จิตอาสาในโรงพยาบาล..ประสบการณ์ที่แตกต่าง

                   20090327161751_192 

คณะครู ผู้ปกครอง และน้องๆจากโรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการ ๑ อำเภอ ๑ โรงเรียนในฝัน เมื่อปี ๒๕๔๘ ได้มาร่วมเล่าเร้าใจพลังเยาวชนจิตอาสาในโรงพยาบาล ว่า โรงเรียนได้สนับสนุนการทำกิจกรรมด้านจิตอาสามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นที่งานด้านสุขภาพของครูและนักเรียน กล่าวคือ...

    -- การจัดตั้ง ชมรมเยาวชนสาธารณสุข ในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนที่สนใจการทำงานด้านสุขภาพ ได้เข้ามามีส่วนร่วม และการทำกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น

          - กิจกรรมบริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย

          - กิจกรรมสอนหนังสือและสันทนาการกับเด็กๆชุมชนในตึกแดง เป็นต้น

   -- การทำกิจกรรมจิตอาสาในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชนจิตอาสาในสถานศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับการกำหนดคุณลักษณะของนักเรียนที่ให้ทุกคนร่วมกันทำสาธารณะประโยชน์ ทั้งนี้ หลังกิจกรรม นักเรียนจะจดความดีลงใน สมุดบันทึกความดี เช่น

          - ดำเนินกิจกรรมสร้างความสุขให้กับผู้ป่วยเด็ก ที่โรงพยาบาลเด็ก

          - ชวนผู้ป่วยทำงานศิลปะเพื่อความเพลิดเพลิน

          - อ่านหนังสือและเล่านิทานให้ผู้ป่วยฟัง

          - ชวนผู้ป่วยเล่นเกมส์ สันทนาการ และร้องเพลง

  -- การขยายผลของกิจกรรมจิตอาสาในโรงพยาบาล

          - ผู้บริหารสนับสนุนการต่อยอดกิจกรรมจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง

          - มีการเปิดพื้นที่ประชาสัมพันธ์ภายในโรงเรียน โดยนำเรื่องราวของนักเรียนที่ทำความดี ไปลงในวารสารกุนนทีสัมพันธ์ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เด็กอื่นๆต่อไป

          - มอบเกียรติบัตรให้แก่นักเรียนที่ทำความดี เพื่อเป็นกำลังใจ

          - นักเรียนให้ความสนใจในการรักษาสุขภาพของตนเองมากขึ้น

          - เกิดเครือข่ายเยาวชนจิตอาสาขึ้นในโรงเรียน และมีแนวโน้มขยายมากขึ้น

          - ผู้ปกครองมีความภาคภูมิใจ และให้การสนับสนุน

     น้องดำรงศักดิ์ สุพรเงิน (เหน่ง)..หนุ่มบึกบึน หน้าขรึมๆเหมือนคุณหมอ สวมแว่น ตัวสูงๆ ยืนขวามือริมสุดแถวที่สอง เป็นลูกชายสุดรักของคุณแม่ใส่เสื้อสีอ่อนยืนคนที่สองขวามือแถวหน้า(บรรยายซะขนาดน้าน)... เล่าถึง จิตอาสา...กับจุดเปลี่ยนของชีวิต..

      "ก่อนเข้าโครงการ ตัวผมเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดา เที่ยวเตร่ไปวันๆ มีโดดเรียนบ้าง ทะเลาะวิวาทบ้าง ต้องเข้าห้องปกครองแทบทุกวัน คิดไปเองว่า ตนเป็นเด็กด้อยโอกาส เรียนไม่เก่ง แต่เมื่อเข้าเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาล ได้เห็นผู้ป่วยเด็กอาการหนักในสภาพที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เช่น เป็นเนื้องอกในสมองต้องเข้ารับการผ่าตัดแทบทุกวัน ผมรู้สึกว่า เขาโชคร้ายกว่าผมมาก ถ้าผมเป็นอย่างเขา ผมคงเครียดมาก...หน้าที่ของผมคือสร้างรอยยิ้มแก่เขา...แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า รอยยิ้มของเขากลับสร้างความสุขแก่ผม..                                   

           หลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว ผมตั้งใจตั้งแต่นั้นมาว่า จะเรียนให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเรามีโอกาสกว่าเด็กอื่นๆอีกหลายคน เมื่อผมเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเอง คนในครอบครัวก็รู้สึกดีกับผม คือ เมื่อก่อนผมออกจากบ้านไปเที่ยว แม่จะหน้าบึ้งใส่ผม แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อแม่รู้ว่าผมออกไปทำประโยชน์ที่โรงพยาบาล สีหน้าของแม่จะเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น เสมือนเป็นกำลังใจให้ผม จึงต้องขอขอบคุณโครงการนี้ที่ทำให้ผมคิดอะไรดีๆอีกหลายอย่าง และทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่ยิ่งขึ้น "..

     น้องหทัยรัตน์ เชียงคำ (แนน) ..สาวน้อยร่างท้วมน่าเอ็นดู ทรงผมปัดหน้าผาก ยืนแถวที่สองขวามือ ถัดจากน้องเหน่ง ได้เล่าถึงประสบการณ์ นักกิจกรรมจิตอาสา..กับการเรียนรู้ที่หลากหลาย ว่า..

        " แนนทำกิจกรรมจิตอาสามาหลายแห่ง  เช่น ทำงานที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน เลี้ยงเด็กกำพร้าที่บ้านปากเกร็ด ไปช่วยงานที่โรงพยาบาลศิริราช

         ปัจจุบัน แนนได้ร่วมเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาล ซึ่งแนนได้ร่วมเล่นเกมส์กับน้องๆ มีน้องคนหนึ่งที่พูดไม่ได้ เพราะเป็นเนื้องอกที่คอ น้องเขานั่งเฉยๆ ไม่ยอมเข้ามาร่วมกิจกรรม แต่สักพักก็หยิบของเล่นมาเล่น และในที่สุดก็เข้ามาร่วมเล่นเกมส์ด้วย แนนเข้าใจดีว่า เหตุใดในตอนแรกๆน้องจึงนั่งเฉยๆ อาจเป็นเพราะว่า น้องมีความเครียด แต่ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ไปทำกิจกรรม แนนได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ทำให้แนนมีความสุขด้วยเช่นกัน "...

   น้องชินวิทย์ โสดี (ชิน)..หนุ่มสมาร์ท ยิ้มบาดใจ ยืนสูงเด่น ซ้ายมือคนที่สองแถวหลังเล่าถึง จิตอาสาในโรงพยาบาล..ประสบการณ์ที่แตกต่าง ว่า...

       " เดิมทีผมเป็นคนชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว คือ ไวโอลิน ผมจะมองโลกในแง่ดีเสมอ ทำทุกอย่างด้วยใจและรอยยิ้ม ก่อนที่ผมจะเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาล ผมเคยเล่นดนตรีเปิดหมวกหาทุนให้เด็กกำพร้า ช่วยมูลนิธิจัดงานต่างๆ แต่สำหรับกิจกรรมที่ไปช่วยเหลือน้องๆที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ได้เรียนรู้จิตวิทยาที่ใช้กับคนป่วย โดยเฉพาะเด็กที่ซึมเศร้าเมื่อเทียบกับเด็กร่าเริงที่การการดูแลจะแตกต่างกันไป ผมจะฝึกตนเองเพื่อปรับตัวให้อยู่กับน้องๆได้อย่างกลมกลืน

        ผมได้อ่านหนังสือให้น้องผู้ป่วยฟัง ได้เล่นกับพวกเขา ช่วยสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับน้องๆ เป็นการเติมสิ่งดีๆแก่ชีวิตของน้องๆและของผมด้วย คือ ทำให้ผมได้พัฒนาระดับจิตใจของตนเอง ให้เป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผิ่อแผ่แก่ผู้อื่น

       ผมอยากบอกเพื่อนๆว่า อย่ากลัวว่า  ความสนุกช่วงชีวิตวัยรุ่นจะหายไป การทำกิจกรรมจิตอาสา ให้ทั้งความสนุกและความสุขทั้งแก่น้องๆผู้ป่วย และตัวเราเอง "....

 

                              ----------------------------------------