วันนี้เราไปช้อปปิ้งกันทั้งบ้าน ซึ่งปกติแล้วช่วงหลังๆจะไม่ค่อยมีวาระเช่นนี้ เนื่องจากลูกๆโตกันแล้ว สามารถอยู่บ้านกันเองได้ ในขณะที่สมัยก่อนเราจะไปไหนไปด้วยกันตลอด

สิ่งที่เคยสังเกตเห็นแล้วรู้สึกเป็นที่ขบขันมากๆก็คือ เด็กๆวัยประมาณ 4-5 ขวบที่ไปช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้านั้น เป็นกระจกสะท้อนพ่อแม่ที่ดีมากๆ อิริยาบถต่างๆที่พ่อแม่มักจะทำจนติดนั้น เราจะได้เห็นในลูกตัวเล็กๆเสมอ เรียกว่าแทบจะเดาได้ว่าเจ้าตัวเล็กๆที่เห็นนั้นเป็นลูกของคนไหน ใครไม่เคยสังเกตลองมองดูนะคะ ลักษณะนี้รู้สึกจะเป็นสากลเสียด้วยเพราะเห็นทั้งในเด็กไทยและเด็กฝรั่ง (ออสเตรเลีย)

สำหรับตัวเอง เวลาไปซื้อของที่พาลูกไปด้วย ก็มักจะพูดคุยกับลูกไปด้วย สมัยพี่วั้นอายุ 5-6 ขวบ เราจะมีร้านผลไม้เจ้าประจำหน้าโรงพยาบาลที่เราไปแวะเลือกหาผลไม้ในฤดูกาลกันแทบทุกวัน จำได้ไม่ลืมเลยว่า เคยโดนพี่วั้นทักว่า "แม่อย่าเพิ่งซื้ออันนี้เลย ยังแพงอยู่ รอให้มีเยอะๆอีกหน่อยค่อยกิน" ตอนนั้นรู้สึกประทับใจลูกมากว่า ช่างคิดจริงๆ มาคิดได้ทีหลังว่า เรามักจะให้เหตุผลลูกไปด้วยนั่นเองเวลาเลือกซื้อผลไม้ในแต่ละครั้ง ทำให้เขาใช้วิธีเดียวกันกับเรา เอามาเตือนเราเอง

มาถึงวันนี้ เวลาเลือกซื้อของที่มีลักษณะคล้ายๆกัน เราก็จะเลือกจากส่วนประกอบย่อยๆ เช่นวันนี้ เราพบว่าน้ำมันหอย 2 ยี่ห้อที่ราคาพอๆกันนั้น ยี่ห้อหนึ่งมีน้ำตาลถึง 12 % ในขณะที่อีกยี่ห้อมีอยู่ 4 % เท่านั้น เรียกว่าตัดสินใจเลือกได้ง่ายมาก เรื่องนี้เรานำไปใช้กับสิ่งของแทบทุกอย่างในชีวิต นั่นคือไม่ยึดติดกับยี่ห้อใดๆ แต่คำนึงถึงคุณภาพที่สมกับราคาตามสมควรแก่กระเป๋าของเรา

เขียนบันทึกนี้เพื่อบอกตัวเองตามชื่อบันทึกค่ะ อยากรู้ว่าตัวเองประพฤติปฏิบัติตนแบบไหน ไม่ต้องดูอื่นไกลเลยค่ะ หันกลับไปมองผลิตผลของเราเองนี่แหละ