อสม.บนดอย

เรื่องเล่าจาก     นายจำนง     สัจจาศีล   อสม . ดีเด่น สาขายาเสพติดในชุมชน

 

แรงบันดาลใจ

   ฉันเป็นคนจังหวัดสุโขทัย หลังแต่งงานกับสามีซึ่งเป็นคนอำเภอสวนผึ้งฉันก็ย้ายมาอยู่ที่อำเภอสวนผึ้ง  หมู่บ้านที่ฉันอยู่นั้นหากพูดว่า “ห้วยผาก”  หลายคนอาจนึกไม่ออกว่ามีสภาพภูมิศาสตร์เป็นอย่างไร  ถ้าพูดว่าบรรยากาศคล้ายกับเชียงใหม่  เชียงราย  หลายคนก็จะนึกออกทันที  ก็ตำบลที่ฉันอยู่นั้นทั้งอากาศและกลุ่มชนก็เหมือนเชียงใหม่  เชียงรายนั่นแหละ   ก็เพราะในหมู่บ้านที่ฉันอยู่ที่ทั้งคนไทยและก็มีเกรี่ยงอยู่ด้วย  แถมพื้นที่ยังเป็นเขาเป็นดอยอีก  หน้าหนาวอากาศก็จะหนาวเย็นเช่นเดียวกับภาคเหนือเลยทีเดียว

แต่ภายใต้อากาศที่เย็นสบาย  กับความต่างชาติต่างพันธ์ที่ต้องอยู่ร่วมกันนั้นมักเกิดความไม่เท่าเทียมกันเสมอ    ก็หมายความว่าชนกระเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของฉันนั้นมักจะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ   โดยเฉพาะเรื่องการคุมกำเนิด   การเลี้ยงดูลูกให้ได้รับอาหารเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย  เหตุผลหนึ่งก็คืออาชีพของชนกระเหรี่ยง  ทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม  อาหารการกินก็จะเป็นพืชไร่  อาหารจำพวกโปรตีนที่จะช่วยพัฒนาร่างกายของเด็กให้เจริญเติบโตก็อาจจะได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอ   ร่างกายก็อาจจะซูบผอมไป    ฉันเห็นสภาพของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ร่วมด้วยแล้ว  ฉันคิดในใจว่าฉันน่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง

Two  in  one

ฉันและสามีย้ายกลับมาอยู่ที่ตำบลห้วยผากได้สักระยะหนึ่ง  สามีของฉันก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน  ระหว่างที่สามีเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่นั้นฉันก็เริ่มเห็นว่าการทำงานให้ส่วนรวม  การทำงานเพื่อหมู่บ้านของตนเองให้พัฒนาขึ้นนั้นเป็นอย่างไร   ความคิดนี้มันค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในความรู้สึกของฉันโดยที่ฉันไม่รู้ตัว    ประกอบกับฉันเห็น  อสม.คนอื่น ๆ เขาทำงานช่วยเหลือหมออนามัยกันแล้ว  ฉันก็มีความคิดว่าฉันเองก็น่าจะงานของหมออนามัยในหมู่บ้านที่ฉันอาศัยอยู่ได้บ้าง  ฉันจึงไปสมัครเป็น อสม.ด้วยตนเองกับหมอที่อนามัยเลย  หมอยินดีรับฉันเป็น อสม.ทันที “ไม่ค่อยมีใครเดินมาสมัครเป็น อสม.เลยนะ นอกจากแก้วนี่แหละ  ดีใจและขอบใจแทนชาวบ้านด้วยนะ”  หมอที่อนามัยบอกฉัน       อีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันสมัครเป็น อสม. ก็เพราะว่าสามีของฉันสามารถพูดภาษากระเหรี่ยงได้ ฉันคิดว่าเป็นการดีเสียอีกจะได้ช่วยให้ฉันทำงานได้ง่ายขึ้น  จากวันนั้นจจถึงวันนี้ฉันได้เป็น อสม. มา 5 ปี แล้ว

เริ่มปฏิบัติการ

                      หลังจากที่เป็นอสม. แล้ว หมออนามัยก็จัดละแวกบ้านให้ฉันรับผิดชอบ  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านใกล้ ๆ กับบ้านของฉันนั่นแหละ  แต่ที่พิเศษมากไปกว่านั้นคือมีคนกระเหรี่ยงอีกประมาณ  5  หลังคาเรือน   คนกระเหรี่ยงเกือบทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือบางทีก็รับจ้างทำงานในไร่ ในสวน  ไม่ค่อยได้สนในเรื่องสุขภาพของตนเองเท่าใดนัก  วัน ๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่ในนา  ในไร่   ไม่ค่อยมีการคุมกำเนิดกัน  พวกกระเหรี่ยงส่วนมากจะนิยมมีลูกหลาย ๆ คน  เพราะเชื่อว่ามีลูกหลายคนจะได้ช่วยกันทำไร่ ทำนา  ถ้ามีลูกน้อยก็จะไม่มีแรงงานสำหรับทำไร่ทำนา  ไม่ได้คิดย้อนกลับว่าการมีลูกขึ้นมาคนหนึ่ง  จะต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายเพื่อที่จะเลี้ยงดูแลให้สมบูรณ์แข็งแรง  ได้รับการศึกษาดี ๆ นั้น คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องเสียเงินมากมายแค่ไหน   และเมื่อมีลูกขึ้นมา  ก็ไม่ได้สนใจที่จะดูแลมากนัก  คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนชรา และพี่ที่อายุไล่ ๆ กัน เป็นผู้เลี้ยงน้อง 

                      ปัญหาสุขภาพของคนกระเหรี่ยงในความคิดของคนกระเหรี่ยงเองมักมองว่าเป็นความสำคัญในลำดับรอง ๆ ลงไป  เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของปากของท้อง    ฉันเห็นแล้วจึงอดสงสารไม่ได้  สิ่งที่ฉันเริ่มต้นทำก็คือการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด  ภายในความเชื่อเรื่องการต้องการมีลูกมาก ๆ เพื่อจะได้มีแรงงานมาก ๆ นั้น  ก็เป็นสิ่งยากเหมือนกันที่จะให้คนกระเหรี่ยงยอมรับการคุมกำเนิด    “แต่ฉีดยาเพื่อไม่ให้มีลูกตอนนี้  เอาไว้ให้ลูกโตแล้วค่อยมีใหม่  อยากมีแล้วค่อยหยุดฉีด”   ฉันไปให้ความรู้แก่แม่บ้านกระเหรี่ยงคนหนึ่งซึ่งเธอมีลูกถึง  3  คนแล้ว  การให้คุมกำเนิดแบบถาวรโดยการทำหมันเธอคงไม่ยอมแน่  ฉันจึงพยายามพูดอธิบายถึงวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว  เพื่อโน้มน้าวให้เธอเลือกวิธีการสักหนึ่งวิธีการเพื่อให้ลูกของเธอห่างขึ้น  เผื่อว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในครอบครัวของเธอจะลดลงได้   

                     เมื่อคลอดลูกมาแล้ว  แม่กระเหรี่ยงก็ไม่มีเวลาที่น้ำลูกของตนเองมาฉีดวัคซีนที่สถานีอนามัย  ก็คงยังคิดเหมือนเดิม คือต้องไปทำงานในไร่ในนา  ลูกไม่ได้เป็นอะไรทำไมต้องพามาหาหมอด้วย   ดังนั้น  เมื่อถึงช่วงเวลาของการให้วัคซีนให้กับลูกของกระเหรี่ยง     โดยเฉพาะวัคซีนโปลิโอ  ตามโครงการกวาดล้างโปลิโอ  ฉันต้องกระเตงกระติกวัคซีนเข้าไปในชุมชนที่ชาวกระเหรี่ยงอาศัยอยู่  เพื่อไปหยอดวัคซีนโปลิโอให้กับลูกหลานของชาวกระเหรี่ยง

                      ฉันเคยได้ยินอยู่เสมอ ๆ ว่า เดี๋ยวนี้มักเจอเด็กอ้วนในวัยเรียนมากขึ้น  เนื่องจากอาหารการกินและรูปแบบของพฤติกรรมการบริโภคของคนเปลี่ยนไป  ทำให้เด็กในวัยเรียนค่อนข้างอ้วน  แต่เด็กในพื้นที่สูงอย่างอำเภอสวนผึ้งแล้ว  ส่วนใหญ่น้ำหนักจะต่ำกว่าเกณฑ์    และหน้าที่ของฉันอีกอย่างก็คือการชั่งน้ำหนักเด็ก อายุ  ต่ำกว่า  5  ปี  ผลปรากฏว่าเด็กกระเหรี่ยงส่วนใหญ่น้ำหนักส่วนใหญ่จะต่ำกว่าเกณฑ์  หน้าที่อีกอย่างของฉันก็คือการประสานกับ อบต. เพื่อขอให้สนับสนุนนมให้กับเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณ์

  ปัญหาคือกำลังใจ

                      ฉันเชื่อว่าการทำงานทุกอย่างย่อมประสบปัญหาเสมอ  ฉันเองได้ช่วยงานหมออนามัยหลายเรื่อง  เนื่องจากฉันเป็นแม่บ้านเพียงอย่างเดียว  เวลาหมอมาขอความช่วยเหลืออะไรฉันก็ยินดีให้การช่วยเหลือเสมอ   ในเบื้องต้นฉันอาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนบ้านเท่าที่ควร  พวกเขาอาจคิดว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงจะทำอะไรสักแค่ไหน  แต่ฉันก็ไม่เอาคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจ  ฉันมีความเชื่ออยู่เสมอว่าการได้ทำความดี  ผลแห่งความดีที่ได้ทำคงไม่ไปไหน ฉันเชื่อในผลของการทำดี   ฉันยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ของ อสม. ของฉันต่อไป ฉันไม่ถือตัว  จนคนในหมู่บ้านให้การยอมรับ  ทำให้คำพูดที่ฉันได้ยินนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมเสียแล้ว  “ขนาดไม่ใช่ลูกหลาน  ยังมาดูแลให้ขนาดนี้”   ฉันรู้สึกภูมิใจที่ทำให้คนยอมรับในตัวฉันได้    จนในที่สุดเมื่อปี  2547  ฉันก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก อบต.ของหมู่บ้าน ด้วยคะแนนที่มาเป็นอันดับในจำนวนผู้สมัคร  8  คน 

 

สิ่งที่คาดหวัง

                    สิ่งที่ฉันหวังไว้ อาจเป็นสิ่งที่ไม่ไกลจนเกินไปนัก  ฉันคิดว่าคนในพื้นที่ด้อยโอกาส  เราไม่ควรไปเพิ่มความด้อยโอกาสและการเข้าไม่ถึงบริการ ๆ ที่ควรได้รับ  ฉันจึงมีเป้าหมายที่อยากให้มีการฝึกอบรม อสม. เพิ่ม และควรให้คนกระเหรี่ยงที่สามารถพูดภาษาไทยได้มาเป็น อสม.  เพราะน่าจะได้ช่วยให้การดูแลสุขภาพของคนกระเหรี่ยงดีขึ้น

     

 อรวี   โวทวี    ผู้ถ่ายทอดและบันทึกเรื่องเล่า