“ลูก” เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เป็นทุกอย่างของพ่อและแม่ เราทำได้ทุกอย่างที่ดีเพื่อลูก นี่คือพลังรักอันยิ่งใหญ่ หากถามว่าทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน สำหรับคนมีครอบครัวและลูก ผมคิดว่าหนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ “ลูกน้อย”

         

ลูก เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เป็นทุกอย่างของพ่อและแม่ เราทำได้ทุกอย่างที่ดีเพื่อลูก นี่คือพลังรักอันยิ่งใหญ่ หากถามว่าทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน สำหรับคนมีครอบครัวและลูก ผมคิดว่าหนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ ลูกน้อย สำหรับผมเองก็เช่นกัน ชีวิตผมเปลี่ยนไปค่อนข้างมากเมื่อมี น้องซอมพอชีวิตทุกๆ วันอยู่กับเขาและใช้ไปกับเขาค้อนข้างมาก และเขาก็ได้สอนความเป็นชีวิตให้กับผมมากมาย แต่ผมก็ยังให้เวลาและอยู่ดูแลน้องซอมพอน้อยกว่าแม่เขามาก เพราะแม่เขาทุ่มเวลาและชีวิตให้กับเขาเป็นส่วนใหญ่ จนอายุครบ ๕ ขวบ แม่เขายังไม่เคยห่างจากลูกแม้แต่วันเดียว ตลอดช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมาแม่เขาจึงไม่ได้ไปไหนไกล นั่นหมายถึงไม่ได้ไปต่างจังหวัด ไปค้างแรมคืนที่อื่นเลย อีกเหตุผลหนึ่งคือ น้องซอมพอติดแม่แจเลย ไม่ยอมที่จะนอนกับผมเพียงลำพัง

          มาถึงปีนี้น้องซอมพออายุได้ ๕ ขวบ และมีเรื่องราวที่คุณแม่เขาต้องไปทำกิจธุระสำคัญที่กรุงเทพฯ ไม่ไปไม่ได้ นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญของผมว่าจะสามารถดูแลเขาได้โดยไม่มีแม่เขาได้หรือไม่ ครั้งแรกเมื่อวันกลางเดือนกุมพาพันธ์ ๒๕๕๒ เป็นครั้งแรกที่แม่เขาต้องไปค้างแรมต่างถิ่น ๑ คืน รวมเวลาที่ต้องนอนบนรถทัวร์ขาไปและขากลับอีก ๒ คืน รวมเป็น ๓ คืน ช่วงกลางวันผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะน้องซอมพอไม่ค่อยมีปัญหา แต่ก็เกรงตรงกลางคืนช่วงที่จะเข้านอนนี่แหละ เพราะไม่มีคืนไหนเลยที่เขาไม่ได้นอนกับแม่เขา

          ครั้งแรกนี้จึงต้องเตรียมใจให้น้องซอมพอกัน โดยบอกให้รู้ถึงความจำเป็นที่แม่เขาต้องไป และพยายามยกตัวอย่างเพื่อนเขาที่แม่ไปเรียนหนังสือไม่ได้อยู่ด้วย เขายังอยู่ได ชมว่าเก่งไหม แล้วก็ชมเขาว่าเก่งนะที่จะอยู่กับพ่อได้ ถ้าคุณครูรู้ต้องชมแน่ๆ เลย พูดกับเขาทำนองนี้อยู่ราวหนึ่งอาทิตย์ก่อนไป แล้วพอจะไปจริงก็แม่เขาก็สัญญาว่าจะซื้อขนมมาฝากและจะโทรศัพท์มาคุยทุกวัน แล้วเขาก็ทำใจได้ อาจจะเป็นเพราะเขาโตแล้วก็ได้ ผมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวชั่วคราวที่ต้องคอยดูเขาได้พอสมควร แต่เขาก็ออกจะฟ้องแม่เขาว่าพ่อทำอะไรไม่เป็นบ้าง หรือทำอะไรไม่ได้ดีเท่าแม่เขาบ้าง เช่น การหวีผม มัดผม, การอาบน้ำสระผม, การแปรงฟันบ้าง เป็นต้น แต่ผมก็พยายามบอกว่าลูกทำเองได้ให้ลูกทำเองดีกว่า แล้วการห่างแม่เป็นครั้งแรกก็ผ่านไปด้วยดี อาจจะโชคดีเป็นช่วงโรงเรียนยังเปิดเทอมอยู่ กลางวันเขาก็ไปโรงเรียนได้เล่นกับเพื่อนๆ เลยไม่ค่อยมีปัญหามากนัก

          แล้วการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวครั้งที่ ๒ นี่สิ เป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอมแล้ว ที่สำคัญแม่เขาต้องไปถึง ๑๕ วัน โอละพ่อ...ไม่ง่ายเลยนิ ต้องทำความเข้าใจและเกลี้ยกล่อมเขาหลายวันก่อนเขาจะทำใจได้ ก็ใช้เทคนิคแบบครั้งแรก แต่ครั้งนี้เป็นช่วงปิดเทอม ผมจึงต้องลาพักงานเป็นบางวันเพื่อมาอยู่กับเขา ครั้งนี้ไม่ง่ายนัก ช่วงกลางวันไม่มีปัญหาอะไร เล่นกับเขาได้ตลอดทั้งวัน แต่พอจะเข้านอนนี่สิ เขาเริ่มโยเยร้องไห้จะไปหาแม่ ก็ต้องปลอบปะโลม ชวนเขาเล่น อ่านหนังสือนิทาน และเล่าเรื่องสนุกๆ ให้เขาฟัง และบอกว่าคืนนี้จะฝันให้สนุกแล้วเอามาเล่าให้ฟัง ก็ใช้เวลาพอสมควรจนเขาทำใจได้และยอมหลับไปแต่โดยดี คืนที่สองก็เป็นเหมือนคืนแรกก็ใช้มุกเดิมๆ ยังใช้ได้ผล และให้แม่เขาโทรศัพท์มาก่อนนอน ชมว่าเขาเก่งที่ไม่ร้องไห้ กลับมาจะซื้อสมุดบันทึกสวยๆ มาฝาก แล้วคืนที่สองก็ผ่านไปด้วยดี คืนต่อๆ มาผมใช้วิธีเล่นกับเขาจนเขารู้สึกง่วงบอกว่าจะหลับแล้ว จึงพาเขาเข้านอน แล้วก็ได้ผมเขาไม่ร้องไห้คิดถึงแม่เขาอีกเลย

          ผมก็เพิ่งเข้าใจหัวอกแม่เขาตอนนี้แหละ ยามที่ผมต้องไปค้างแรมต่างจังหวัดหลายๆ คืน มันเหนื่อยอย่างนี้เอง สารพัดที่ต้องดูแลและจัดแจงให้เขา แม้เขาจะดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น แต่ก็ยังต้องคอยดูแลเขาอยู่ดีแหล่ะ

          ยอมรับว่าเหนื่อยนะ แต่มันก็มีความสุขและเป็นอีกรสชาติหนึ่งของชีวิต นี่ผมแค่เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวชั่วคราว คนที่เป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถาวรผมนับถือจริงๆ ยกนิ้วให้เลย รวมทั้งคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าทั้งหลายที่ต้องมาเลี้ยงหลานแทนลูกๆ ที่ไปทำงานต่างถิ่น ท่านคือยอดคนจริงๆ

๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒