ศ. ดร. วิลาศ วูวงศ์ แห่ง AIT ส่งบทความแสดงความเห็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบสอง มาให้    โดยที่ในบทความมีการเสนอให้มองการศึกษาเป็นบริการ    และเสนอให้ตั้งหน่วยงาน สปรช. ทำหน้าที่ซื้อบริการการศึกษาให้แก่ประชาชน แบบเดียวกับการตั้ง สปสช. ที่ทำหน้าที่ซื้อบริการสุขภาพให้แก่ประชาชน   ซึ่งแนวนี้ผมคิดมานาน แต่ไม่อยากเสนอด้วยตัวผมเอง    เพราะผมเป็นหมอและเป็นประธานคณะกรรมการยกร่างกฎหมายตั้งองค์กรนี้ ให้เป็นองค์กรของรัฐที่ทำงานอย่างอิสระและยืดหยุ่นแบบ สกว. ที่ผมมีประสบการณ์

          ผมจึงขออนุญาต ดร. วิลาศ นำบทความของท่านมาเผยแพร่    บทความนี้ได้ลงมติชนสุดสัปดาห์ไปแล้ว


ปฏิรูปการศึกษารอบสอง: ขอร่วมวงด้วยคน
~ Education as a Service ~

   ศ. ดร. วิลาศ  วูวงศ์
   www.kids-d.org

 

          การปฏิรูปการศึกษาครั้งล่าสุดเริ่มต้นเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  มาถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ทศวรรษแรกของการปฏิรูปการศึกษามีคนขนานนามว่า “การปฏิรูปการศึกษารอบแรก” และจากนี้ต่อไปอีก 10 ปี จะเป็น “การปฏิรูปการศึกษารอบสอง”

          ผลของการปฏิรูปรอบแรก บางคนก็ว่าสำเร็จ บางคนก็ว่าล้มเหลว ยังไม่รู้ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิดถ้าไม่ได้ย้อนกลับไปศึกษาและประเมินอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบความสามารถของเด็กไทยเรา โดยองค์การนานาชาติและองค์กรภายในของเราเองให้ผลสอดคล้องกันว่า ความสามารถของเด็กไทยในด้านภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและด้อยกว่าเด็กประเทศอื่น

          นอกจากนักเรียนแล้ว ยังมีผู้มีส่วนได้เสียกับระบบการศึกษาอีก 2 กลุ่มคือ ครู และผู้ปกครอง/ชุมชน/สังคม ครูบางส่วนประสบความสำเร็จในการได้รับเลื่อนวิทยฐานะ หรือตำแหน่งบริหาร แต่ครูส่วนใหญ่ยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจและภาระงานสอน รวมทั้งงานธุรการที่หนักจนไม่สามารถจะสอนให้ดีได้ อีกทั้งวิชาชีพครูก็ยังไม่สามารถจะดึงคนเก่งมาเรียนและเป็นครูได้

          ผู้ปกครองเองก็บ่นว่าต้องเสียค่ากินเปล่าถึงจะให้ลูกเข้าโรงเรียนที่ตัวเองต้องการได้ หรือไม่ก็ต้องเสียเงินค่าเรียนกวดวิชาลูกตัวเองจึงจะสอบเข้าเรียนต่อได้ ชุมชนมีปัญหา เพราะสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากโรงเรียนไม่สามารถทำให้เด็กทำงานและใช้ชีวิตในชุมชนของตัวเองได้  สังคมเองก็เรียกร้องอยากได้เด็กที่ทั้งเก่งและดี เด็กที่มีจิตสาธารณะ ภาคธุรกิจก็ต้องการนักเรียนอาชีวะที่มีทักษะซึ่งระบบการศึกษาปัจจุบันไม่สามารถผลิตให้ได้เพียงพอและตรงตามความต้องการ

          จากที่กล่าวมาข้างต้น คงต้องยอมรับว่า การปฏิรูปการศึกษารอบแรกของเราไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะมีวิธีการและหลักประกันอย่างไรที่จะทำให้เรามั่นใจว่าการปฏิรูปรอบสองสำเร็จ

          การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ประเทศญี่ปุ่นเริ่มปฏิรูปการศึกษาครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2545 เพื่อแก้ปัญหาความเครียดในการเรียนของเด็ก ให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อหนีประเทศเกาหลีและจีนที่ตามมาติดๆ รวมทั้งพยายามแซงประเทศต่างๆในทวีปยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกา แต่พอทำไปได้ 1-2 ปี ก็พบว่าความสามารถในเชิงวิชาการเด็กญี่ปุ่นตกต่ำลง เลยต้องเพิ่มเนื้อหาการเรียนกลับขึ้นมาจากที่ลดไป 30% ในตอนปฏิรูปการศึกษา ยังดีที่ญี่ปุ่นรู้ตัวเร็วและแก้ไขปัญหาทันที

          เมื่อลองกลับไปดู พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 รวมทั้งเอกสารงานวิจัยและบทความที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่า มีแนวความคิด ข้อเสนอแนะ รวมทั้งการชี้ประเด็นที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพการศึกษา และปัญหาการพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่างเช่น บทความ “10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย” โดย
ศ. (พิเศษ) ดร. ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ประจำวันที่ 8, 10, 12 และ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เป็นต้น
 
          นอกจากนั้น เม็ดเงินที่รัฐบาลลงไปให้กับการศึกษาก็เป็นจำนวนไม่น้อย โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของงบประมาณประจำปี และเป็นประมาณร้อยละ 4 กว่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)  ซึ่งสูงไม่น้อย รัฐบาลของประเทศทุนนิยมฐานะดี 30 ประเทศที่เป็นสมาชิกกลุ่ม OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ก็ใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษาโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 เศษของ GDP เท่านั้น เราคงจะเพิ่มงบเพื่อการศึกษาขึ้นไปอีกได้ไม่มากเท่าไร

          ถ้าอย่างนั้น เราจะทำอย่างไรดี ปัญหาก็รู้ ความคิดและข้อเสนอแนะดีๆ ก็มี เงินก็ให้ไม่น้อย

          ผมคิดว่าถ้าจะปฏิรูปการศึกษารอบสองให้สำเร็จ ต้องทำอย่างน้อย 3 อย่าง ดังต่อไปนี้
          1. มองปัญหาการศึกษาอย่างเป็นระบบ
          2. ใช้วิธีการเชิงระบบในปฏิบัติการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ
          3. ให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา
 
          ข้อ 3 มีคนพูดถึงมากแล้วจนเกิดเป็นสโลแกน All for Education เพื่อให้เกิด Education for All แม้แต่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ก็กล่าวเรียกร้องให้ผู้ปกครองมาร่วมแก้ไขปัญหาการศึกษาของอเมริกาในการปราศรัยครั้งหนึ่งว่า

          “Give every child a world-class education by recruiting an army of new teachers with better pay and more support, requiring higher standards and accountability from our classrooms; and telling the truth: that the best education starts with parents who turn off the TV, take away the video games, and are engaged in their children’s lives.”

          ข้อ 2 จะขอแสดงความเห็นในโอกาสหน้า เพราะมีรายละเอียดมาก

          บทความนี้จะขอเสนอนำเอาแนวคิดการบริการมาจับการศึกษา โดยมองว่า การศึกษาเป็นบริการประเภทหนึ่ง (Education as a Service, EaaS)

         ที่จริงการมองว่า การศึกษาเป็นการบริการไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้แต่คำเปรียบเปรยที่ว่า ครูเป็นคนพายเรือจ้างที่พาลูกศิษย์ให้ไปถึงฝั่งความสำเร็จของชีวิต ก็สะท้อนความเป็นการบริการทางการศึกษา แต่ทว่า ยังไม่มีใครมองการศึกษาเป็นระบบการบริการอย่างลึกซึ้งและจริงจัง

         เมื่อมองจากมุมของการบริการ  ระบบการศึกษาประกอบด้วยผู้มีส่วนได้เสีย 3 กลุ่ม และอุปกรณ์ 1 ส่วน

          ผู้มีส่วนได้เสียในระบบการศึกษาได้แก่
          1. ผู้ให้บริการ ได้แก่ ครู ติวเตอร์ ครูสอนพิเศษ เจ้าของสื่อการเรียน
          2. ผู้รับบริการ ได้แก่ นักเรียน
          3. โลกภายนอก ได้แก่ ผู้ปกครอง ชุมชน สังคม บริษัท

          ส่วนอุปกรณ์ ได้แก่ สื่อการเรียนการสอน

          ถ้าอยากให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการศึกษาของลูกหลานตัวเองอย่างที่ประธานาธิปดีโอบามาเรียกร้อง ก็อาจจะให้ผู้ปกครองเป็นผู้ให้บริการอีกบทบาทหนึ่งก็ได้

  

          รูปที่ 1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ของระบบการศึกษา กล่าวคือ ผู้ให้บริการ เช่น ครู หรือติวเตอร์ ทำการสอนผู้รับบริการซึ่งก็คือนักเรียน โดยอาจจะสร้างหรือใช้อุปกรณ์ เช่น สื่อการสอนเข้ามาช่วย ผลการเรียนของนักเรียนรวมทั้งกระบวนการและผลของการเรียนการสอนจะสะท้อนออกไปสู่โลกภายนอกที่ประกอบด้วย ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม เป็นต้น

          ระบบการศึกษาที่ดีจะต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวกแก่ทั้งผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และโลกภายนอก ไม่ใช่แก่ผู้รับบริการ คือ นักเรียนอย่างเดียว กล่าวคือ ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง/ชุมชน /สังคม จะต้องมีความสุขหรือความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้นเมื่อจบสิ้นกิจกรรมการศึกษาหนึ่ง

          ดังนั้น การวัดความสำเร็จของระบบการศึกษา จะประเมินแต่ผลการเรียนหรือความสามารถของนักเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องประเมินด้วยว่า ครูและผู้ปกครอง /ชุมชน /สังคม มีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ และความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดอย่างรอบด้าน หลายมิติและสมดุล

          การบริการมีหลายประเภท เช่น การท่องเที่ยว การขนส่งสินค้า (ดูรูปที่ 2) แต่ที่มีลักษณะคล้ายกับการศึกษามากที่สุด คือ การดูแลสุขภาพที่รวมการแพทย์ การพยาบาล และศูนย์ออกกำลังกาย เป็นต้น แต่เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพ จะขอยกตัวอย่างด้านการแพทย์เพียงอย่างเดียว

          ในระบบการแพทย์
          ผู้ให้บริการ : แพทย์
          ผู้รับบริการ : ผู้ป่วย เด็ก ประชาชน
          โลกภายนอก : ญาติผู้ป่วย /ชุมชน /สังคม

          เด็กและประชาชนที่ไม่ได้เจ็บป่วยก็เป็นผู้รับบริการด้วยในกรณีของการแพทย์ป้องกัน และชุมชน/สังคมเป็นโลกภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ เพราะชุมชนและสังคมใดที่สมาชิกมีสุขภาพดีย่อมเป็นชุมชนและสังคมที่แข็งแรงและมีความสุข

  

           เมื่อบริการด้านการแพทย์คล้ายกับบริการการศึกษา กลไกของระบบการแพทย์ที่ประสบความสำเร็จก็ควรจะนำมาปรับประยุกต์ใช้กับระบบการศึกษาได้

          โครงการบัตรทองของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นการปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพของประเทศที่ควรบันทึกไว้ แม้จะมีข้อกังขาว่า จะสำเร็จไปตลอดลอดฝั่งอย่างยั่งยืนหรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่า จนถึงปัจจุบันโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมายของนักวิชาการและนักวิเคราะห์หลายท่าน

          ลองเทียบดูกับระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลของราชการ เรามีข้าราชการและข้าราชการที่เกษียณแล้วประมาณ 4.5 ล้านคน ในปี 2551 รัฐบาลต้องใช้เงินประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาทเพื่อรักษาพยาบาลข้าราชการ ข้าราชการที่เกษียณแล้ว และญาติใกล้ชิด รวมทั้งสิ้นประมาณ 5 ล้านกว่าคน เมื่อคำนวณแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท/คน/ปี ขณะที่ สปสช. ได้งบประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านบาทเพื่อดูแลคนประมาณ 47 ล้านคน หรืออยู่ที่ 2,200 บาท/คน/ปี  ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลของราชการใช้งบประมาณต่อคนต่อปีมากกว่า สปสช. ถึงเกือบ 5 เท่าตัว ทำให้มองเห็นถึงความแตกต่างในเรื่องประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้อย่างชัดเจน

          ในเชิงกลไก โครงการบัตรทอง เป็นตัวอย่างของการโยกเงินจากผู้ให้บริการ ไปให้ผู้รับบริการ และแทนที่จะให้เงินรายหัวแก่ผู้รับบริการเป็นรายๆ ไป รายละ 2,200 บาท (ปีงบประมาณ 2552) โดยเป็นเงินสดหรือคูปองก็ได้  ก็เป็นการนำเงินทั้งหมดไปให้ สปสช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้รับบริการ 47 ล้านคนทั้งหมด ทำให้กำลังต่อรองกับผู้ให้บริการมีมากมหาศาล ไม่เป็นเบี้ยหัวแตกเหมือนเมื่อตอนผู้รับบริการถือคูปองคนละใบไปโรงพยาบาล ประสิทธิภาพจึงสูงขึ้น และสามารถดูแลและคุ้มครองผู้รับบริการซึ่งก็คือ ผู้ถือบัตรทอง ได้ดีขึ้น

          หากการวิเคราะห์ข้างต้นถูกต้อง การตั้งองค์กรคล้าย สปสช. ในระบบการศึกษา อาจจะช่วยให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพดีขึ้น และการปฏิรูปการศึกษารอบสองจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น

          องค์กรที่ว่าอาจจะมีชื่อว่า สำนักงานหลักประกันการเรียนรู้แห่งชาติ (สปรช.) ชื่อที่ว่าอาจจะเรียบง่ายและไม่เป็นที่ติดตาติดใจของคนทั่วไป เราอาจเปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงาน “30บาทเรียนรู้ทุกเรื่อง” ได้เช่นกัน

          สปรช. จะมีลักษณะกระจายอำนาจมากกว่า สปสช. มาก เนื่องจากการศึกษาการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นและพื้นที่มาก ไม่เหมือนการรักษาพยาบาลที่มีวิธีการเหมือนกันทั้งประเทศ สปรช.พื้นที่ หรือ สปรช.จังหวัด ควรมีอำนาจในการกำหนด ควบคุมและดูแล หลักสูตรเนื้อหา และกระบวนการเรียนการสอนในพื้นที่หรือจังหวัดของตัวเอง โดยยึดการประสานงานกับ สปรช.กลาง และ สปรช.พื้นที่อื่น เพื่อรักษามาตรฐานการศึกษาของประเทศ

          ทำนองเดียวกับ สปสช. สปรช.จะเป็นตัวแทนของนักเรียนติดต่อและเจรจากับผู้ให้บริการ เนื่องจากจำนวนนักเรียนที่ สปรช. เป็นตัวแทนมีอยู่จำนวนมาก กำลังต่อรองของ สปรช. จะสูงมาก ทำให้คาดหวังได้ว่า นักเรียนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพจากผู้ให้บริการ

          ผู้บริการจะเป็นได้ทั้ง โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน โรงเรียนกวดวิชา ติวเตอร์ และครูที่มีบทเรียนหรือวิธีการสอนที่ดี ในกรณีของโรงเรียนรัฐบาล เงินรายหัวที่ได้จาก สปรช. จะน้อยกว่าของโรงเรียนเอกชน โดยต้องหักค่าบุคลากรออก เพราะครูโรงเรียนรัฐบาลได้รับเงินเดือนจากกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว

          ครูที่มีบทเรียนที่ดีสามารถขายบทเรียนนั้นให้กับ สปรช. เพื่อแจกจ่ายให้กับนักเรียนต่อไปได้ เนื่องจากจำนวนนักเรียนมีมาก ราคาของบทเรียนต่อหัวจะถูก ทำให้นักเรียนทั่วประเทศมีโอกาสที่จะศึกษาจากบทเรียนที่ดีมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน บทเรียนอาจจะเป็นได้ทั้ง หนังสือ e-book บทความ  เทปหรือวิดีทัศน์บันทึกการบรรยาย และสื่อการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ

          นักเรียนจะเลือกใช้บริการจากโรงเรียนใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและเงื่อนไขอื่น โรงเรียนต้องปรับปรุงและรักษามาตรฐานการศึกษาให้สูงอยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้น จะไม่มีนักเรียนมาสมัครเรียนและไม่มีรายได้เข้าโรงเรียน

          สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ สปรช. นักเรียน และโรงเรียน ได้รับรู้ถึงคุณภาพบริการของโรงเรียนต่างๆ เพื่อช่วยให้นักเรียนมีข้อมูลในการเลือกสถานให้บริการได้ดียิ่งขึ้น

          ผู้ปกครอง ชุมชน บริษัท องค์กรรัฐและเอกชน รวมทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่รับนักเรียนเข้าเรียน ก็ถือเป็นปัจจัยหลักที่สามารถสะท้อนคุณภาพของโรงเรียนที่ผลิตนักเรียนออกมาได้

          นอกจากนั้น องค์กรหรือสถาบันใหม่ๆ ที่มีคนเสนอให้จัดตั้งก็อาจจะมีส่วนช่วยให้ระบบการศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพดีขึ้น อย่างเช่น สถาบันวิจัยระบบการศึกษา สำนักงานเทคโนโลยีการศึกษา สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นต้น องค์กรอื่นที่มีอยู่แล้ว เช่น สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และหน่วยงานใต้สังกัด ก็สามารถปรับเปลี่ยนหรือเน้นพันธกิจที่จะสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาและการศึกษาของประเทศได้

          ในเชิงโครงสร้าง สปรช. และองค์กรต่างๆเหล่านี้ ควรเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ตามรูปที่ 3 (เป็นเพียงตัวอย่าง) เพื่อร่วมมือ ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล สนับสนุนและตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดระบบที่เสถียร แข็งแรง ทนต่อแรงกระเพื่อมและอิทธิพลภายนอก แต่ยังคงมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามความต้องการของสังคมได้ ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติและทางสังคมที่ผ่านมาชี้ให้เราเห็นว่าโครงสร้างแบบลำดับชั้นนั้นมีความเสถียรและเข้มแข็งสู้แบบเครือข่ายไม่ได้ (รูปที่4)

 

          สมองของมนุษย์เราเป็นตัวอย่างที่ดีของโครงสร้างแบบเครือข่าย ตอนแรกเกิดมนุษย์จะมีจำนวนเซลล์ประสาท (neuron) มากที่สุดถึงแสนกว่าล้านเซลล์ เซลล์ประสาทนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 150 ปี แต่ในทางความเป็นจริงเซลล์นี้จะตายไปก่อนประมาณ 1 แสนเซลล์ทุกๆวัน โดยเกือบไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เลย (มีส่วนสมอง 2 ส่วนที่เชื่อกันว่าสามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาได้ คือ Hippocampus และ Olfactory Bulb) ถึงแม้ว่าสมองเราจะเสียเซลล์ประสาทประมาณ 1 แสนเซลล์ไปทุกๆวัน แต่ยังคงทำงานได้ดีเนื่องจากเซลล์ประสาทต่อเชื่อมกันเป็นเครือข่ายที่แน่นหนาและซับซ้อน แม้เซลล์ประสาทบางส่วนจะตายไป และเส้นใยประสาทเชื่อมโยงบางเส้นจะขาดไป ก็ยังมีเซลล์ประสาทและเส้นใยประสาทเชื่อมโยงส่วนอื่นที่สามารถทำหน้าที่แทนได้

          ในลักษณะเดียวกัน ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีองค์ประกอบต่อเชื่อมเป็นเครือข่ายซ้อนกันไปซ้อนกันมาเพื่อสนับสนุนและตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน จะมีเสถียรภาพและความเข้มแข็งแม้ว่าบางช่วงขณะเวลา องค์ประกอบบางส่วนอาจจะไม่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุปัจจัยภายในหรืออิทธิพลภายนอกก็ตาม องค์ประกอบส่วนอื่นจะยังคงสามารถทำหน้าที่เสริมแทนได้

          อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากระบบสมองได้ คือ สมองมีระบบสารสนเทศที่ดีมาก สามารถส่งผ่าน ใช้ร่วม และประมวลผลข้อมูล ที่ได้รับจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ระบบที่มีโครงสร้างแบบเครือข่ายที่กระจายอำนาจและความรับผิดชอบ ต้องการระบบสารสนเทศที่ดีมีประสิทธิภาพ มิเช่นนั้น การประสานงาน การสนับสนุน รวมทั้งการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผลจะทำได้ยาก

          ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช กล่าวในบล็อกลงวันที่ 13 มกราคม 2552 ของท่านว่า อยากเห็นระบบการศึกษาที่มีสภาพดังนี้

          1.     มีความซับซ้อน (complexity) มากขึ้นในด้านการจัดการ และในด้านการกำกับดูแลระบบ (systems governance)    ที่ผ่านมา ภาคราชการ (คือกระทรวงศึกษาธิการ) แสดงบทบาทผูกขาดอำนาจมากเกินไป

          2.     มีหน่วยงานหลากหลายรูปแบบที่เข้ามาแสดงบทบาทขับเคลื่อนระบบการศึกษา    ให้เป็นระบบที่มีคุณภาพสูง ก้าวทันยุคสมัย และคุ้มค่าของการลงทุน   หน่วยงานที่หลากหลายนั้น มีทั้งภาคราชการ ภาคกึ่งราชการ ภาคประชาคม และภาคธุรกิจ

          3.     ขับเคลื่อนระบบการศึกษาด้วยความรู้เชิงระบบ   คือ มีการวิจัยระบบการศึกษา เพื่อนำเสนอความจริงเกี่ยวกับสภาพของระบบการศึกษาแก่ประชาชน   โดยนำเสนอความจริงในแง่มุมต่างๆ ของระบบ   ซึ่งจะทำให้สังคมไทยสามารถสร้างระบบการศึกษาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับภาคอื่นๆ ของสังคมได้อย่างเกิดการเสริมพลัง (synergy) ต่อกัน

          ระบบการศึกษาที่อิงระบบบริการ และประกอบด้วยหน่วยงาน/องค์กรทั้งใหม่และเก่า ที่เชื่อมโยงเป็นกันเป็นเครือข่ายตามที่เสนอโดยสังเขปในบทความนี้ มีลักษณะสอดคล้องกับสภาพเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น 3 ข้อ จึงถือได้ว่า เป็นคำตอบหนึ่ง แต่คงไม่ใช่คำตอบเดียว และคงไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ ต้องขอให้ประชาชนคนไทยทุกคนช่วยกันคิดต่อไป

          ประเทศญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 2 ปี ในการรับรู้และแก้ไขปัญหาการปฏิรูปการศึกษาครั้งล่าสุดของประเทศ ซึ่งเริ่มขึ้นในปีพ.ศ.2545 เราสูญเสียเวลา 10 ปี ไปกับการปฏิรูปการศึกษารอบแรกที่ไม่ให้ผลตามที่คาดหวัง เราจะเสียเวลาไปอีก 10 ปีไปกับการปฏิรูปการศึกษารอบสองนี้ไม่ได้อีกแล้ว

          ดังนั้น จึงถือเป็นหน้าที่ของทุกคนและทุกภาคส่วนของสังคมที่จะเข้าร่วมวงการปฏิรูปการศึกษารอบนี้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ชัดเจนอย่างแท้จริง