เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
ดิฉันได้ติดตามอ่านบันทึก อาจารย์ สุขุมาล จันทวี (อ.แอมป์)
เป็นบันทึกสี่ตอนจบ
อ่านแล้วประทับใจ คอมเม้นท์ หนึ่งที่ได้รับ จึงขอคัดลอกมาเสนอไว้ในบันทึกตัวเองเนื่องด้วยเพราะ อยากให้ลูกชายสุดที่รักได้อ่าน ถ้าเขาเข้าใจบ้าง เรา..ทั้งพ่อและแม่ เต็มตื้นค่ะ
บทความเรื่องนี้มี 4 ตอนค่ะ
ตอนที่ 1 นำเรื่อง
ตอนที่ 2 วิชาครอบครัวศึกษา
ตอนที่ 3 วิชารู้เท่าทัน
ตอนที่ 4 วิชาภูมิปัญญาไทย (จบ)
คำกล่าวที่ว่า “พ่อแม่ คือ ผู้นำเสนอโลกแก่ลูก” ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก เป็นถ้อยคำที่ลึกซึ้ง แยบคาย และจับใจมิใช่น้อย
********** ********** **********
;P เห็นด้วยกับประโยคทอง นี้ค่ะ
หากว่า วิธีที่เรา-พ่อแม่ จะนำเสนอ "โลก" แก่ลูกของเรานั้น...
มันไม่ง่ายเลยนะคะ
อ่านบันทึกนี้แล้วอิ่ม จนไม่ต้องถามอะไรให้มากความ ควรแต่จะต้องไปเรียนรู้ "โลก"ให้ดี
และหาแนวทางนำเสนอ "โลก" ด้วยวิธีที่ดี เหมาะสม...แก่ลูกของเราเอง ขอบคุณค่ะ
***** ***** ***** ****** ***** *****
สวัสดีค่ะคุณหมอเล็กภูสุภา
วิธีการนำเสนอความรักของผู้เป็นพ่อแม่นี้...อาจต้องมีโรงเรียนสอนทีเดียว
"อาจต้องมีโรงเรียนสอน" แปลว่า อาจต้องมีผู้ถ่ายทอด (หรือหน่วยที่รับผิดชอบถ่ายทอด)
ความรู้ชุดการสื่อสารในครอบครัว อย่างเป็นระบบครบกระบวน ถี่ถ้วนทุกมิติการสื่อสารของมนุษย์ ทั้งการสื่อสารภายในใจตนเองและการสื่อสารกับบุคคลอื่นในครอบครัว
คงพอเรียกว่า "เรียนรู้ Family Communication เพื่อนำไปสู่ Effective Family Communication" ได้กระมังคะ
ประสบการณ์เรื่องการสื่อสารในครอบครัวนี้น่าเรียนรู้และน่าศึกษามากเลยค่ะ ทุกคนมีประสบการณ์นี้ เพียงแต่จะนำมาคิดวิเคราะห์เพื่อปรับแก้ให้ดีขึ้นหรือไม่เท่านั้น
หากโชคดีพอ คนในครอบครัวคิดวิเคราะห์ร่วมกันด้วยความเข้าใจ และปรับวิธีสื่อสารเสียใหม่ให้เป็นการสื่อสารที่น่ารัก และนำเสนอความรักได้อย่างถูกวิธีเหมาะแก่วิถีของครอบครัวนั้นๆ เราจะได้หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ที่มีความมั่นคงทางจิตใจเพิ่มขึ้นมาอีกหลายหน่วย และหน่วยเล็กๆเหล่านั้นก็จะเป็นรากฐานของความเข้มแข็งมั่นคงของสังคมต่อไป เราจะได้สังคมสุขภาวะเป็นของขวัญ ได้พ่อแม่ลูกที่น่ารักเป็นรางวัล คิดแล้วอยากไปแต่งงานจริงๆ อิๆๆๆ
เวลาจะฝึกให้นักศึกษาทำงานอะไรสักอย่างแล้วเธอไม่ได้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ พี่แอมป์ชอบล้อเด็กๆด้วยประโยคนี้มากเลยค่ะ
"..ครูไปแต่งงานดีกว่า..."
แล้วเด็กก็จะฮากันครืน เพราะหน้าตาพี่ดูตั้งอกตั้งใจมาก ว่าพี่หมายฟามเช่นนั้นจริงๆ
พี่ตั้งใจสื่อความหมายว่า "ถ้าเราเสียเวลาชีวิตเพื่อทำสิ่งนี้ แล้วมิได้คุณค่าอย่างที่ตั้งใจ ทำแล้วสูญเปล่า เราจะไปเสียเวลาทำไม เราไปทำอะไรของเราเอง ให้เราได้รับเอาคุณค่าจากสิ่งที่เราทำอย่างเต็มที่... มิดีกว่าหรือ?"
แล้วพี่ก็ตัดบททันควันว่า "อย่าตอบครู จงตอบตัวเอง... และขอให้โชคดี เพราะคำตอบแท้ๆจากใจคุณวันนี้ ...จะกำหนดชะตาชีวิตของคุณเอง..และครอบครัว..ในวันหน้า
...ถ้า คุณ มี ! ..."
แปลอีกทีว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตมนุษย์สิ่งหนึ่งคือการมีครอบครัวที่ดี อยู่ในครอบครัวนั้นแล้วอบอุ่นมีความสุข พี่ถามเด็กๆว่าหากคุณได้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แลกกับการสูญเสียครอบครัวที่ดีของเราไป อย่างไม่มีวันเอากลับคืนมาได้ คุณจะยอมไหม?
นึกแล้วกลุ้มใจวิธีสอนของตัวเองเหมือนกันจ๊ะ เพราะพี่คิดเอาเอง(ด้วยสามัญสำนึกบ้านๆ)ว่าอะไรน่าจะเป็นปัญหาในชีวิตบ้าง แล้วพี่ก็ยกปัญหาขึ้นมาคุยกับเด็กๆเพื่อวิเคราะห์พินิจพิจารณาร่วมกัน จากนั้นก็ร่วมหาทางออกแบบทะลุ่มทะลุยตามใจฉัน แล้วก็ปล่อยให้เด็กๆไปคิดเอง ไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูปให้เขาสักที เด็กๆที่เรียนกับพี่จึงประเมินผลการสอนอย่างมั่นใจว่า "...จารย์สอนอะไรก็ไม่รู้..ไม่รู้เรื่อง"..ต่อเนื่องกันมาจนทุกวันนี้ (และพี่ก็ทำใจได้แล้วนะจ๊ะ) : )
สุดท้ายนี้ พี่ก็ได้มองเห็นอีกครั้งว่า ความรักของพ่อกับแม่ทำให้ลูกมีหัวใจที่อ่อนโยน ..หากนำเสนออย่างถูกวิธี จากบันทึกถึงลูกภูของคุณหมอเล็ก ที่อ่านแล้วก็รู้สึก "อิ่ม" อย่างยิ่งเช่นกัน
และทำให้พี่รู้สึกว่า Family Communication ที่ดี เริ่มต้นจาก "ความรักและความตั้งใจที่จะเข้าใจกันโดยแท้จริง" เป็นพื้นฐานสำคัญ
ขอบคุณจริงๆที่หมอเล็กแวะมาร่วมสนทนาเติมเต็ม
สามารถอ้างอิงเรื่อง "ครอบครัวศึกษาฯ" ให้เห็นหลักฐานจริงเชิงประจักษ์(แก่ตา)ได้ ในบันทึกของคุณหมอเล็กนะคะ : ) : )
------* ------ *------ *------- *-------- *------- *--------* ------- *-------
**ต้องขอขอบคุณพี่แอมป์เช่นกันค่ะ ที่เข้าใจวัตถุประสงค์ของน้องที่มีบันทึกถึงลูก
และ ขอยืนยันค่ะ ว่าสังคมหน่วยเล็กสุด ครอบครัว ถ้ามีสุข เข้าใจกันและกัน..
บางครั้งเราเป็นครู บางครั้งเขา(ลูก) ก็เป็นเพื่อน(สนิท) เป็นติวเตอร์ เป็นผู้ชี้แนะ เป็นผู้ปลอบโยนใจเรา
ก็มีค่ะ
ขอขอบคุณ อาจารย์สุขุมาล จันทวี (ดอกไม้ทะเล)อีกครั้งค่ะ
เป็นบทความที่มีคุณค่ามาก
การให้ความรักแก่ลูก แล้วเราจะได้รับความรักกลับมาแน่นอน
หากคุณได้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แลกกับการสูญเสียครอบครัวที่ดีของเราไป อย่างไม่มีวันเอากลับคืนมาได้ คุณจะยอมไหม?
ตอบได้เลยว่าไม่ยอม...
ขอบคุณข้อมมูลดีดีนะคะ
สวัสดีค่ะคุณหมอเล็ก : )
ตะกี้พี่แอมป์เช็คอีเมลแล้วเปิดแพลนเน็ตปุ๊บก็ร้องว่า "..แว้ก..ก..ก... !!! " ดังลั่น ลืมมาดกุนสะตีไปสิบกว่าวิ : )
คือแบบว่านึกว่าล้อเล่นแต่คุณหมอเล็กเอาจริงอะ
ชื่อบันทึกได้ใจจริงๆ ;-)
ทุกครั้งที่จะสอนเรื่องครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องความรักระหว่างหญิงและชาย หรืออะไรก็ตามที่คล้ายๆกันนี้ พี่แอมป์จะตั้งต้นเทศน์เอ๊ยพูดกับเด็กๆอย่างตั้งใจทุกครั้งว่า "ครูจะไปแต่งงาน" แม้ว่าพูดทีไรเด็กๆจะฮาครืนทุกที แต่พี่ก็มิได้ย่อท้อ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาประกาศอุดมการณ์ต่อไปอย่างมุ่งมั่น อันนี้คือพี่ไม่ได้เข้ามาแก้ตัวนะคะ แต่จะเข้ามารับสมอ้างเอ๊ยจะมาอธิบายขยายความเหตุผลที่พูดไปเช่นนั้นดังต่อไปนี้
๑.พูดเพื่อฝึกวิธีคิดเรื่อง "ความรับผิดชอบ"
เพราะพี่แอมป์คิดว่าหลักที่จะทำให้คนในครอบครัวยึดโยงกันได้โดยไม่แตกกระจายไปคนละทิศ เมื่อเกิดวิกฤตในชีวิต คือความรับผิดชอบ การแต่งงานเป็นพิธีกรรม ที่แสดงกระบวนการเป็นรูปธรรมของการตกลงใจว่าทั้งสองฝ่ายจะรับผิดชอบในกันและกันให้สาธารณะชนรับรู้
พี่จึงพูดย้ำคำว่า "ครูจะไปแต่งงาน" ด้วยท่าทีเบิกบานสำราญใจ เมื่อพูดกับเด็กๆในประเด็นนี้ เพื่อย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ต้องประกอบด้วยความรับผิดชอบเป็นหลักสำคัญ มิใช่มีสัมพันธ์โดยไม่รับผิดชอบ โดยมิสนใจใครผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตนทั้งสิ้น
ทั้งๆที่ทุกสิ่งที่เราลงมือทำในโลกนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งกายภาพและจิตภาพ
และถึงแม้ว่าในรั้วมหาวิทยาลัย พี่จะเข้าใจปัญหาสังคมชุดนี้ก็แต่ในภาคทฤษฎี ส่วนเด็กๆจำนวนหนึ่งเธอล้ำหน้าไปสู่ภาคปฏิบัติในฐานะผู้เชี่ยวชาญเสียแล้ว แต่พี่ก็ยังเชื่อว่าถึงจุดๆหนึ่งมนุษย์ก็จะคิดได้ว่า (ก.) ตนต้องการอะไรกันแน่ (ข.) คุณค่าแท้ๆของการครองคู่คืออะไร (ค.) พฤติกรรมที่ตนเลือกทำอยู่นี้ ใช่แบบที่"ควร"จะเป็นหรือไม่
หากเราสื่อสารเรื่องของคุณค่า โดยเฉพาะการรับผิดชอบในคุณค่าของ"ตัวตน"ในบทบาทและในหน้าที่ต่างๆให้เธอฟังบ่อยๆแบบเนียนๆ เช่นหน้าที่ของ"พ่อ"ที่ดี หน้าที่ของ"แม่" ที่ดี เทียบให้เห็นกับแบบตรงกันข้าม เธอก็อาจจะฉุกใจคิดและใช้"ชีวิต"แบบสิ้นเปลืองน้อยลง
(คือบางเรื่องพี่ก็จำเป็นต้องฝึกด้วยวิธีคิดแบบคู่ตรงข้าม เพราะมันเห็นภาพขาวดำตัดกันชัดแจ๋วดี แต่ก็ยอมรับว่าคงมีผลข้างเคียงติดไปบ้างไม่มากก็น้อย)
๒.ฝึกวิธีคิดเรื่อง "ความซื่อสัตย์" อันเป็นคุณธรรมสำคัญในชีวิตคู่
คุณธรรมในชีวิตคู่ ช่วยให้ชายและหญิงคู่ใดๆก็ตามสามารถนำเสนอโลกที่ดีแก่ลูกได้ เพราะตนเป็นตัวแบบที่ดี การมีสัมพันธ์ทางกายโดยไม่คำนึงถึงความซื่อสัตย์ทางใจนั้น ไม่ถือเป็นคุณธรรม แต่เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองความต้องการทางกายภาพธรรมดา ผู้ที่ตัดสินใจที่จะครองคู่และได้รับโอกาสที่จะเป็นพ่อแม่คนนั้น คุณธรรมคือความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญมาก คุณธรรมนี้เองที่จะส่งผลต่อค่านิยมในการดำเนินชีวิตของผู้เป็นลูกด้วย
นึกย้อนไปสมัยเด็กๆแล้วรู้สึกประทับใจหนังสือหลายเล่ม อาทิหนังสือนอกเวลาเรื่อง ผู้ดี ของ ดอกไม้สด สมัยเด็กๆเราอาจอ่านโดยไม่เข้าใจ แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ข้อคิดที่ได้จากเรื่องอาจทำให้ฉุกใจคิด และฝึกคุมกายคุมใจให้อยู่ในที่ในทาง ชีวิตจะได้ไม่สับสนจน ผู้เป็นลูกก็ได้รับผลอันเป็นมงคลจากพ่อแม่ที่ครองตนอยู่ในธรรมได้
อันนี้พี่ก็ออกจะขำตัวเองอยู่นะคะคุณหมอเล็ก คือแม้ว่าพี่จะยังไม่มีลิขสิทธ์ : ) แต่พี่คิดว่าเราต้องช่วยกันต้องฝึกให้เด็กๆเข้าใจหลักการเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน ก่อนที่สภาพปัญหาค่านิยมวัยรุ่นที่ไม่สงวนใดๆ อ่า..แบบว่า Public Domain จะยิ่งลดทอนคุณค่าของบทบาทต่างๆในครอบครัวไปมากกว่านี้ คือระบบครอบครัวไทย หากจะให้ลูกมองเห็นและยอมรับได้ว่าบิดามารดาคือพรหมของบุตร บุคคลทั้งคู่ก็ควรจะเป็นแบบ All Rights Reserved มิใช่แบบ Some Rights Reserved : )
เพราะนี่คือที่มาของคำว่า "กิ๊ก" และอื่นๆ ซึ่งเป็นค่านิยมความไม่ซื่อสัตย์ที่น่ากลัวเหลือเกิน ดังนั้นเวลาฝึกเด็กๆ พี่จะต้องเริ่มที่ความซื่อสัตย์ก่อน ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างแต่ก็น่าจะดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย .....พี่ปลอบใจตัวเองเช่นนั้นนะคะ...
พี่แอมป์คิดว่าไม่มีผู้ใดในครอบครัวที่จะทำให้ผู้เป็นลูกเจ็บช้ำน้ำใจได้เท่ากับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ให้กำเนิด พี่นึกเอาใจช่วยเด็กๆทุกคนที่โชคร้าย ให้ผ่านภาวะวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี
ครอบครัวที่โชคดี คือครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นพรหมของบุตร มีหลักธรรมประจำใจให้ยึดถือในภาวะที่ตนยังเป็นปุถุชน นับเป็นโชคดีของผู้เป็นลูกอย่างที่สุด พี่จึงรู้สึกว่าลูกภูโชคดีเหลือเกินที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นต้นแบบที่ดี และรักห่วงลูกน้อยสุดหัวใจ และพี่เชื่อด้วยว่าลูกภูสัมผัสได้ด้วยหัวใจที่ละเอียดอ่อนนัก ความรักความอบอุ่นที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันก่อร่างสร้างรูป ก็จะฝังรูปรอยให้ลูกภูเป็นคนดีมีจิตอันเป็นกุศล เพราะเห็นตัวแบบที่ดีงามเช่นนี้ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก
พี่แอมป์เห็นตัวอย่างของครอบครัวที่น่ารักแล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอย่างมหาศาล เพราะครอบครัวที่ดีคือของขวัญที่น่ารักที่สุดที่คนสองคนจะร่วมมือกันสร้างให้แก่โลกใบนี้ได้ เราจะได้สังคมสุขภาวะเป็นของขวัญ ได้พ่อแม่ลูกที่น่ารักเป็นรางวัล คิดแล้วอยากไปแต่งงานจริงๆ อิๆๆๆ
และพวกเพื่อนๆที่ชอบพูดว่าอยากไปๆแบบพี่แอมป์นี่แหละค่ะ ที่ยังนั่งมองหน้ากันตาปริบๆ ในขณะที่พวกเพื่อนๆที่ไม่กล่าวกระไรมากนั้นบัดนี้มีลูกมีเต้าโตทันใช้กันหมดแล้ว แต่พวกเราก็ยังคงพูดประโยคนี้ล้อกันเองอย่างสนุกสนานและยังมีความหวังร่วมกันอยู่เสมอ คือทุกคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว...ว..
แบบว่ายาว..ว..ว.. ไปจนเกษียณเลยอะค่ะคุณหมอเล็ก อิๆๆๆ : ) : ) : )
นี่หละครับ เสน่ห์ของพี่แอมป์ ที่ผมต้องอ่าน "ข้อความปราณีต" อ่านเเล้วอ่านอีก :)
วันนี้อยู่ที่ชายทะเลบางแสนครับ...พรุ่งนี้กลับ กทม.จะเข้ามาเขียนยาวๆ นะครับ
คิดถึงพี่สาวทั้งสองนะครับ
มีอะไรที่บางแสนน้า ไปบ่อยจัง
น้องเอกและน้องมัท(ดร.พุงโต) เป็นกามเทพพาพี่ไปพบข้อเขียนอ.แอมป์ค่ะ ต้องขอขอบคุณไว้ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
เอ พุงโตเขาระเบิดแล้วยังน้า..จวนเต็มที่แล้ว..
ต้องแวะไป อวยพรก่อน...
อยากแต่งงานด้วยคน แต่หาแฟนไม่ได้ ต้องแวะมาบ่อย ๆ เผื่อจะได้เคล็ดลับค่ะ
หากันจนเจอ
แต่เราก็หากันจนเจอ
มันนานแค่ไหนที่รอเธอมา
รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า.....
...บุ๋ม ๆ ๆ ๆ จำไม่ได้แล้วค่ะ...
เพลงหวานมาก ๆ ค่ะ
ลองหาฟังนะคะ กบ(ทรงสิทธิ์)และกบ(สวนิตย์)ร้องคู่กันค่ะ
ค่ะ
คุณ กู๊ด angel คะ อยากให้ลองหา*เพลง*หนึ่งมาฟังค่ะ
มาแก้คำผิด ค่ะ
หากคุณได้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แลกกับการสูญเสียครอบครัวที่ดีของเราไป อย่างไม่มีวันเอากลับคืนมาได้ คุณจะยอมไหม?
ตอบได้เลยว่าไม่ยอม...
********************
เห็นด้วยอย่างมาก ๆ นะคะ
ยกเว้นเรื่องที่ เป็นสัจธรรม สิ่งจริงแท้ คนทุกคนเมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนกลับ ไปพักก่อน หรือ ไปในภพอื่น หรือสลายไป หรือเปลี่ยนสภาพเป็นพลังงานรูปแบบอื่น
เราต้องยอมรับในเรื่องนี้
พี่เคยเขียนคุยกับนักเขียนท่านหนึ่ง ถือว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เริ่มเขียนความนึกคิดของเรา แล้วส่งเป็นจดหมายไปคุยกับคอลัมนิสต์ ซึ่งเราไม่รู้จักเขา เพียงแต่เราแว่บคิดคำนึงข้อคิดขึ้นมาได้ หวังใจว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ จึงเขียน
ปรากฎว่า ได้ลงจดหมายทั้งฉบับ
เนื้อความคือ เราจะโกรธหรือไม่เข้าใจกับคน โดยเฉพาะคนใกล้ชิด หรือหลัง ๆ พี่อยากใช้คำว่า "คนของความรัก" ไปทำไม
ไม่แน่ว่า วินาทีใดวินาทีหนึ่ง เราจากกันที่หน้าประตูบ้าน เย็นเลิกงาน เราคิดว่าจะพบกัน หาก..
เย็นนั้นเราไม่ได้พบกันเล่า
เราอาจจากพรากกันโดยไม่ทันได้กล่าวลา ไม่มีแม้สัญญาว่าจะพบกัน....
พี่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่พี่แว่บคิดขึ้นมาในวันที่พี่ และ สามี มีความขัดแย้งกัน
เรื่องมันนานแสนนานมาแล้ว
เมื่อเราขัดใจกันในวันนั้น พี่ไปอยู่เวรฉุกเฉินต่อ
ปรากฎว่ามีอุบัติเหตุค่อนข้างใหญ่ มีผู้เสียชีวิตหลายคน เมื่อเราจัดการงานเรียบร้อย
สิ่งแรกที่พี่ทำ คือ โทรไปปรับความเข้าใจกันและกัน
ตอบซะยาว...น้องแอ๊ด คงเข้าใจ
มาอ่านด้วยคนค่ะ เห็นด้วยๆ กับบันทึกนี้ค่ะ

มีดอกกาหลามาฝากค่ะ
จุดประกายให้น้องเปิดบล็อกอีกหนึ่งบล็อก ค่ะ
"พูดคุยกับ ครู/กัลยาณมิตรในบล็อก"
ทำนองนี้ค่ะ
1.เพราะอยากคุยให้จุใจ
2.ล่อเป้าคนคุยให้มาคุยแบบ..ต่อเนื่องกันไปข้างหนึ่ง
3.คุยขัดแย้งแบบ agree to disagree หรือ disagree โดยสิ้นเชิงก็ได้
4.อื่น ๆ
เชิญพี่แอมป์เป็นเหยื่อ..เอ๊ย..แขกคนแรกเลยค่ะ
ต่อเนื่องจาก..เมื่อครูแอมป์อยากแต่งงาน..นี่แหละค่ะ
ได้ร้องกันอีก..แว้กกก...
3.คุยขัดแย้งแบบ agree to disagree หรือ disagree โดยสิ้นเชิงก็ได้
ประเด็นนี้ เป็นของคุณหมอมัทนา
มัทนา
เจ้าค่ะ (เคยพูดคุยกันมาเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...)
ในฐานะ fan club พี่แอมป์
ขอตามมายืนยันคุณค่าของข้อคิดข้อเขียนของพี่แอมป์อีกคนค่ะ : )
พี่แอมป์
คะ
คำตอบ คำแสดงความคิดเห็น "อย่างประณีต"ของพี่แอมป์ จุดประกายให้น้องเปิดบล็อกอีกหนึ่งบล็อก ค่ะ
"พูดคุยกับ ครู/กัลยาณมิตรในบล็อก" ทำนองนี้ค่ะ
1.เพราะอยากคุยให้จุใจ
2.ล่อเป้าคนคุยให้มาคุยแบบ..ต่อเนื่องกันไปข้างหนึ่ง
3.คุยขัดแย้งแบบ agree to disagree หรือ disagree โดยสิ้นเชิงก็ได้
4.อื่น ๆ เชิญพี่แอมป์เป็นเหยื่อ..เอ๊ย..แขกคนแรกเลยค่ะ ต่อเนื่องจาก..เมื่อครูแอมป์อยากแต่งงาน..นี่แหละค่ะ
นึกออกแล้วค่ะ "บล็อกสนทนาวิสาสะ"
"บล็อกสนทนาวิสาสะ"