เรื่องเล่าจาก นายวันชัย สัตยเลขา อสม.ดีเด่น
สาขาการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อ
ระยะ 3ปีที่ผ่านมา ผมยอมรับว่ากลัวและตกใจ ถ้าวันใดเปิดโทรทัศน์แล้วพบ ภาพนิ่ง พร้อมเปิดเพลง มาร์ช เพื่อปลุกใจให้รักชาติ ในภาวะเช่นนั้นมันทำให้ผมรู้สึกหดหู่ใจ ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นเป็นแน่ แก่บ้านเมืองของเรา และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในวันที่ 29 กันยายน 2549 เกิดการรัฐประหารขึ้นในบ้านเมืองของเรา ในขณะนั้นผมจำได้ว่า ผมรู้สึกจด จ้องว่า จะมีความรุนแรงรูปแบบใดเกิดขึ้นบ้าง มีคนต้องเสียเลือดเนื้อ ในการทำรัฐประหารเท่าไร มีรถถังวิ่งกันเกลื่อนเมือง มีทหารถือปืนเต็ม บ้านเมือง บ้านเมืองต้องอยู่ในภาวะฉุกเฉิน รัฐประกาศเคอร์ฟิว ประชาชนต้องอยู่แต่ในบ้าน เด็กนักเรียนไปโรงเรียนไม่ได้ จะมีการยิงปืนใหญ่เพื่อทำลาย ในสถานที่สำคัญของบ้านเมืองที่ใดบ้าง ภาพเหตุการณ์ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ 18 ตุลาคม 2516 หรือ พฤษภาทมิฬ ปี 37 ภาพต่าง ๆ มันเข้ามาอยู่ในความนึกคิดของผมเต็มไปหมด ล้วนแล้วแต่เป็นแนวนึกคิดไปในทางที่ไม่ดี ที่ผมไม่อยากเห็นมันอีก ไม่อยากได้ยินเสียงเพลงมาร์ชดังกล่าว จากโทรทัศน์ และวิทยุ เลยสักครั้ง แม้ว่าระยะหลังที่ผ่านมา การทำรัฐประหาร และการประชุมประท้วงของประชาชน จะทำด้วยความสันติก็ตามที
มาวันนี้ 15 มกราคม 2522 ผมกลับมานั่งเขียนผลงาน เพื่อนำไปประกอบการประกวด อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นระดับภาคกลาง ผมไม่รู้จะเขียนอะไร ได้แต่นั่งนึกและไตร่ตรองว่า “เราเป็นคนดีหรือ เขาถึงคัดเลือกเราให้เป็นตัวแทน หรือว่าเราเป็นคนทำงานเพื่อส่วนรวมเยอะ แต่ถามหมออนามัย หมอก็บอกว่าเป็นเพราะเรามีวิถีการครองตนดีด้วย เพราะ อาสาสมัครสาธารณสุขดีเด่นในปัจจุบันจะทำงานเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นคนดีด้วย และเป็นคนดีอย่างเดียวก็ไม่ได้อีก ถ้าครอบครัวไม่ดี และถึงแม้ถ้าครอบครัวดี แต่สุขภาพไม่ดีก็ไม่ได้ ที่สำคัญต้องมีสติปัญญาดีด้วย ในการทำงานหลาย ๆ อย่างของผมจึงประสบความสำเร็จมาตราบเท่าทุกวันนี้ ” ผมนึกย้อนเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างในการเข้ามาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขของผมตั้งแต่ผมอายุ 24 ปี เพื่อน ๆหลายคนได้ลาออก หนีกันไปหมด แต่เพราะความเป็นหัวหน้า อสม .ในขณะนั้นมันทำให้ผมต้องรับผิดชอบหน้าที่แทนลูกน้องที่ลาออกไป เด็กที่ผมไปชั่งน้ำหนักวันนั้น ตอนนี้เขาอายุได้ 30 ปีแล้ว เขาเข้ามาสวัสดีผมเวลาที่พบเจอะเจอผมในหมู่บ้านในฐานะที่ผมเป็นลุงคนหนึ่ง โดยเขาไม่รู้ว่าผมแอบภูมิใจอยู่ว่า วันนี้เขามีรูปร่างสง่างามสมส่วน มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจนได้ทำงานเป็นหลักเป็นฐาน และที่สำคัญเขาเป็นคนดีของหมู่บ้าน
ในวันที่ผมป่วยต้องนอนโรงพยาบาลปฏิบัติงานไม่ได้อยู่นานหลายเดือน ครูชาติชายก็ยังช่วยดูแลที่โรงเรียนให้ พานักเรียนช่วยกันเปลี่ยนน้ำที่กระถางพลูด่าง ทำหน้าที่แทน อสม .ได้ แม้ในยามที่กรรมการโรงเรียนอย่างผมที่เคยมาโรงเรียนเป็นประจำ จะเจ็บป่วย หรือเพื่อน อสม .ที่ได้ช่วยกันทำงานแทนผมจนไม่เกิดอุบัติการณ์โรคติดต่อต่าง ๆในหมู่บ้าน เป็นเวลาถึง 30ปี
เหตุการณ์เหล่านี้ มันทำให้ผมภาคภูมิใจมากกว่าสิ่งอื่นใด เพราะพวกเขาเหล่านั้นได้ช่วยเหลือตนเองได้ แม้ในยามที่เราไม่อยู่ ผมไม่รู้ว่าผมทำได้อย่างไร รู้แต่เพียงว่าวันนี้ผมประสบความสำเร็จแล้ว ที่ทำให้คนในชุมชนพึ่งตนเองได้ ผมไม่คิดว่าการป่วยครั้งนั้นของผมเลวร้าย แต่กลับทำให้ผมได้พบกับโอกาสได้เห็นเพื่อน อสม .,ครู นักเรียนในโรงเรียน พระ ,เณร ที่เป็นอาสาสมัครในวัด ได้ ดำเนินระบบงานควบคุมป้องกันโรคติดต่อที่ผมได้วางไว้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีผม ผมรู้ว่าพี่นิภาที่ชอบขัดแย้งกับผมในวันที่ขอเข้าสำรวจลูกน้ำยุงลายก็ยังล้างโอ่งน้ำล้างหน้าใบเล็ก ทุกวันศุกร์เพื่อรอผม แม้ว่าผมจะไปสำรวจทีไรก็พบลูกน้ำยุงลาย ทุกครั้ง จนเธอต้องยอมต้มน้ำร้อน เทลงไปในโอ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้ำยุงลายตายแน่นอน เพื่อเอาชนะผม กว่าหมู่บ้านที่ผมรักจะปลอดโรคดังกล่าว ผมผ่านการแก้ไขปัญหา มาหลายรูปแบบได้มาจนถึงทุกวันนี้
มาวันนี้ผมนึกย้อนเหตุการณ์ต่าง ๆ ผมจำไม่ได้ว่าการเป็นคนของผมมันได้ดีได้อย่างไร จำได้แต่เพียงเหตุการณ์หนึ่งว่า ผมเคยเป็นทหารเกณฑ์ ในปี พ .ศ .2517 - 2519 ผมถูกฝึกให้ร้องเพลงมาร์ชปลุกใจให้รักชาติ ในขณะนั้นผมร้องไปเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดอะไร หวังเพียงแค่ให้จำเนื้อเพลงได้ จะได้ผ่านการคัดเลือกให้ได้รับการประดับยศ ให้เป็นสิบตรีกองประจำการ ในปี พ .ศ . 2518 แต่ได้มาร้องอีกครั้งหลังจากพ้นจากการเป็นทหารเกณฑ์ การร้องในครั้งหลัง ในครั้งนี้ผมร้องด้วยความเข้าใจในเนื้อหา และได้ข้อคิดว่าการรู้สึกรักชาติของเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกได้เมื่อเราได้ยินเสียงเพลงมาร์ช แต่ให้รู้สึกได้ทุกเมื่อเชื่อวันก่อนที่เราจะตัดสินใจ กระทำการใด ๆ ไม่เว้นแม้แต่การตัดสินใจที่จะเป็นสามีที่ดี และการเป็นพ่อที่ดีตลอดจนการเป็นคนไทยที่ดี
มาวันนี้ผมได้หัดร้องเพลงมาร์ช อสม . แต่ครั้งนี้ผมร้องได้ดีกว่าครั้งที่ร้องเพลงมาร์ชในกองพัน เพราะผมร้องในขณะที่ผมไม่ได้เป็นเด็กหนุ่ม อายุ 24 ปี แต่วันนี้ผมร้อง ด้วยความเข้าใจในเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง ว่าแต่ละบรรทัด มันกลั่นออกมาจากความจริง ของชีวิตคนที่เป็น อสม .ด้วยหัวใจ ไม่มีวันที่ อสม .แต่ในนามจะเข้าใจ ดังเช่น ผมในวันนี้ ที่มีอายุงานนานต่อเนื่อง ถึง 21 ปี
ผมจะร้องต่อไปไม่หยุด เพราะเมื่อร้องขึ้นมายามใด มันช่วยปลุกความรู้สึกสำนึกทางจิตใจ ให้มีความรักใน บ้านเกิด และรักบทบาทหน้าที่ตามเนื้อหาในเพลงเสมอไป จะได้ช่วยเบี่ยงเบน และเยียวยาหัวใจของผม ที่มีแต่ภาพความรุนแรง จากเพลงมาร์ชปลุกใจในทีวี ให้หายตลอดไป มาร่วมร้องเพลง มาร์ช อสม .กันเถอะคนไทย
สม ศรี จังโสพานิช ผู้ถ่ายทอดและบันทึกเรื่องเล่า