
จริงอยู่ ดูผิวเผิน ผมอาจมีโอกาสได้เดินทางไปราชการบ่อยครั้งอย่างน่าอิจฉา
แต่พอเข้ามาจับเข่าคุยกันแบบคลุกวงในแล้วจะเห็นได้ชัดว่า “มันไม่ใช่อย่างที่คิด”
เพราะการไปราชการในแต่ละครั้งนั้น
น้อยนักที่ผมจะมีโอกาสได้เดินทางไปราชการในเมืองใหญ่
ได้ทิ้งตัวนอนบนฟูกนุ่มๆ ในโรงแรม
ได้เดินทอดน่องบนห้างสรรพสินค้าที่ละลานตาทั้งผู้คนและสินค้า
เพราะส่วนใหญ่นั้น
ผมมักเดินทางไปสู่หมู่บ้านต่างๆ เสียทั้งหมด
ภาวะการณ์เช่นนั้น
ผมไม่เคยรู้สึกว่า ..เป็นความอาภัพแห่งการเดินทาง
ตรงกันข้าม
ผมกลับรู้สึกเสมอว่า ..เป็นความรื่นรมย์ของชีวิต
และการเดินทางในห้วงบรรยากาศเช่นนั้น
ก็เป็นประหนึ่งการให้ของขวัญสำหรับตัวเองด้วยเช่นกัน

ผมเชื่อและศรัทธาเสมอมาว่า
ไม่มีที่ใดที่ไร้ซึ่งเรื่องราวอันน่าฟัง
และเรื่องราวที่ว่านั้น
ก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง
โดยไม่จำเป็นต้องชั่งวัด หรือแยกแยะชนชั้นวรรณะด้วยความล้าหลังและความศิวิไลซ์
แน่ล่ะ....
ไม่มีที่ใดที่ไร้ซึ่งเรื่องราวอันน่าฟัง
และไม่มีเรื่องราวใดที่ไร้ซึ่งคุณค่าในตัวของมันเอง
เพราะทุกเรื่องราว
ก็มีเหตุผลแห่งการก่อเกิดและดำรงอยู่ในบริบทของมันเอง
ขึ้นอยู่กับว่า...
ใจของคนเรา
รักและปรารถนาสัมผัสใดในเรื่องนั้นๆ...
รักและให้เกียรติพื้นที่แห่งชีวิตนั้น
มาก-น้อย แค่ไหน....
เท่านั้นเอง
....
๒๘ มีนา ๕๒
หมู่บ้านแห่งหนึ่งริมชี..
มหาสารคาม
ภาพโดย เจ้านุ้ย...
เห็นด้วยค่ะ อาจารย์ ทุกเรื่องน่าฟังและเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง
ทุกเรื่องมีสิ่งดีดีซ่อนเร้นอยู่...หากเราลองตั้งใจค้นหานะคะ
สวัสดีคะอาจารย์พนัส
ทุกที่ที่เดินทางไปมีความสำคัญตามบริบท มีเรื่องราวที่น่าศึกษาและติดตามนะคะ
อาจารย์มีโอกาสที่ดีมากกว่าอีกหลายคนที่ยังไม่เคยได้ไปราชการต่างจังหวัดนะคะ
อาจารย์ยังนำความรู้ ประสบการณ์มาถ่ายทอดต่อ เป็นสิ่งดีแล้วคะ ขอชื่นชมนะคะ
ทุกสิ่งที่เกิด ที่มี ล้วนบอกเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปได้ดี ถ้ามีเวลาได้สัมผัสค่ะ
สวัสดีคะคุณ แผ่นดิน
เพิ่งปิดค่ายที่เขาใหญ่มาคะ ไม่อยากพักค้างที่นั่น เพราะเช้ามีธุระด่วนใน กทม.
ตามเข้ามาอ่านและตอบคุณคะ
ครั้งแรกคิดว่าคุณจะโกรธรัศมีเสียอีก
รัศมีเป็นคนพูดตรงๆ หวานกับใครไม่เป็น ยอใครก็ไม่เป็น
เห็นอย่างไรก็แนะนำไปตามนั้นคะ
ขอบคุณคะที่คุณยินดีรับคำแนะนำจากรัศมีในการเขียนบันทึก
และขอบคุณเป็นพิเศษคะสำหรับคำคำนี้ที่คุณให้มา
"ไม่มีที่ใดในโลก
ที่ความคิดถึง..
เดินทางไปไม่ถึง"
ขอบคุณอีกครั้งคะ
สวัสดีค่ะ คุณแผ่นดิน
ในความคิดของแป๋มแล้ว
คุณต่างหากที่เป็นผู้ที่น่าอิจฉา
อิจฉาที่ได้ไปสัมผัสกับดินแดน
ที่ไร้มารยาแต่มากด้วยคุณค่า
แห่งจิตใจ..ที่ทุกผู้...ทุกคน...
ต่างแสวงหา..ยามที่เรา..ท้อแท้..
กับการสวมหน้ากาก...หัวโขน...
ที่ที่มีแต่ความสุข..รอยยิ้ม..น้ำตา..
ที่กลั่นจากใจ..หาใช่การเสแสร้ง...
แกล้งทำไป...เพื่ออะไร..ก็ตามแต่
คุณโชคดีมากๆค่ะในสายตาของแป๋ม....
แวะเข้ามาอ่านก็แค่บทรำพึงรำพันกับตัวเองบทหนึ่ง
บอกความในใจกับเรื่องราวการเดินทาง
เหมือนน้อยใจแกนๆ
เหมือนบ่นกับลมหายใจ
เพียงยามที่มีเวลาว่างจึงมาขีดเขียน
เขียนเพื่อให้มีข้อเขียนเติมขึ้นอีกหนึ่งวัน
ก็แค่นั้น..
สาระก็คง...ไม่มีมากพอให้สรรเสริญเยินยอเกินเหตุ
สวัสดีครับ . ♥.paula ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ...
บันทึกนี้เป็นบันทึกประจำวันสั้นๆ ..เพื่อเตือนความจำเกี่ยวกับการเดินทางของชีวิตครับ..เสมือนอนุทิน แต่ไม่ได้บันทึกในรูปของอนุทิน
หมู่บ้านแห่งนี้ มีความน่าสนใจมาก โดยเฉพาะวิถีการจับปลาในลุ่มแม่น้ำชี...เรียกได้ว่า เป็นชาวประมง (น้ำจืด) โดยแท้ กำลังคิดอยู่ว่า จะพานิสิตลงพื้นที่ไปเรียนรู้และสัมผัสถึงกระบวนการจับปลาในแบบฉบับของชาวบ้านห้วยชัน...
ก็คงได้เขียนถึงบ้านห้วยชันอีกเป็นแน่ครับ...
ขอบคุณครับ.
ขอบคุณในมิตรภาพอันแสนงามอย่างมีไมตรีจิต
สวัสดีครับ... add
ผมโชคดีมากที่ได้ไปเยือนหมู่บ้านนี้อีกรอบ.. ซึ่งเดิมทีคิดว่าคงไม่ได้ไปเยือนเร็วถึงปานนี้
เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ผมกำลังคิดว่า มีเรื่องราวอันมากมายที่ชวนให้นิสิตได้ไปค้นหาและร่วมเรียนรู้กับชุมชน..
รวมถึงประเด็นการจัดการกับภัยน้ำท่วม..ด้วยเหมือนกัน
และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของที่มาในวาทกรรมที่ผมใช้ว่า ไม่มีที่ใดที่ไร้ซึ่งเรื่องราวอันน่าฟัง
สวัสดีครับ อ.ศรีกมล
ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางไกลจากทะเลร่วมกับสมาชิกในองค์กรร่วม 122 ชีวิต เป็นการไปสัมมนาและพักผ่อนไปในตัว
กิจกรรมในครั้งนี้ มีหลายอย่างที่นำมาเป็นกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งจากการสอบถามจาก เจ้าหน้าที่ก็ทราบว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับทุกคน และก็เป็นที่น่ายินดีที่ทุกคนมีความสุขกับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ และเริ่มที่จะซึมซับกับกระบวนการชีวิตและการทำงานในมุมมองใหม่ๆ แต่ผมก็ยังต้องใช้เวลาอีกมากโขในการชวนทีมงานร่วมคิดและร่วมสร้างสิ่งใหม่ๆ รวมถึงต่อยอดสิ่งดีๆ อย่างจริงจังและจริงใจ
....
ขอบคุณในข้อแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ในบันทึกนี้นะครับ
ทุกอย่างมีคุณค่าในตัวเองเสมอ...
เสมือนการย้ำคิดว่า ในความเหมือนมีความต่าง และในความต่างมีความเหมือนดีๆ นั่นเอง
ขอบคุณมากๆ ...กับสาระดีๆ และถ้อยคำแห่งน้ำใจอันใสงามนี้นะครับ
ลืมไปครับ ตอนนี้ผมก็อยู่ระหว่างริมทางสายหนึ่งของการเดินทางอีกครั้งของชีวิต
สวัสดีครับ พี่ประกาย
ผมเพิ่งกลับจากระยอง- มาถึงตอนตีสองเศษๆ พักเล็กน้อยก็เดินทางมาร้อยเอ็ดและตัดตรงเข้ากาฬสินธุ์ พอดีรถมีปัญหาเล็กน้อยจึงแวะตรวจเช็คให้แน่ใจ พลอยได้โฮกาสใช้เน็ตในห้องรับแขกของศูนย์บริการ
ในช่วงที่ไปทะเลนั้น เหงาเอามากๆ เลยครับ คิดถึงทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาจับจิตจับใจ แต่ก็พยายามนำพาตัวเองออกจากห้องหับอันแคบๆ มาสู่ทิวสน-หาดทราย-สายลมและท้องทะเล เพื่อสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์ใหม่ๆ
จึงได้สัมผัสว่า ทุกอย่างมีความงดงามในตัวเองเสมอ เพียงแต่ว่า จิตใจของเราจะเปิดกว้างพอที่จะเสพสัมผัสกี่มากน้อย ผมเองก็ติดยึดกับชีวิตแบบลูกทุ่งๆ อีสานๆ มามากจนเสียนิสัย พลอยให้จมดิ่งอยู่กับฉากชีวิตเดิมๆ จนหลงลืมที่จะชื่นชมฉากชีวิตใหม่ๆ บริบทใหม่ๆ..
และนั่นคือ สิ่งหนึ่งที่กำลังจัดการกับการเรียนรู้ของตัวเอง-ครับ
สวัสดีครับSila Phu-Chaya
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมพร้อมภาพชีวิตที่อบอุ่นและเรียบงามในอาณาเขตแห่งมิตรภาพที่ฉายเด่นในภาพนั้นๆ นะครับ
ผมเป็นคนประเภทเดินทางไม่รู้จบ-ไม่รู้เบื่อ และขณะที่เดินทาง จะมีจินตนาการคิดโน่นคิดนี่เสมอ คิดอยากทำอะไรๆ อยู่ตลอดเวลา บางทีก็แต่งกลอนสั้นๆ ไปในใจ จำเอาไว้แล้วค่อยเขียนลงในสมุดบันทึก
ในปีที่ผ่านมา โดยปกติผมจะเขียนบันทึกค่อนข้างบ่อย ไปพบเจออะไรก็เก็บมาบันทึกช่วยจำลงในบล็อก ทั้งชีวิตส่วนตัวและโลกแห่งการงานของตัวเอง แต่ตกฟากปีนี้ เวลาจำกัดเอามากๆ จึงไม่ค่อยได้บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของตนเองเหมือนที่เคยมา จึงได้แต่เขียนเป็นเสมือนลำนำสั้นๆ ไว้เตือนความจำว่าวันนั้น วันนี้ไปพบเจออะไรมา เน้นให้ภาพได้เล่าเรื่องราวของมันเอง เมื่อมีโอกาสค่อยขยายเป็นเรื่องเป็นราวต่อไป
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ.นิตยา จรัสแสง
ทุกสิ่งที่เกิด ที่มี ล้วนบอกเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปได้ดี ถ้ามีเวลาได้สัมผัส
...
เห็นด้วยกับถ้อยคำข้างต้นนะครับ ทุกสิ่งย่อมมีคุณค่าในตัวเอง และย่อมมีวิธีของการสื่อสารด้วยวิถีของมันเอง เฉกเช่นดอกไม้ที่บานในแต่ละฤดูกาลอันแตกต่างกัน ก็ย่อมหมายถึงการเลือกที่จะสื่อสารความเป็นตัวตนของตัวเองด้วยวิธีของตัวเอง...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..รัศมี จันทรรัตน์
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ..
ผมเองก็เพิ่งมีโอกาสเข้าบล็อก หลังจาก็เดินทางต่อเนื่องมาหลายวัน เดี๋ยวสักครู่คงได้แวะไปเยี่ยมนะครับ
บอกตามตรงเลยนะครับ..ผมเป็นคนตรง แต่ก็เต็มไปด้วยความเกรงใจ และปฏิเสธอะไรๆ ไม่เก่ง..
ซึ่งส่วนตัวเป็นคนชอบคนพูดตรงมากๆ กรณีที่ให้คำแนะนำผมในเรื่องเขียนบันทึกนั้นผมน้อมรับและรับฟังเสมอ พร้อมๆ กับการเก็บมาคิดและปรับปรุงตัวเองด้วยเช่นกัน
เคยมีคนพูดถึงสไตล์การเขียนของผมเหมือนกัน..ว่า "ยาว" ...เกินไป
และเป็นการเขียนเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ..ไม่โฟกัสประเด็นปลักให้ชัด ซึ่งประเด็นเหล่านี้ เป็นความจริงที่ผมไม่อาจโต้แย้งได้ และตระหนักว่าเป็นจุดด้อยและจุดเด่นของผมเอง
ขณะเดียวกัน..หลายคนก็บอกมาเช่นกันว่า ผมเขียนสไตล์นี้แหละดีแล้ว เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว..
แต่ทั้งปวงนั้น ผมก็ได้แต่ย้ำกับตัวเองว่า "ทำให้ดีที่สุด...พยายามปรับแต่งให้ดีที่สุด"
ขอบคุณมากครับ...
ผมชื่นชมและขอน้อมรับไมตรีจิตนั้นอย่างจริงใจครับ
มาเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิตด้วยคน
"ไม่มีที่ใดที่ไร้ซึ่งเรื่องราวอันน่าฟัง" มันขึ้นอยู่กับคนคิดล้วนๆ เลยค่ะ อาจจะไม่ทุกคนที่คิด แต่อย่างน้อยมีคนที่คิด... เรื่องราวอันน่าฟัง... จึงได้ถ่ายทอดให้เราอ่านอยู่นี่เอง
^__^
สวัสดีครับ..ครูแป๋ม
ยังไม่ได้ไปเยี่ยมเลยนะครับ เพิ่งกลับจากการเดินทางในหลายๆ ที่ ..
ตอนนี้คุยกับเพื่อนชีวิตกันถี่ขึ้น สาระหลักๆ คือการกลับไปปักหลักและเริ่มต้นชีวิตที่บ้านเกิดของผม ไปเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ..แต่ก็พยายามรอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอนาคตของสองหนุ่ม ก็เป็นตัวกำหนดทิศทางของเราเหมือนกัน
แต่แน่นอนแล้วก็คือ การกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดของผมเอง...ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ
สวัสดีครับ อ.เสียงเล็กๆ
แวะเข้ามาอ่านก็แค่บทรำพึงรำพันกับตัวเองบทหนึ่ง
บอกความในใจกับเรื่องราวการเดินทาง
เหมือนน้อยใจแกนๆ
เหมือนบ่นกับลมหายใจ
เพียงยามที่มีเวลาว่างจึงมาขีดเขียน
เขียนเพื่อให้มีข้อเขียนเติมขึ้นอีกหนึ่งวัน
ก็แค่นั้น..
สาระก็คง...ไม่มีมากพอให้สรรเสริญเยินยอเกินเหตุ
....
ขอบคุณทัศนะข้างต้นนี้นะครับ และผมก็คงไม่ปฏิเสธ หรือแย้งขัดกับทัศนะที่ชี้แนะข้างต้นนั้น
เพียงแต่อยากจะขออนุญาตบอกเล่าให้เข้าใจสักเล็กน้อยด้วยน้ำใสใจจริงบนแนวคิดมิตรภาพของการเสนอแนะที่ โกทูโน บ่มสอนต่อผมเรื่อยมา ว่า แบ่งปันอย่างมีมิตรภาพ และในมิตรภาพนั้นก็คือ การสร้างสรรค์ หาใช่กดทับให้มวลมิ่งมิตรทุกข์ท้อกับจังหวะของตัวเอง
ผมเขียนบันทึกนี้ ด้วยเจตนาการแปลงบันทึกให้อยู่ในรูป "อนุทิน" ในแบบฉบับของตัวเอง เขียนเพื่อย้ำเตือนตัวเองเป็นหลัก และพยายามทิ้งมุมคิดไว้เตือนตัวเองว่า วันนั้นผมพบเจอกับภาพชีวิต หรือฉากชีวิตอีกมุมหนึ่งของสังคม ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมือง และภาพที่พบเจอนั้น ไม่อาจนำมาประเมินค่าด้วยยุคสมัย หรือเครื่องมือของความศิวิไลซ์ใดๆ ได้ และนั่นก็หมายถึงว่า วิถีชีวิตเช่นนั้น มีคุณค่าในตัวตนของมันเอง และเลือกที่จะให้ภาพเป็นตัวอธิบายเรื่องราวของมันเอง
โดยปกติผมเป็นคนที่เขียนเรื่องค่อนข้างยาว..ไม่เด่นในทางแนวคิด แต่เน้นในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการเป็นที่ตั้ง
การเขียนในแต่ละครั้ง จึงออกแนวรำพึงรำพัน-พร่ำบ่นกับตัวเอง และปิดท้ายด้วย "ความสุข" เสมอ
ถ้าใครอ่านบันทึกผมมาตั้งแต่แรกเริ่มจะเข้าใจในสไตล์เช่นนั้นของผมดี และเข้าใจในวิถีการเดินทางของชีวิตผมอย่างไม่กังขา เพราะไม่ว่าในบล็อก หรือตัวจริง ผมก็เปิดเปลือยเสมอมา ไม่มีเสแสร้งแกล้งสร้างกระแสใดๆ...
บางที, การเขียนแบบไร้สาระบ้าง ก็ถือเป็นการผ่อนคลายอันดีของชีวิต ขอเพียงเรื่องอันไร้สาระนั้น ไม่โบยดีใคร ก็ถือว่าเป็นสิ่งอันดีงามแล้วสำหรับการเขียน
การเขียนไม่จำเป็นต้องให้ผู้อ่านเห็นด้วยกับมุมที่เราเสนอ เพราะผู้อ่านย่อมมีสิทธิ์ในการ "เสพ" และ "ตีความ" ไปตามต้นทุนอันเป็นศักยภาพของแต่ละคน
และการเขียนของผม ก็เขียนขึ้นเพื่อรับใช้ตัวเองเป็นหลัก ส่วนดอกผลที่มีน้อยนิดต่อสังคมนั้น เป็นบุญวาสนาของผมโดยแท้ และผมก็เขียนทุกอย่างเพราะ "ใจ" อยากเขียน เขียนเพื่อรับใจจิตวิญญาณบางอย่างของตัวเอง เขียนเพื่อความทรงจำบางเรื่องที่ดีงาม หาใช่เขียนขึ้นมาเพื่อ "สถาปนา" ตัวเองให้ดูดี หรือแม้แต่เขียนเพื่อเร่ขายให้ผู้อ่านประดับประดาด้วยคำชื่นชมใดๆ...
นั่นคือ..ความจริง และความจริงใจที่ผมขออนุญาตบอกกล่าวไว้ในที่นี้..
ผมคงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ นอกจาก ขอบคุณ โกทูโน..พื้นที่คุณภาพที่สอนให้ผมเห็นมิตรภาพและการแบ่งปันอย่างอาทร ส่งเสริม..มิใช่วิพากษ์โดยไม่คิดคำนึงถึงตัวตนของผู้เขียน ...
ผมเองเคยอ่านเรื่องอกหัก รักๆ ใคร่ๆ ของบล็อกเกอร์หลายคน ผมชื่นชม เห็นใจและเข้าใจ ถึงแม้เรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องราวที่เดินสวนทางกับแนวคิดของการเกิดขึ้นของ โกทูโน...แต่เพราะผมเชื่อว่า ทุกๆ เรื่องมีคุณค่าในตัวของมันเอง ผมจึงน้อมรับและเปิดใจฟัง พร้อมๆ กับการเก็บเกี่ยวมาสู่ตัวเอง รวมถึงส่งใจและให้กำลังใจ
ขอบคุณ อ.เสียงเล็กๆ ..มากๆ นะครับ..
ผมน้อมรับ และจะเก็บมาปรับปรุงตัวเองในทุกๆ คำแนะนำที่ให้มา
ขอบคุณอีกครั้งครับ...
ขอบคุณด้วยใจจริง
สวัสดีครับ IS
ไม่เจอกันนานมาก-สบายดีนะครับ
ไม่ว่าจังหวะใดของชีวิต และไม่ว่าที่ใดที่ผมเดินทางไปพบเจอ ผมก็เชื่อและศรัทธาอย่างไม่เคลือบแคลงว่า ไม่มีที่ใดที่ไร้ซึ่งเรื่องราวอันน่าฟัง
...
ขอบคุณครับ