การเดินทางไปเที่ยวด้วยตนเองทั้งครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆไปด้วย ต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างมาก การกำหนดระยะเวลาทำได้ยาก อาหารการกิน ห้องน้ำ ที่พักต้องเตรียมความพร้อมให้ดี และที่สำคัญเตรียมใจที่ต้องอดทนกับความเหน็ดเหนื่อยและความหงุดหงิดที่ไม่ได้ตามที่ใจคิด แต่หากทำได้ผลที่ได้กลับมาคือความสุขใจของคนทั้งครอบครัว

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2551 ของสัปดาห์ที่ 42 ผมก็ผ่านพ้นการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรไปได้ตั้งแต่ช่วง 09.30-10.30 น. แต่ผลสอบจะผ่านหรือไม่ก็ต้องรอลุ้นในวันที่ 26 มิถุนายนว่าใบที่ผมได้รับจะเป็นใบปริญญาบัตรมหาบัณฑิตหรือเป็นแค่ใบรับรองว่าได้ผ่านการเข้าเรียนจนครบหลักสูตร กลับถึงบ้านเตรียมเอกสารการเดินทางพร้อมเป้สะพายหลังและสัมภาระ อาหารการกินพากันออกจากบ้านพักตั้งแต่ 11.20 น. จุดหมายปลายทางคือเที่ยวสวิสด้วยบัตรโดยสารรถไฟอินเตอเรลโกลบอลพาส

นั่งรถไฟสายบรัสเซลล์นอร์ด-ลักเซมเบิร์ก เที่ยว 11.50 น.เกือบไม่ทัน ต้องรีบวิ่งกันเลย ขณะนั่งรถไฟจากลักเซมเบิร์กเข้าเขตฝรั่งเศสมีตำรวจมาขอตรวจพาสปอร์ต รถไฟผ่านฝรั่งเศสจนถึงเมืองสุดท้ายคือเซนต์หลุยส์ (St. Louise) เข้าไปในดินแดนสวิสที่เมืองบาเซล ลงที่สถานีบาเซิล เอสเอ็นซีเอฟ (Basel SNCF) ตอน 19:55 น.ลงจากรถไฟแล้วผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รีบไปยังสถานีรถไฟของสวิสที่อยู่ไม่ไกลกันนักคือบาเซิล เอสบีบี (Basel SBB)

ขึ้นรถไฟตอน 20:01 น. กินข้าวเหนียวไก่ทอดบนรถไฟ นั่งชมทิวทัศน์เทือกเขายามอาทิตย์ใกล้อัสดง ระย 39 กม. ถึงเมืองOlten อีก 67 กม. ถึงBern อีก 31 กม.ถึงThun อีก15 กม.ถึงSpiez ต่อไป17 กม. ถึงInterlaken west และอีก 2 กม. ถึงInterlaken Ost ตอน 21:55 น.

เดินจากสถานีรถไฟไปตามถนนริมน้ำ ผ่านโรงแรมหลายแห่งสวยงามยามต้องแสงไฟ เดินเลี้ยวซ้ายผ่านอาคารต่างๆที่ปิดร้านยามค่ำคืน แล้วก็ถึงโรงแรมฟันนี่ฟาร์ม (Funny Farm Hostel) อยู่ด้านหลังโรงแรมใหญ่ในเครือเดียวกัน สภาพโรงแรมเหมือนโรงนา สภาพแย่มากๆ เก่า ไม่สะอาด ผ้าห่มผืนบางๆ 2 ผืน มีลานเบียร์ติดอยู่ข้างๆ มีผู้คนมาดื่มกินร้องเพลงกันดัง หน้าต่างก็ไม่มีม่าน ห้องน้ำห้องอาบน้ำอยู่ชั้นล่างใช้รวมกันกับลานเบียร์ ผ้าเช็ดตัวไม่มีให้ ต้องไปเช่าผ้าเช็ดตัวราคา 5 ฟรังค์จากโรงแรมด้านหน้า เตียงสองชั้น 2 เตียง สภาพแย่กว่าโรงแรมที่ไปนอนที่โปรตุเกสอีก ราคา 13 ยูโร จองกระชั้นชิด ทางเลือกน้อยและได้ข้อคิดว่าถ้าถูกมากไปก็จะไม่ดีเพราะสวิสขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงมาก

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2551 ตื่น 6.30 น. หลับไม่ดีนักเพราะเสียงดังจากลานเบียร์ อาบน้ำแล้วกินข้าวเหนียวไก่ทอดที่เตรียมมาด้วย ออกจากโรงแรมตอน 8 โมงเช้า เดินชมเมืองอินเตอร์ลาเคน เมืองเล็กๆเงียบสงบ เป็นที่ราบเชิงเขาอยู่ใต้เมืองลูเซิร์นในรัฐเบิร์น เป็นเมืองที่ถูกขนาบข้างด้วยทะเลสาบเบรียนเซอเซ่และธุนเนอร์เซ่ จึงเรียกว่าอินเตอร์ลาเคน (อินเตอร์คือระหว่าง ลาเคนก็คือLake หรือทะเลสาบ) มีฉากหลังของเมืองเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป (Top of Europe) คือเขายุงเฟรา ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,454 เมตร ไม่ใช่เมืองช้อปปิ้ง แต่เป็นเมืองสงบสำหรับคนที่ต้องการมาหาความสุขจากธรรมชาติที่มีทั้งทิวเขาหิมะและทะเลสาบ เราเดินชมเมืองไปตามถนนสายหลักที่มีทั้งโรงแรมและบ้านเรือนหลังเล็กๆ อาคารส่วนใหญ่ไม่เกินสามชั้น ฟ้าใส ไม่มีฝน แดดเริ่มจ้า นักท่องเที่ยวไม่หนาตานัก ร้านขายของที่ระลึกอยู่เป็นระยะตามถนนแต่สนนราคาค่อนข้างแพง จึงได้แต่ดูไม่ได้ซื้อ

10.05 น. นั่งรถไฟขึ้นเขาไปเมืองกรินเดอวาลด์ (Grinderwald) ต้องนั่งรถไฟท่อนหลังเพราะท่อนหน้าจะแยกไปอีกเมืองหนึ่งคือเลาเทอร์บรุนเน่นเมื่อผ่านไปที่สถานีต่อไป มองเห็นทิวทัศน์บนเขาที่มีใบไม้เขียวชอุ่ม มีธารน้ำแข็งสีขาวๆเป็นสาย บ้านหลังเล็กๆเรียงรายเป็นระยะอยู่ริมเขาสวยงาม 10.39  ถึงกรินเดอวาลด์ เดินเล่นชมเมือง เมืองเล็กๆ บ้านเรือนหลังเล็กๆบนเขา ผู้คนไม่พลุกพล่าน เป็นเหมือนเมืองชนบททั่วไปในไทย แต่ที่ต่างกันคือเขามีห้างสรรพสินค้า มีรถโดยสาร มีประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ เครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆได้โดยไม่ต้องดิ้นรนเข้าไปอยู่กันหนาแน่นแออัดในเมืองใหญ่ เดินได้สักพักลูกๆก็เริ่มเบื่อเพราะคงจะชินกับวิถีชีวิตแบบชนบทและธรรมชาติอยู่แล้วเพราะเกิดและโตมากับชนบทตลอด มีป่าเขาลำเนาไพรและทิวทัศน์จนชินตา ผมเดินไปเบิกเงินที่เอทีเอ็มด้วยบัตรกรุงไทยวีซ่าได้เป็นเงินฟรังค์สวิส ที่สะดวกกว่าการเอาเงินยูโรไปแลกซะอีก แต่ถ้าจะใช้เงินยูโรซื้อของก็ได้ แม่ค้าก็จะทอนมาเป็นเงินสวิส เด็กๆร้อนขอทานไอติมและแวะซื้อของที่ระลึก

11.50 ขึ้นรถไฟกลับมาอินเตอร์ลาเคน  รีบไปที่ท่าเรือ12.15 ขึ้นเรือกลจักรไอน้ำSchiffahrt  Berner Oberland จ่ายค่าเรือผู้ใหญ่ 23 ฟรังค์ แคนกับขิมลดครึ่งราคา ส่วนขลุ่ยอายุไม่เกิน 6 ขวบนั่งฟรี เรือลำใหญ่ล่องสายนทีกว้าง เรานั่งด้านข้างเรือมีที่นั่งให้รับลมเย็น ชมทิวทัศน์ของฝั่งน้ำ เรือแล่นเข้าไปสู่ทะเลสาบเบรียนเซอร์เซ่ มี่ถูกโอบล้อมด้วยทิวเขาสูงชันปกคลุมด้วยสีเขียวของใบไม้ เห็นแนวธารน้ำแข็งเป็นทางยาวสีขาวบนยอดเขา ลมพัดเย็นสบาย ไม่ร้อนไม่หนาว แสงอาทิตย์เจิดจ้า บ้านหลังน้อยๆตั้งเรียงรายเป็นกลุ่มที่เชิงเขาริมน้ำทั้งสองข้าง แดดจ้า ฟ้าคราม น้ำใส สายลมเย็น ผมกับภรรยานั่งอิงกันชมทิวทัศน์อย่างมีความสุข

เส้นทางผ่านของเรือมีแจ้งไว้ให้ทราบเป็นระยะๆจาก Interlaken Os ผ่าน Goldwin เวลา12.20 น., ผ่านBonigen เวลา12.30 น., ผ่าน Ringgenberg เวลา12.40 น., ผ่าน Niedemied เวลา12.52 น., ผ่านIseltwald  เวลา13.01 น., ผ่านGiessbach เวลา13.19 น. มีน้ำตกน้ำใสไหลเย็นกระเซ็นเป็นละอองฝอยตกมาจากภูเขาริมทะเลสาบ สวยสดงดงาม น้องแคนรีบไปถ่ายรูป ในขณะที่ขลุ่ยกับขิมต้องลมเย็นเหมือนมนต์มหาระรวยหลับปุ๋ยกันไปแล้ว ผมเองก็เคลิ้มๆไปหลายรอบ รู้สึกผ่อนคลายสบาย เรือผ่าน Brienz Dorf  เวลา13.29 และจอดที่สถานี Brienz Brs

13.35 น. ลงจากเรือขึ้นฝั่งเมืองเบรียนซ์ เมืองเล็กๆริมทะเลสาบที่มีโรงแรมที่พักตั้งเรียงรายมากมายเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศ มีเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจึงเดินไปตามถนนด้านหน้าสถานีรถไฟ ริมทะเลสาบ ชมเมืองที่เป็นบ้านอาคารหลังเล็กๆ มีร้านขายของที่ระลึก ถ่ายรูปกับเกาะกลางถนนที่เป็นเรือเล็กๆมีผู้หญิงและฝีพายนั่งอยู่ เดินไปเรื่อยๆแล้ววกกลับมาทางถนนเล็กๆชิดทะเลสาบ ถ่ายรูปสวยๆที่มีทิวเขาและท้องน้ำเป็นฉากหลัง พักรับลมเย็นใต้ต้นไม้ริม ก่อนเดินกลับสถานีรถไฟ

14.20 น. รถไฟพาไต่รางตามเนินเขาริมทะเลสาบ ผ่านเมืองLungen, Giswil, Sachsein, Sarnen, Hergiswil ข้างหนึ่งเป็นทิวเขาสูง เขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ อีกข้างหนึ่งเป็นทะเลสาบกว้างน้ำใส นั่งชมเพลินจนเคลิ้มหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้จนมาถึงปลายทางที่เมืองลูเซิร์น ลงที่สถานีรถไฟหลัก (Hauptbahnhof) ที่อยู่ติดกับทะเลสาบ ออกจากสถานีรถไฟเดินไปบนสะพานข้ามน้ำแล้วเดินลัดเข้าไปในตัวเมืองไปตามถนนซูริคชตราเช่อเพื่อไปชมอนุสาวรีย์รูปสลักสิงโตหิน (Lion Monument) เป็นรูปสลักที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารรับจ้างชาวสวิส 760 นายที่เสียชีวิตจากการปกป้องพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่พระราชวังตุยเลอรี่ กรุงปารีส ในสงครามปฎิวัติฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1792 เลือกซื้อของที่ระลึกที่ร้านชาวไทย แล้วเดินไปชมอาคารต่างๆในย่านเมืองเก่า มีนักท่องเที่ยวมาก เด็กๆได้ของที่ระลึกแล้วก็ดีใจมีแรงเดินกันไปได้อีกพักใหญ่ ไม่งอแง แวะซื้อผลไม้ที่แผงริมน้ำ

แล้ววกกลับมาเดินข้ามสะพานไม้เก่าคาเพลบรึ๊คเค่อ ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของลูเซิร์น สร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1333 สร้างทอดข้ามแม่น้ำรอยส์ (Reuss) บริเวณริมน้ำมีนกหลายชนิดมาเดินคอยจิกหาปลาเป็นอาหาร จากฝั่งน้ำมองเห็นทิวทัศน์ย่านเมืองเก่าและอาคาสูงด้านตรงข้ามได้ชัดเจน ด้านตรงข้ามมองเห็นเทือกเขาสูงตระหง่าน เป็นยอดเขาแห่งมังกร ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของมังกรคืออามอสและแบร์ธ่า ยอดเขานี้สูง 7,000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ขึ้นเขาได้ด้วยเส้นทางรถไฟที่สูงชันที่สุดในโลกหรือทางกระเช้าเคเบิล เราเดินชมความงามเลาะกลับมาตามริมน้ำจนถึงสถานีรถไฟ แวะห้างสรรพสินค้าที่สถานีรถไฟซื้อเสบียงอาหารเอาไว้ทำอาหารเย็นและเช้าของวันรุ่งขึ้น  

18.00 น. ขึ้นรถไฟกลับที่พัก แต่รถช้าไป 1 ชั่วโมง ต้องเช็คที่สถานีรถไฟตลอดเวลาและลงเปลี่ยนรถที่เมืองเบิร์น อย่างเร่งรีบ รถไฟแล่นผ่านFribourg, Lausanne ชมทะเลสาบยามเย็นเหนือโลซานน์ตอน 20.45 น. อาทิตย์ยังไม่ลับฟ้า ตายังมองเห็นน้ำสีคราม ทิวเขาเขียวที่มองเห็นร่องรอยหิมะเหลือเป็นหย่อมๆ เดินทางถึงเจนีวา (Geneva) ตอน 21.15 น. เริ่มมืดใช้โทรศัทพ์สาธารณะแบบหยอดเหรียญโทรหาคุณหมอภาวินี ที่หมอก้องฝากกุญแจบ้านไว้ให้ ได้กุญแจบ้านแล้ว 4 ทุ่มจึงขึ้นรถราง (Tram) สาย 14 จากสถานีแกร์คอร์นาวัลมาลงที่สถานีบูชิต เดินเข้าไปอีกกว่า 100 เมตรไปยังคอนโดที่พักของหมอก้อง เข้าที่พัก การเดินเที่ยวด้วยสัมภาระรุงรังและแดดจัดทำให้เหนื่อยล้าง่าย หลังสี่ทุ่มแล้วอาบน้ำไม่ได้ เพราะเสียงจะดังรบกวนเพื่อนห้องอื่นๆ เป็นกฎหมายของสวิสเขา กินอาหารค่ำแล้วต้องรีบนอนเลย ไม่มีเวลาเที่ยวเจนีวา

วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2551 รีบตื่นเช้าทานอาหารและออกจากบ้านตั้งแต่ 7.45 น. ขึ้นแทรมสาย 16 ลงที่สถานีแกร์คอร์นาวัล ขึ้นรถไฟตอน 8.10 ไปลงที่เมืองธุน (Thun) ฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อคเกอร์สถานีรถไฟ เดินออกไปทางถนนด้านหน้าสถานีรถไฟ (Bahnhofstrase) ข้ามแม่น้ำ Aussere Aare เดินต่อจนขึ้นไปชมปราสาทและโบสถ์บนยอดเขา แล้วเดินลงมาข้ามแม่น้ำ Innere Adre เดินเลาะริมน้ำไปข้ามสะพานไม้เก่า เดินข้ามฝั่งไปตามถนน Balliz ชมร้านค้า ข้ามสะพานเดินต่อไปที่ลานหน้าศาลาว่าการเมือง เจอคนไทยที่ทำงานอยู่ที่นั่น ได้ถ่ายรูปด้วยกันแล้วเดินกลับมาทางสะพานไม้เก่าอีกสะพาน (Obere Schleuse) น้ำในแม่น้ำใสออกสีฟ้าคราม ไหลแรง มองเห็นปลาตัวเล็กๆแหวกว่ายไปมา ฝูงเป็ดและห่านมาว่ายเล่นน้ำอยู่ แล้วเดินกลับสถานีรถไฟ

ขึ้นรถไฟต่อไปเที่ยวเมืองเบิร์น (Bern) ฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟ เดินเที่ยวเบิร์น ออกจากสถานีรถไฟผ่านโบสถ์ (Church of the Holy Spirit) ไปตามถนนSpatalgasse ชมน้ำพุ Piper’s fountain ผ่าน Duch Tower และ Prison tower ถึง Marktgasse ผ่านหอนาฬิกาประจำเมือง บ้านไอน์สไตน์ ผ่านรัฐสภา แล้วรีบเดินกลับมาที่สถานีรถไฟ

นั่งรถไฟต่อไปทางเมืองบาเซิล ลงที่ Base SBB แล้วเดินหาสถานีBasel SCNF ที่เป็นสถานีรถไฟของฝรั่งเศสตรงช่องที่ 30-35 ไม่ได้ฝากกระเป๋า เดินฝ่าเปลวแดดร้อนออกไปเที่ยวต่อ เดินออกจากสถานีรถไฟทางถนน Aeschengraben นั่งพักใต้ร่มไม้ริมถนนเป็นระยะๆเพราะแดดร้อนและเริ่มเหนื่อยล้า เลี้ยวไปทางถนนAeschenvorstadt เข้าสู่ถนน Steinenberg ผ่านน้ำพุที่ทำเป็นรูปปฏิมากรรมศิลปะต่างๆ ผ่าน Barfusser platz มีคนเยอรมันแต่งตัวเชียร์บอลรวมทั้งคนตุรกีด้วย เดินไปชมโบสถ์แฝดMunster ริมน้ำไรน์ แล้วเดินกลับทาง Elisubethenstrase ผ่านโบสถ์Basel Cathedral สร้างสมัยคริต์ศตวรรษที่ 11-15 โดดเด่นด้วยมุก ระเบียงและหลังคาสีแดง เที่ยวชมผ่านย่านเมืองเก่าจากTinguely Fountain ไปยังMunsterplatz ผ่านCity Hall ที่ Marktplatz สร้างคริสต์ศตวรรษที่ 16-19 ผ่านที่ทำการของรัฐบาลและรัฐสภาแคว้นบาเซิลสตั๊ดท์

ต้องเดินอย่างเร่งรีบมาก เพื่อกลับสถานีรถไฟ ทั้งร้อน ทั้งล้า หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วก็ขึ้นรถไฟกลับเบลเยียม พอขึ้นรถไฟได้ก็งีบหลับกันไปด้วยความอ่อนเพลีย เส้นทางรถไฟจะออกจากบาเซล ผ่านเซนต์หลุยส์ มูลเฮาส์ โคลมาร์ สตราบรูกก์ เมทซ์ ไธอองวิล เข้าสู่ลักเซมเบิร์ก

หลังจากงีบหลับกันได้พักใหญ่ ก็ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นขึ้น เวลาที่ใช้ในการนั่งรถไฟด้วยกันจึงเป็นเวลาที่สามารถใช้สอนหรือแนะนำลูกๆได้ นั่งคุยกันไปสักพัก ลูกๆให้เล่าตอนที่พ่อแม่จีบกัน เล่ายาวอย่างละเอียด เล่าถึงของชำร่วยตอนพ่อกับแม่แต่งงานกันทำเป็นนกคู่หนึ่งอยู่ในรังที่มีไข่ 3 ฟอง เป็นการแสดงเจตจำนงในการวางแผนครอบครัวว่าจะมีลูกสามคน เล่าตอนที่แม่ตั้งท้องลูกๆแต่ละคน การอุ้มท้องถึง 9 เดือนแม่ต้องออดทนอย่างมากก ตอนที่แม่เจ็บท้องคลอดเจ็บปวดทรมานแค่ไหน ตอนลูกป่วย แม่ต้องคอยดูแลอดหลับอดนอน คอยให้นม คอยเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนยา เล่าไปเรื่อยๆน้องขิมกับน้องขลุ่ยก็ตาแดงๆแล้วก็ร้องไห้เข้าไปกอดและหอมแก้มแม่ ถือเป็นการสอนเรื่องความรักของแม่ให้ลูกๆฟังและก็สอนเรื่องความรักของหนุ่มสาวด้วย

การนั่งรถไฟเที่ยวนี้ยาวนานพอควร 5-6 ชั่วโมง ต้องวางแผนเรื่องอาหาร ของกิน น้ำให้ดีและควรมาถึงสถานีรถไฟก่อรนสักครึ่งชั่วโมงจะได้ทีเวลาเตรียมตัว แต่ผมมาขึ้นรถไฟอย่างกระชั้นชิดเร่งรีบทำให้ไม่ได้เตรียมซื้ออาหารมาด้วย น้ำมีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ต้องแบ่งกันดื่มอย่างประหยัด ต้องทนหิวกันจนถึงบรัสเซลล์จึงได้ลงรถไฟไปซื้ออาหารเย็นมาทานกันได้ แล้วรีบขึ้นรถไฟกลับแอนท์เวิปถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน เหนื่อยแต่ก็มีความสุข การไปเที่ยวทั้งครอบครัวโดยที่ต้องดูแลตัวเองทั้งหมด ไม่มีใครบริการ ไม่มีคนนำเที่ยว เราต้องพยายามเตรียมตัว เตรียมใจ กะเวลาเดิน เวลาเที่ยวให้ทันเวลารถไฟ และต้องระวังเรื่องความหงุดหงิดเพราะจะทำลายบรรยากาศการเที่ยวและความสุขของครอบครัวได้

ผมเคยไปเที่ยวสวิสเมื่อตอนหน้าหนาวอ่านที่ http://gotoknow.org/blog/practicallykm/174894 อากาศหนาวมากต้องใส่เสื้อหนาๆ ลองจอน ใส่หมวก สวมถุงมือ หลายพื้นที่มีหิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด แต่ไปคราวนี้เป็นหน้าร้อน แม้จะมีร่องรอยหิมะและธารน้ำแข็งให้เห็นบ้างไกลๆบนทิวเขาสูง แต่ท้องฟ้าก็แจ่มใส มืดช้า เที่ยวได้นาน แต่อากาศก็ร้อนมาก ร้อนจนเหงื่อโซกตัว ต้องใส่หมวกกันแดด แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะหน้าหนาวหรือหน้าร้อน สวิสก็ยังคงงดงามมีมนต์เสน่ห์ให้น่าเที่ยวเสมอ

 

พิเชฐ  บัญญัติ(Phichet Banyati)

บ้านพักโรงพยาบาลบ้านตาก อ.บ้านตาก จ.ตาก

เขียนจากบันทึกลายมือประจำวันที่ 23-25 มิถุนายน 2551

22 มีนาคม 2552