ห่างหายไปสองสามวันครับ เนื่องจากช่วงนี้วุ่นวายใจเหลือคณา ต้องบอกว่าทำงานที่นี้มาแปดปี ไม่เคยมีความรู้สึกอย่างช่วงนี้เลยครับ เลยทำได้แค่เข้ามาเว็บเพื่ออ่านและเรียนรู้ให้สบายใจเท่านั้นเอง ส่วนจะเขียนบันทึกของตัวเอง กลัวว่าจะไปโดนใครเข้า เลยงดเขียนมาหลายเพลา ฮิฮิ
สองสัปดาห์นี้มี ดร.สองท่านติดต่อผ่านผมมาว่าอยากมาทำงานที่มหาวิทยาลัย ท่านหนึ่งจบ ดร.มาปีกว่าแล้วครับ บอกว่า ไม่สนใจจะไปเป็นอาจารย์ที่ไหน ขอทำธุรกิจส่วนตัว แต่ถ้าจะให้เป็นอาจารย์ก็ขอเป็นที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาที่เดียว ฮือ แนวคิดน่าสนใจ ฮิฮิ (สนใจว่า ทำไม? คิดอย่างนั้น) เสียดายครับที่ตอนนี้ผมทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการบอกต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายเรื่องก็ยังเงียบ ถ้าเป็นสมัยก่อน ปานนี้สัมภาษณ์ไปเรียบร้อยแล้วครับ ผู้ติดต่อก็โทรถามมาว่า ทำไมไม่เห็นคืบหน้าเลย ตอบได้เพียงว่า มาสมัครช้าไปหลายเดือน ไม่งั้นรับไปแล้ว ตอนนี้ขอให้รอหน่อยแล้วกัน ฮือ เป็นไปได้
สำหรับกิจกรรมของผมวันนี้ มีสองเรื่องใหญ่ ทั้งสองเรื่องอยู่ที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี เนื่องจากวันนี้นักศึกษาปีที่แล้วจัดกิจกรรมขึ้นสำหรับนักศึกษารุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การเรียน ฟังการนำเสนอแล้วผมจับได้ความว่า ส่วนใหญ่บอกรุ่นน้องถึงความเข้มงวดของการเรียนป.บัณฑิตที่ มอย. ที่ต้องมาเรียนแต่เช้ากลับเสียค่ำ งานก็เยอะ แถมต้องทำให้ทัน อะไรต่างๆ นานา ฟังแล้วเหมือนจะทำให้รุ่นน้องเสียขวัญไปได้เยอะครับ แต่ที่มันต่างกันคือ ทั้งหมดนั้นเป็นความภูมิใจของรุ่นพี่ที่สามารถฝันฝ่ามาได้ และเป็นการยืนยันความต่างของหลักสูตรนี้จากที่อื่น
ประธานรุ่น(รุ่นพี่) มากล่าวสรุปไว้น่าฟังครับว่า ที่พี่ๆ พูดไปไม่ใช่ให้กลัว แต่ให้สู้ ให้ภูมิใจว่าถ้าคุณได้ประกาศนียบัตรจากที่นี่ มันมีความต่างที่มากมาย

(ภาพนี้ถ่ายโดยท่านอัสสะกอมีย์ หัวหน้าสาขาวิชาชีพครู ด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือของท่าน ถือว่าคุณภาพดีมากครับ)
ภาพข้างบนนี้ยืนยันความต่างได้หลายอย่างครับ ฮิฮิ ตอนนี้มีอาจารย์ใช้ไม้ค้ำยันสองคนแล้ว ฮา ที่สำคัญอาจารย์ไว้หนวดไว้เครากันทั้งนั้น
รองคณบดีฝ่ายแผนฯ แซวว่า สงสัยอาจารย์ใหม่ที่จะรับเพิ่งคงต้องหาที่ใช้ไม้เท้า ผมเลยตอบไปว่า ไม่เอาอย่างนั้น เอาเป็นว่าเปลี่ยนจากอาจารย์เก่าที่มีอยู่แล้วนี่แหละมาให้ใช้ไม้ค้ำยันให้หมด ฮิฮิ เอาแบบทยอยก็ได้ครับ
ช่วงบ่ายเป็นการบรรยายโดยท่านอธิการบดีครับ แต่บังเอิญว่า ผมใช้งานนี้นัดประชุมทีมวิจัยไปด้วย เนื่องจากหาวันประชุมไม่ได้แล้ว และอีกสองวันงานประชุมปฏิบัติการตามแผนของงานวิจัยก็จะเริ่มแล้ว เลยต้องทิ้งการฟังสิ่งดีๆ ไปนั่งประชุมเพื่อแสวงหาสิ่งดีๆ เช่นกัน พอกลับมาฟังท่านอธิการบดีบรรยาย (ซึ่งใกล้เสร็จแล้ว) กำลังเข้าประเด็นว่า อาจารย์นอกจากจะมีหน้าที่สอนแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องทำวิจัยด้วย โดยท่านยกอัลกุรอานวรรคหนึ่ง น่าสนใจแต่ผมฟังไม่ทันว่าเป็นวรรคไหนของบทไหน อันนี้เลยฝากท่านอาจารย์ Ibm ผู้ที่กล้ามาลองใช้ไม้ค้ำยันแบบผมเป็นคนมาเพิ่มเติมให้แล้วกัน ฮิฮิ (เช่นเดียวกับคำตอบเกี่ยวกับไข่มดแดงที่ท่านตอบไว้ในบันทึกที่ผ่านมา แต่ใช้นามว่า นาตูร์ แหม่ กลายเป็นคนไม่รู้จักกันเลย)
ส่วนบรรยากาศนอกห้องประชุม ซึ่งกลายเป็นห้องประชุมสำหรับงานวิจัยของผมก็มันหยดครับ อันเนื่องมาจากความเห็นที่ต่างกันของทีมวิจัย ประชุมกันห้าคน สามความเห็นหลัก กว่าจะลงตัวได้ใช้เวลาไปทั้งสิ้นชั่วโมงครึ่ง (จึงทำให้ไปฟังการบรรยายของท่านอธิการบดีไม่ทัน) ก็ดีครับที่เกิดความเห็นที่แตกต่างกันในการทำงาน เพราะเมื่อเราได้ถกเถียงกัน มันก็ทำให้ทิศทางการทำงานมันชัดขึ้นด้วย ขออนุญาตเปรียบเทียบกับคู่สามีภรรยานั่นแหละครับ ทะเลาะกันบ่อย ก็ยิ่งรักกันผูกพันกัน (แต่เวลาทะเลาะก็อย่าถึงขั้นลงไม้ลงมือนะครับ เอาแค่งอนๆ กันก็พอ ฮาฮาฮา)

(กว่าจะได้เริ่มงานผม คืนนี้ลูกๆ นอนดึกมากครับ เลยต้องยอมยกโน้ตบุ๊คให้เล่นกันไปก่อนสองคนพี่น้อง)
ที่เป็นปัญหาก็เพราะกำหนดการครับ งานนี้มีงบพอจะจัดได้สามวัน แต่ผลที่ต้องการมันค่อนข้างยาก ดังนั้นทีมงานท่านหนึ่งต้องการให้ปรับกำหนดการใหม่ เน้นการระดมความเห็นในกลุ่มมากขึ้น แต่อีกท่านหนึ่งต้องการให้เน้นที่องค์ความรู้ ผมก็บอกว่า กำหนดการที่ออกแบบนะดีแล้ว แต่ผมมีเงื่อนไขว่า วิทยากรแต่ละช่วงต้องบรรยายไม่เกินสิบนาที เมื่อให้เห็นประเด็น จากนั้นกลุ่มย่อยก็ต้องระดมความเห็นกัน ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้แบ่งกลุ่มแล้วนั่งประชุมกันไปทั้งวัน เพราะถ้ากลุ่มไหนหลงทางแล้ว เราจะกู่ไม่กลับ สุดท้ายงานก็ไม่ออก ดังนั้นกำหนดการที่ผมกำหนดไว้คือ มีการรายงานผลกลุ่มย่อยเป็นระยะๆ
ทีแรกฟังเหมือนกับว่า สามแนวทางนี้ไม่เหมือนกันเลยครับ แต่พอเถียงไปเถียงผม ผมก็เริ่มรู้ว่า สองเสียงเหมือนกันแล้ว ต่างกันอีกหนึ่งเสียง ก็เลยต้องเถียงกันต่อสุดท้ายเห็นภาพแล้วว่า มองประเด็นเดียวกันแล้ว จึงหาทางออกว่า วิธีการไหนจะดีที่สุด ฮือ ได้เถียงกันแบบนี้สบายใจครับ ได้ความรู้สึกว่า ไม่ได้คิดและทำงานคนเดียว
เสร็จจากงานก็กลับมาแวะที่บ้านยายของลูกๆ งานนี้เลยได้สัมผัสความวุ่นวายบนท้องถนนอีกแล้วครับท่าน มีการยิงกันกลางถนน (ในตลาด) อีกแล้ว แต่คราวนี้คงเป็นประเภทวัยรุ่นทะเลาะกัน ยิงเสร็จก็วิ่งหนีครับ (คนยิง) แต่ชาวบ้านช่วยกันจับตัวไว้ได้ และตำรวจก็มาเร็วมาก (ซึ่งเป็นเครื่องหมายหนึ่งว่า ไม่ใช่เหตุการความไม่สงบ เพราะถ้ากรณีหลังตำรวจจะมาช้ากว่านี้เยอะ ฮิฮิ)
ปรากฏที่บ้านแม่ (ยาย) ก็มีจดหมายซองน้ำตาลมาถึงผมด้วยครับ จาก ผศ.วศิน เป็นแบบสอบถาม ขอบคุณครับที่ส่งมาให้ผมตอบ แล้วจะตอบให้เร็วที่สุดครับ
ขาท่านเป็นอย่างไรครับ กระดูก เรียงกันหรือยังครับ
ขอบคุณครับท่านอาจารย์ JJ และ pa_daeng
สำหรับผมนั้น ไม้ค้ำยันใช้มาตั้งแต่เด็กแล้วครับ เพราะพิการมาตั้งแต่เล็กๆ เพียงแต่บังเอิญหลายเดือนก่อนมีอุบัติเหตุทำให้กระดูกขาข้างนั้นหัก ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วครับ แต่ยังทำกิจกรรมหนักๆ ยังไม่ได้
แวะมาให้กำลังใจครับ...มรสุมที่อาจารย์กำลังเจอกับการทำงานมาแปดปีในช่วงนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้ครับ ความรู้สึกที่กระทบต่อคนทำงานผมเข้าใจดีครับ และที่นี่ทำให้เกดแบบนี้บ่อยครั้งครับ(อันนี้สำหรับผมหรืออาจารย์ก็กำลังเป็น)แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องฟันฝ่ามันไปให้ได้ครับ ไม่มีความยุติธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ในมวลมนุษย์ครับ วัลลลอฮฺอะลัม
ขอเป็นกำลังใจให้ครับ ขออัลลอฮฺคุ้มครองและตอบแทนครับ
ขอบคุณครับอาจารย์เสียงเล็กๆ
นึกว่าจะได้เจอหน้าอาจารย์แล้ววันนี้ สุดท้ายก็ยังไม่ได้เจอกันอีก แล้วก็คงอีกหลายวันจึงจะได้เจอกัน เพราะผมต้องเดินทางไปปฏิบัติการวิจัยที่หาดใหญ่ ฮิฮิ
มีความสุขเยอะๆ นะครับ
ผมบอกกับอาจารย์ว่าผมจะเพิ่มเติมเรื่องที่อธิการบดีบรรายายใน บันทึกของอาจารย์
เมื่อวานผมยุ่งกับการแก้ไขโปรแกรมบางอย่างเลยลืมเรื่องนี้ไปเลย วันนี้ขอสรุปก็แล้วกัน เพราะไม่รูจะอยู่ได้อีกนานไหม ตอนนี้ตีสามครึ่งแล้ว (เอาเท่าที่นึกได้ตอนนี้ก็แล้วกันนะครับ)
من رأرى منكم منكرا فليغيره بيده فإن لم يستطع فبلسانه فإن لم يستطع فبقلبه وذلك أضعف الإيمان
ผู้ใดเห็นสิ่งไม่ดีก็จงเปลี่ยนด้วยมือของเขา ถ้าไม่สามารถทำได้ก็ด้วยคำพูด และถ้าไม่สามารถทำได้อีก ก็ด้วยจิตใจ (แปลสรุป)
ครูต้องเปลี่ยนนักเรียนให้ได้ เปลี่ยนสู่ทางที่ดี สู่แนวทางของอัลลอฮฺ ถ้าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนได้ก็ใช้จิตเปลี่ยน ผมก็บอก นศ.ว่าที่ให้เปลี่ยนทางใจนั้น อย่างน้อยเราคนหนึ่งละไม่เป็นอย่างเขา ย้ำกับใจตัวเองว่านั้นคือวิธีการที่ผิด เราไม่ทำ
كُونُواْ رَبَّانِيِّينَ بِمَا كُنتُمْ تُعَلِّمُونَ الْكِتَابَ وَبِمَا كُنتُمْ تَدْرُسُونَ
พวกเจ้าจงผูกพันธ์กับพระเจ้า(เป็นผู้ศรัทธาและทำตามคำบัญชาของอัลลอฮฺ) อย่างที่พวกเจ้าเป็นสอนคำภีร์และพวกเจ้าได้ศึกษา
หน้าที่ของเรา คือ สอนและศึกษา
ท่านว่าตามอายัตนี้แล้วเราไม่ควรละทิ้งอัลกุรอานอย่างยิ่ง สอนอะไรก็ตามต้องบูรณาการ และเนื้อหาในอัลกุรอานนั้นคือความจริง ตั้งแต่อดีตจนสุดท้าย แม้จะไม่ง่ายนักที่จะศึกษาแต่ต้องพยายาม
นอกจากสอนแล้วต้องทำวิจัยด้วย เพื่อหาความรู้ ความจริง ที่จะต้องสอนต่อ ครูต้อง update ตลอด ไม่ใช่สอนตามที่เคยสอนมาแล้วไม่รู้กี่ปี
ผมนึกในตอนนี้ได้แค่นี้นะครับ จริงๆแล้ววันนั้นผมก็ได้ถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ทด้วย อะไรที่ดีๆ และผมรู้ผมจะถ่ายทอดสดตลอดนะครับ และตอนนี้สามารถเข้าไปฟังได้ที่ อินเตอร์เน็ทของผมนะครับ (ทำขึ้นมาใหม่)
www.almustofa.com เมื่อก่อน(ตอนนี้ก็ยังอยู่) http://intan.sci-yiu.net