ชาร์ตแบตอย่างไรไม่เสื่อมเร็ว

 

ชาร์จมือถืออย่างไรแบตไม่เสื่อม

ในสมันก่อนที่เรายังไม่มีมือถือใช้กันนั้น การจะติดต่อกับคนที่อยู่ภายนอกอาคารสำนักงานหรือบ้านเรือนนั้นเป็นไปค่อนข้างลำบาก ต้องรอให้เขาเหล่านั้นใช้โทรศัพท์สาธารณะติดต่อเข้ามานั่นแหละจึงได้รู้เรื่องกัน

แต่เดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์ที่เรียกกันว่า โทรศัพท์มือถือ เข้ามาในชีวิต ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกรวดเร็วขึ้นมาก เพียงแค่พกเจ้าเครื่องที่ว่านี้ไว้กับตัวและเปิดไว้ตลอดเวลา (ยกเว้นเวลานอน) ก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้แล้ว

แต่เราหลีกเลี่ยงความจริงข้อหนึ่งไม่ได้ว่า อุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีเหล่านี้ ต้องอาศัยกำลังไฟจากแบตเตอรี่ ซึ่งก็อยู่กับเราได้ไม่นานก็หมด ต้องเติมไฟหรื่อที่เรียกทับศัพท์กันว่า ชาร์จแบต เพื่อให้มีกำลังไฟอยู่ตลอดเวลา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า มือถือนั้น จะต้องรองรับการติดต่อจากคนรู้จักของเราไม่มากก็น้อย และคนที่โทร.เข้ามาหาเรา ก็ไม่ได้มีญาณวิเศษรับรู้ว่า ขณะนี้เรากำลังชาร์จแบตอยู่ จะได้ไม่โทร.ดังนั้น เรามารู้จักวิธีชาร์จแบตโดยแบตไม่เจ๊งเร็วกันดีกว่า

การชาร์จแบตนั้น ทางที่ดีควรจะเหลือเส้นทแสดงกำลังไฟในเครื่องเพียง 1 ขีดเท่านั้น และไม่ควรดึงสายเข้าออกขณะชาร์จแบต เพราะเมื่อชาร์จไปได้พักหนึ่งแล้วดึงสายออก พอเสียบสายเข้าไปใหม่ มันจะเกิดการต่อต้านกันเองระหว่างไฟที่วิ่งเข้าไปกับไฟที่อยู่ในก้อนแบต ซึ่งนี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเสื่อมเร็ว ถ้าเวลาคนโทร.เข้าขณะชาร์จแบตก็กดรับได้เลย แต่ไม่ควรพูดนานเกิน 10 นาที

เพียงเท่านี้ก็สามรถชาร์จแบตได้โดยแบตไม่เสื่อมเร็วแล้วครับ

หมายเหตุ : ปัจจุบันนี้แบตมือถือรุ่นใหม่สามารถชาร์จได้โดยไม่ต้องรอให้เส้นแสดงกำลังไฟเหลือเพียงขีดเดียวแล้ว

วิธีสังเกตอาการแบตเสื่อมเบื้องต้น (เหมือนกันทั้งแบตรุ่นเก่าและรุ่นใหม่)

-เมื่อชาร์จไฟเต็มและใช้แล้วจะพบว่า ไฟหมดเร็วขึ้น เช่น จาก 3 วัน จะลดลงเหลือ 2 วัน และจะลดลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้งานมากขึ้น หรือ

-เมื่อเสียบสายชาร์จแบต เส้นแสดงกำลังไฟจะเต็มทันที แทนที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเหมือนก่อน และพอดึงสายชาร์จออกและพูดแค่เพียงครั้งเดียว เส้นแสดงกำลังไฟจะเหลือขีดเดียวทันที