ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสได้เป็นทีมวิทยากรกระบวนการร่วมกับอาจารย์หมอวิจารณ์และอาจารย์ประพนธ์ ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เมื่อวัน พฤ.-ศ. ที่ผ่านมา
ที่บอกว่าโชคดี ก็เพราะด้วยบรรยากาศของ 2 วันนั้น ที่อยู่ท่ามกลาง dialocussion (dialogue ปนๆ discussion เลยไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี) แถมมีคำถาม ความเห็นของผู้บริหารหลายๆท่าน บวกกับ ความเห็นและการ wrap-up ของทั้งอาจารย์ประพนธ์ และอาจารย์วิจารณ์ ทำให้ประเด็นคำพูดหลายๆ คำพูดมันเข้ามาวกวนอยู่ในหัว แม้ว่าเสร็จจาก workshop กลับมาบ้านแล้วก็ยังไม่วาย ตกกลางดึกยังฝันเป็นตุ เป็นตะ ทำเอารู้สึกตัว เลยคิดว่าน่าจะเก็บมาเขียนบันทึกเอาไว้
ประเด็นที่ผมอยากบันทึกก็คือ
ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวแม้เวลานอนหลับ...
เริ่มจากเสียงที่ตอบโต้ไปมาในเรื่องปัญหาในองค์กร โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ มักจะพูดถึงเครื่องมือบริหารงานใหม่ๆที่มักจะมาพร้อมกับนโยบาย หรือไม่ก็จะต้องมากับการวัดผล ทำให้องค์กรต่างๆมักจะลนลาน แล้วก็รีบดำเนินการเพื่อให้เกิด ให้มีสิ่งนั้นแต่โดยเร็ว
นานไป นานไปก็มีอีกหลายๆเครื่องมืิิอ หลายๆนโยบายตบเท้ากันเข้ามา และจำเป็นต้องทำทั้งนั้น จนทำให้เริ่มเห็นแรงต้านจากคนทำงานมากขึ้น แรงขึ้น
อีกทั้งมีคำถามเกี่ยวกับการวัดประเมินว่าควรมีแนวทางที่จะวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการเอาเครื่องมือเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างไร ที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานติดตามประเมินเข้ามาตั้งกรอบแนวทางวัดผล แต่ก็ยังดูเหมือนยังไม่ใช่ในความรู้สึกลึกๆของหลายคน แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่า แล้วไอ้ที่ว่าใช่นั้นมันเป็นอย่างไร เลยต้องจำยอมอยู่ในสภาวะผู้ถูกกระทำเรื่อยมา
แต่ในโลกของความเป็นจริง มันยากนักที่จะแยกแยะว่า ความสำเร็จของการทำงานหนึ่งๆนั้น มันเป็นผล เป็นเหตุมาจากเครื่องมือบริหารตัวใด พอจะวัดผลการใช้เครื่องมือตัวใด ตัวหนึ่ง โดยเฉพาะ KM มันก็เลยยากเหมือนกัน ว่าจะวัดอะไร? วัดตรงไหน?
ที่แน่ๆ อยู่แล้วที่ทุกองค์กรต้องวัดประเมิน คือ ผลประกอบการของกิจการใดๆก็ตาม
คำถามที่วนเวียนไปมาในความฝันของผม ก็คือ แล้วเครื่องมือต่างๆหล่ะ ที่แบกกันเต็มราวกับ "Rambo" จะวัดกันอย่างไร หรือจะวัดทำไม
ความเห็นหนึ่งในฝันโผล่ขึ้นมา...
บอกว่าวัดที่ "พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลง" คำถามหนึ่งก็โผล่ขึ้นมา ถามว่า "วัดพฤติกรรมของใครหล่ะ?"
คำตอบหนึ่งที่มันลอยมาจากทิศไหนก็ไมรู้ บอกว่า "พฤติกรรมของการเอาเครื่องมือๆไปใช้ในการพัฒนางานนะซิ!"
แล้วก็มีคำอธิบายส่งท้ายตามมาอีกว่า...
"มันต้องดูว่าเวลาเอาเครื่องมือลงไปใช้ เขาเอาลงไปใช้กันอย่างไร?
เอาลงกันอีแบบไหน คนถึงเอือมกันนักกันหนา!
จะให้ผมทำอะไร ทำงานหรือ ทำ (เครื่องมือ) ที่ยาวเป็นขบวนรถไฟแทน?"
ในระหว่างนั้น ก็เหมือนว่ามีอีกคน เสนอขึ้นมาว่า...
"แสดงว่าการเอาเครื่องมือเข้าไปนั้น คือ การออกแบบ ใช่ไหม? ก็ต้องวัดการออกแบบด้วยซิ"
มีคำถามหนึ่งแทรกเข้ามาว่า "บทบาทของใครหล่ะไอ้การออกแบบนี่น๊ะ?"
เสียงหนึ่งเสนอปนน้ำเสียงสงสัยนิดๆว่า...
"งั้น..หน่วยงานผมต้องมีกลไกนี้แล้วหล่ะ!"
อะไรรึ?
อีกมุมหนึ่งสวนคำถามขึ้นมาทันที....
"มันต้องมีกลไกที่เรีกกว่า....สถาปนิกทางปัญญา....ขึ้นมาแล้วหล่ะ!
จากนั้นผมก็รู้สึกตัว มองดูนาฬิกาข้างฝาห้องนอน ตีสามกว่าๆ ยังแอบคิดเองต่ออีกว่าจะตั้งชื่อมันเป็นภาษาปะกิดว่าอะไรดี เอาง่ายๆแล้วกัน
"Intel Architect"
จากนั้นก็ผลอยหลับไป....
เท่ห์มากค่ะ ชื่อนี้ ชอบจังเลย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ...
ผมเคยไปดูงานมาเมื่อเร็วๆ นี้..
ชื่นชอบการกำหนด "วัฒนธรรมองค์กร" มาก และรวมถึงระบบการประเมิน มีสหภาพแรงงาน รวมถึงการเตรียมคนเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น..
ขอบคุณครับ
งาน HA 10 ไปแต่เสียดายไม่เจอ paula ที่ปรึกษาตัวน้อย
ขอบคุณครับ คุณแผ่นดิน รวดเร็วจริงๆครับ
ธวัช . . . ตอนฝันก็ยังทำงาน เบิก OT ไม่ได้นะ . . . แซวเล่นเพราะ สคส. ไม่มี OT อยู่แล้ว . . . ของจริงก็คือ เขียนได้น่าติดตาม เหมือนกำลังอ่านนิยาย น่าจะมีหนังสือ KM ทำนองนี้ (ฉบับนิยาย / การ์ตูน) ออกมาบ้าง
คุณ ธวัชครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมในวงในวันนั้นด้วย ผมได้หลายอย่างมากกว่าที่คิด แต่ที่เคยบอกว่า เห็นองค์ความรู้ให้ทำลายองค์ความรู้ เห็นคู่มือทำงานให้ทำลายคู่มือ เห็นเป้าหมายให้ทำลายเป้าหมาย วันนั้นเวลาน้อย ขอขยายความเพิ่มครับ ทำลายองค์ความรู้หมายถึงคนที่ไม่รู้พอเห็นองค์ความรู้(ความรู้ดิบ)อะไรก็อยากรู้พอนำไปปฏิบัติก็เปลี่ยนสภาวะองค์ความรู้เป็นความรู้ฝังลึก(ความรู้สุก)เรียกว่าองค์ความรู้ถูกทำลายนั่นเอง ส่วนคู่มืมำงานก็เช่นกันพอตอนแรกก็ทำไปดูไปพอปฏิบัติจนชำนาญคู่มือก็ไม่ต้องใช้เรียกว่าทำลายคู่มือ ส่วนเป้าหมายสำคัญมากเราจะถือว่าเป้ามีไว้ทำลายภายใต้การลงทุนอย่างคุ้มค่าถ้าไม่คุ้มค่าเราก็ทิ้งเป้าหมายนั้นได้เช่นกันถ้าคุ้มก็จงทำลายมันซะ
อิอิ หากครูต้อยเรียน สงสัยตัวเองว่า
กว่าจะจบสงสัยว่าต้องใช้เวลานานมาก
ขอบคุณค่ะ