

แต่เราก็มีอิสระเสรี ที่จะคิดสร้างสรรค์ สิ่งดีๆ ให้บ้านเมืองได้

ผมว่านี่ก็คือการช่วยประเทศทางหนึ่ง

เป็นการช่วยทางตรง โดยไม่ต้องไปเลือกผู้แทนที่ไม่สามารถพึ่งได้ แม้ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

 

 

ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่าน

 

 

 

ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก

ดวงวิญญาณแห่งบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์

องค์พระสยามเทวาธิราช

เทพยดาฟ้าดินผู้ปกป้องแดนสยามแห่งนี้

เหล่าเทวดาทุกชั้นภูมิ

ตลอดจนดวงวิญญาณแห่งวีรชน บรรพชน และเหล่าทหารหาญ

และองค์ธรรมคำสั่งสอนแห่งศาสนาทั้งปวง

โปรดจงร่วม อำนวยพร อำนวยชัย

และโปรดประทานกำลังกาย กำลังสติ ปัญญา และกำลังใจ ให้แก่

คนไทยทุกหมู่เหล่า ให้สามารถเอาชนะศัตรูที่มองไม่เห็น

ที่แอบหลบซ่อนในจิตในใจเรา

ให้สามารถประหัตประหาร และดับ "ไฟแห่งโทสะ"

ให้สิ้นซากไปจากหัวใจคนไทยทั้งมวลด้วยเทอญ.