ออกจากบ้านหกโมงสิบห้า ถึงไปยัง มอ.หาดใหญ่ แปดโมงสิบหา เลยพอมีเวลาให้หาห้องสอบและยืดเส้นยืดสายก่อนจะสอบ ผมไปสอบ  psu-get ครับ อันนี้ความจริงคือ รู้ตัวว่ายังงัยๆ ก็คงยังไม่ผ่านแน่ๆ แต่เพื่อนแนะนำว่า ให้ไปสอบเพื่อการเรียนรู้ครับ มีทั้งหมดสามทักษะ การอ่าน การฟังและการเขียน สรุปง่ายๆ ว่าที่แย่ที่สุดคงเป็นการฟังครับ แล้วก็แย่พอๆ กันคือการเขียน ส่วนที่น่าจะพอดูได้หน่อยคือการอ่าน ซึ่งก็มียกเว้นที่แกรมม่า

สอบเสร็จก็มีหลายคนคุยว่า คงต้องสมัครอบรมพิเศษ เพื่อให้สอบผ่านสักที (หลายคนสอบหลายครั้งแล้ว แต่สำหรับผม ครั้งนี้ครั้งแรก) ทีแรก (ก่อนไปสอบวันนี้) ผมก็คิดว่าจะไปติวเข้มภาษาอังกฤษสักหน่อยเหมือนกันครับ  แต่หลังสอบแล้วสรุปได้ว่า การอบรม การติวน่าจะไม่ได้ช่วยอะไรผมมากนัก เพราะที่สำคัญน่าจะเป็นที่ความพยายามในการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะของตัวเองมากกว่า อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนก็พร้อมแล้วครับ

ขออนุญาตเล่าบรรยากาศการสอบ ประสานคนที่ได้ A วิชาภาษาอังกฤษสมัยมัธยมมาโดยตลอดครับ (ฮิฮิ ไม่ได้เรียนเก่งครับ แต่บังเอิญประจบอาจารย์เก่ง ฮา) การสอบทักษะการอ่านคงเป็นทักษะที่ผมคิดว่าทำได้หน่อยครับ อย่างน้อยก็อ่านรู้เรื่องละ แค่ว่าจะรู้เรื่องเหมือนที่เขาตั้งใจจะเขียนหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบ ประมาณคะแนนเบื้องต้นว่า น่าจะได้สักสี่สิบเปอร์เซนต์ (ฮาฮาฮา นี่ขนาดเก่งแล้วนะเนี๊ยะ อย่าไปเครียดกับมัน) ส่วนทักษะการฟัง อันนี้ที่ฟังเข้าใจคือ ตอนเขาอ่านคำสั่ง และคำถามเท่านั้นเอง บทสนทนาฟังไม่ออกเลย ดังนั้นเดาเสียเยอะ  ฮือ ทำไมบทสนทนาไม่พูดเหมือนกับตอนที่อธิบายคำสั่ง จะได้พอฟังออกบ้าง ฮาฮาฮา นั่งสอบทักษะนี้นึกถึงสองเรื่องครับ เรื่องแรกคือแผ่นซีดีที่พี่ภรรยาให้ยืมมาฟัง แบบเดียวกันเลย แต่เปิดฟังได้ไม่ถึงสิบนาที (จากทั้งหมดสี่แผ่น ฮาฮา) ถ้าฟังบ่อย คงคุ้นชินบ้างน่า อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ การคุยกับ ศ.เวดเมน ท่านนี้ตอนคุยต่อหน้า ฟังรู้เรื่องบ้าง แต่พอคุยผ่านอินเตอร์เน็ท ฟังไม่ออกเลย ฮือฮือ

ส่วนทักษะการเขียน อันนี้สอบไปตลกตัวเองไปครับ เดิมทีตั้งใจจะไม่สอบ (เพราะรู้ตัวว่า เป็นทักษะที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ฮาฮา) แต่เพื่อนยุให้สอบ  เขียนคำตอบไปยิ้มไปครับ งานเขียนนี้มันน่าจะเรียกว่า เขียนภาษาไทย แต่ใช้ศัพท์อังกฤษมากกว่า ฮาฮา

ระหว่างพักเที่ยงได้แวะไปเยี่ยม ดร.ดลวนะ ด้วยครับ กว่าจะหาที่พักท่านเจอ ขับรถวนระหว่างประตู 108 กับประตู 109 สามสี่รอบ จนกระทั่งคนป่วยต้องลงจากห้องพักมายืนโบกรถข้างถนน ฮิฮิ ดีใจที่เห็นท่านเดินได้ ภาพแรกที่เจอท่านคือ ผอมไปเยอะเลยครับ แต่ใบหน้าที่สดชื่นกว่าตอนอยู่ที่ รพ.ยะลาเยอะครับ อย่างแรกที่ทำคือ ส่งของฝากให้ท่านครับ ถุงแรกฝากมาจาก ดร.ม.ซากีย์ ซึ่งท่านโทรไปหาแจ้งความประสงค์ไว้ และอีกถุงหนึ่งเป็นของฝากจากผมเอง แต่ยังไม่ทันได้คุยอะไรมาก ก็ได้ทราบรายละเอียดว่า ท่านอยากได้ไม้เท้า เพื่อช่วยพยุงเวลาเดิน ซึ่งเมื่อคืน ดร. ม.ซากีย์ บอกว่าจะไปหาซื้อให้ที่มัซกัดยะลา แล้วค่อยฝากมาให้ทีหลัง แต่พอได้รายละเอียด ผมก็อาสาไปหาซื้อให้เลย เพราะเรื่องแบบนี้รู้ดีครับว่าในหาดใหญ่มีขายที่ไหนบ้าง หายไปสิบห้านาที

ผมไปที่ร้านขายอุปกรณ์แขนขาเทียมครับ บอกคนขายว่า ต้องการไม้เท้า แล้วก็เดินไปหยิบเองเลย พอเอามาคนขายก็ถามว่า น่าจะเหมาะนะค่ะ ช่วยพยุงได้ดี น่าจะปรับความสูงให้เหมาะสมหน่อยนะค่ะ ผมอดยิ้มไม่ได้ครับ เลยต้องบอกว่า อันนี้ซื้อฝากคนอื่นครับ ผมใช้คู่นี้ก็พอแล้วครับ ฮิฮิ

ผมรู้สึกถึงมิตรภาพครับ มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมงานที่หายากมากครับ ทุกคนเป็นห่วงเป็นใยและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลังครับ มันยิ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นที่ได้มาร่วมทำงานที่นี่ครับ

หายเร็วๆ นะครับ ดร.