เล่าประสบการณ์ (ภาษาอิงลิชนี่สำคัญเจงๆ)

            ตั้งแต่เล็กจนโตเท่าบัพฟาโล่ เราเรียนภาษาอังกฤษกันมากี่ปีกันแล้วนะ ก็คงตั้งแต่อนุบาล เริ่มท่อง A B C D E F G… แล้วก็เรียนมาเรื่อยๆจนจบชั้นมัธยม มาจนระดับมหาวิทยาลัยเราก็ไม่ได้หยุดเรียนกันเลย บางครั้งต้องขวนขวายหาสถานที่เรียนที่ดี และราคาสมน้ำสมเนื้อ แต่เอ๊ะ! เราได้อะไรคืนมาบ้าง

            ก้าวแรกที่เหยียบเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ ก็ไม่เคยคิดว่าจะปะกับคนต่างชาติเลยก่ะ(สำเนียงเหนือ) ตั้งแต่ออกจากท้องแม่เว้าภาษาพื้นถิ่นแถบอีสาน ภาษาไทยก็พูดไม่ค่อยจะถูก ภาษาอังกฤษยิ่งแล้วใหญ่

            ครั้งแรกที่เจอชาวต่างชาติแถวๆวัดพระแก้ว ไปครั้งแรกซะด้วยนะคะ มีฝรั่งมาพูดอะไรไม่รู้ฟังไม่รู้เรื่อง สุดท้ายรู้สึกจะถามว่า         เว้าอิงลิชได้บ่ ไอ้เราก็ตอบด้วยความมั่นใจมากว่า NO! บักสีดา (ภาษาอีสานที่ใช้เรียกฝรั่งที่เป็นผลไม้) ชะงักแล้วเดินจากไปเนื่องจากรู้สึกตกตะลึงกับพลังเสียงของข้าน้อย

            ครั้งที่2 ตอนเช้าตรู่ (7 โมงครึ่งนี่เช้าตรู่?) กับหนุ่มชาวญี่ปุ่นหน้าตาดี บริเวณสถานีรถไฟหน้าสวนจิตรฯกำลังถามทางกับลุงที่มาเช็ดรั่วอะลูมีเนียมแถวนั้น ขณะที่ข้าน้อยกับเพื่อนกำลังเดินรับอากาศบริสุทธิ์ ลุงก็ได้ชี้นิ้วมาที่เรา ก็รู้ว่าความซวยกำลังเยือน หลังจากได้สนทนาภาษาอังกฤษที่สันทัดน้อยแล้ว เหมือนพากันงมหาหอยขมในคลองกับเพื่อนอยู่นั้น ได้ความว่าหนุ่มหน้ามนผู้นั้นถามทางเพื่อจะเดินทางโดยรถไฟไปที่ไหนสักแห่งจำไม่ได้ และสุดท้ายชายหนุ่มก็ไหว้ขอบคุณและก็ไป TAXI 55555 รู้สึกสะใจอย่างประหลาด

            ครั้งสุดท้ายที่รถไฟใต้ดินแถวสีลม ขณะที่ข้าน้อยกับเพื่อนบรรจงดูแผนที่ว่าจะไปทางไหนต่อดี บักสีดาก็ถามว่า “Can you speak English?” เราก็ยังยืนยันคำว่า NO!

            บางครั้งการคิดว่าเราอยู่เมืองไทยไม่จำเป็นต้องใส่ใจในภาษาอังกฤษแล้วนั้น ไม่ใช่เลย อย่างน้อยเราก็ควรทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนเมืองเราได้ ภาษาอังกฤษถือได้ว่าเป็นภาษาสากล ไม่จำเป็นต้องรู้หลักไวยกรณ์มากมาย เพียงขอให้เราใช้ความรู้ที่มีแม้เพียงน้อยนิด มั่นใจสักหน่อยก็เชื่อได้ว่าจะสามารถพูดภาษาอิงลิชได้อย่างแน่นอน