CanTeen
บ่ายวันศุกร์ที่ Calvary Hospital จะมี programme Forum ที่จะเชิญแขกที่น่าสนใจมาพูดให้ฟังประมาณ 1 ชั่วโมง ผมก็ไปปรากฏกายเป็นคนแรกตามประสาคนตื่นเต้น เขาเลี้ยงขนมเค้กด้วย (เค้กชอกโกแล็ตที่นี่อร่อยมาก เข้มข้น ผสมโกโก้ลงไปอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม!!) ตอนผมเข้าไปมีคนแค่ 2 คน คือเจน (คนจัด) และอีกหนุ่มตัวเบ่อเริ่มเทิ่ม เจนแนะนำให้ผมรู้จักว่านี่คือเบนจาก CanTeen
ตอนผมได้ยินครั้งแรก ผมก็สับสนเล็กน้อย เข้าใจว่าเป็นเด็กส่งอาหารว่าง (canteen) ทำไมแนะนำตัวเป็นทางการหว่า พอคุยกับเบนได้อีกสองสามคำ และเริ่มมีคนเข้ามาเพิ่ม เห็นเจนแนะนำเบนทุกคน ก็เข้าใจทันทีว่าตูช่างเชยสุดขีด ไปเข้าใจว่าวิทยากรเป็นเด็กส่งอาหารซะแล้่ว ดีที่เราไม่ชมว่าขนมอร่อยดี!!!

CanTeen
เป็น non-profit orgaization ของออสเตรเลีย เป็น charity อีกที่หนึ่งที่ตอนนี้มีสาขาหลายแห่งแล้วในออสเตรเลีย เป็นองค์กรการกุศลที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 1985 ก็กว่ายี่สิบมาแล้ว เริ่มต้นจากเด็กวัยรุ่น 6 คนที่เป็นมะเร็ง กับหมอ นักจิตวิทยา อีก 5 คน ที่เผชิญกับปัญหาการดูแลรักษาโรคมะเร็งในเด็กที่ยังขาดทรัพยากร ขาดคน และขาดวิทยาการความรู้ที่ต้องการ เพื่อทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี กลุ่มเริ่มแรกนี้ก็เลยได้มาพูดคุย และในที่สุดก็จัดโครงการนำร่อง ตั้งแคมป์ชักชวนผู้สนใจ เข้ามาร่วมพูดคุย ทำกิจกรรม และทำอะไรต่างๆร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์จะช่วยเด็กที่เป็นมะเร็ง หรือเด็กที่คนในครอบครัวกำลังเป็นมะเร็งหรือเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ได้มีหนทางได้รับความช่วยเหลือให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ให้ได้ดีที่สุด
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน CanTeen (มาจาก cancer บวกกับ teen-ager ครับ) ก็ได้มีกิจกรรมจัดแคมป์ทุกปี กลุ่มเป็าหมายคือใครก็ได้ อายุระหว่าง 12-24 ปีที่ต้องเผชิญปัญหาโรคมะเร็งในครอบครัวหรือของตนเอง CanTeen บริหารจัดการโดยกรรมการ 11 คน ซึ่งใน 6 คนจะเป็นเด็กๆวัยรุ่น เพราะเขาเชื่อว่าเด็กจะสามารถเข้าใจในความต้องการของเด็กด้วยกันได้ดี ดังนั้นการมีเด็ก 6 คน จะมีสิทธิในการ VITO และให้ความเห็นว่า แต่ละแคมป์ แต่ละกิจกรรม น่าจะ "โดนใจ" กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กด้วยกันหรือไม่
"Young people can cope better with cancer by coming together and sharing their experiences, and that no young person should go through their cancer experience alone."
CanTeen มีความเชื่อว่าเด็กจะเผชิญกับโรคมะเร็งได้ดีกว่า ถ้าร่วมแรงร่วมใจกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และ CanTeen จะทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เด็กคนไหนก็ตามจะต้องเผชิญหน้ากับโรคมะเร็งอย่างโดดเดี่ยว
ในปัจจุบัน แต่ละปี CanTeen จะจัดแคมป์และกิจกรรม 80 ครั้งทั่วประเทศออสเตรเลีย อาศัยอาสาสมัครทุกเพศทุกวัย (เออ... ก็ไม่ทุกวัย รู้สึกเขาจะรับตั้งแต่อายุ 24 ปีขึ้นไปครับ แต่ยินดีให้ใครๆมาร่วม observe และเข้าร่วมกิจกรรมก็ได้) ซึ่งเขาจะมีอาสาสมัครหลายแบบครับ ตั้งแต่อาสาสมัครด้านการแพทย์ ด้านนำกิจกรรมกลุ่ม ด้าน fund-raising ฯลฯ
เบนฉาย video clip กิจกรรมมาให้ดู สนุกมากเลย แต่ก็มีชั่วโมงที่เขาทำ knowledge sharing เรื่องการ cope กับมะเร็งจากกลุ่มต่างๆ การทำ counseling การทำ bereavement (การเผชิญความเศร้าเสียใจ) ในรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อเด็กๆวัยต่างๆเข้าใจและสื่อสารได้ มีกิจกรรมบันเทิงประกอบมากมาย การติดต่อทุกรูปแบบที่วัยรุ่นใช้ถือว่า OK หมด ไม่ว่าจะเป็น Hi5, SMS, mobilephone, email, chat, blog, etc
ผมฟังเบนบรรยายแล้วทึ่งมาเลยทีเดียว
ลองคิดดู ถ้าหากจิตอาสา กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลิก ในช่วงวัยรุ่น คนที่เติบโตมาจะมีบุคลิกเช่นไร และจะทำอะไรให้กับสังคมได้บ้าง? ผมถามเบนไป ปรากฏว่ามีคนที่นั่งฟังอยู่ด้วยคนหนึ่ง เป็นอาสาสมัครรุ่นแรกเมื่อยี่สิบปีก่อน เธอเล่ามามองย้อนหลังไป หลายๆคนที่เป็นอาสาสมัครให้ CanTeen บางคนกลายเป็นหมอ บางคนกลายเป็นพยาบาล แต่ใครก็ตามแทบจะไม่สามารถลืมเลือนประสบการณ์ในครั้งนั้นได้เลย
ที่น่าทึ่งก็คือ ทั้งหมดนี้เริ่มมาจาก "เด็กวัยรุ่น 6 คน" เท่านั้น
การศึกษาและอบรมเลี้ยงดูแบบไหน ในสังคมเช่นไร จึงจะบ่มเพาะวัยรุ่นที่เติบโตและ "มอบให้" สังคมแบบนี้ได้ อะไรที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้ทำอะไรบางอย่าง ที่พวกเขาและพวกเธอสามารถบอกกับลูกหลานว่า นี่แหละคือผลงานของเด็กวัยรุ่น
พวก CanTeen เขาใช้เวลาในการคิดเรื่องอะไรกัน? เขาขบคิดใคร่ครวญเรื่องอะไรกัน? ผมยังจำได้เมื่อสามปีที่แล้วที่เด็ก นศพ. ม.อ. ไปทำกิจกรรมช่วยเหลือเด็กๆประสบภัยสุนามิที่พังงา พวกเราก็ชื่นชมและภาคภูมิใจมาก ขอให้มานำเสนอที่คณะฯ ก่อนวันจริงเด็กๆมากระซิบถามบอกว่าไม่อยากนำเสนอ เพราะมันดูแปลก ไม่เหมือนเพื่อนๆ เพื่อนๆมองสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องตลก ทำให้เขาขัดเขินที่จะมาแสดงมาพูดให้ฟัง.........
..............
..............
ผมแสดงความคิดเห็นไปว่า ถ้านักศึกษาแพทย์ออสเตรเลีย หรือนักเรียนมัธยมใดๆก็ตาม ได้มีโอกาสมา attend แคมป์ CanTeen ด้วย ผมสนใจมากเลยว่าจะมี impact ต่อสังคมโดยรวมอย่างไร ที่กิจกรรมแบบนี้กลายเป็น elective หรือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาไป

-- "จิตอาสา" เป็นคำเล็กๆ...แต่ขยายผลยิ่งใหญ่นะคะ...
-- การบ่มเพาะต้นกล้า"จิตอาสา" เป็น theme base ที่หลายองค์กรในประเทศไทย ได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนอย่างน่าชื่นใจค่ะ
nongnarts
สวัสดีครับคุณนงนาท
ครับ
น่าชื่นใจจริงๆครับ สักวันหนึ่งจะต้องมีคนได้มาเก็บเกี่ยวต้นกล้าเหล่านี้ไปในที่สุด แค่ทราบเพียงเท่านี้ก็น่าพึงพอใจแล้ว
เพี้ยนนะคะ
หนูว่าอาจารย์ได้ข่าวเพี้ยนมา
เหมือนที่หนูได้ยิน ...
ที่ว่าไม่อยากนำเสนอ .. ไม่ได้เป็นเพราะ ... อย่างที่อาจารย์ได้ยิน
สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ยังไม่เห็นในบ้านเรานะคะ อาจจะเป็นด้วยวิถีชีวิตของเด็กๆเราที่มีกรอบมี pattern มากเหลือเกิน เหลือเวลาในการทำอะไรที่ไม่ใช่การเรียนน้อยมาก อยู่ที่ออสเตรเลีย เราจะได้เห็นเด็กๆทำอะไรให้กับสังคมรอบๆตัวเขามากกว่าบ้านเรา
คุณโอ๋
ครับ
ผมว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ปริมาณ" ของเวลาที่ใช้ทำอะไรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ "คุณภาพ" ด้วย
จิตอาสาจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรา "ลด" กระบวนคิดที่วนเวียนแต่เรื่องของตัวเรา เป็นอัตตาทิฏฐิ ใช้ตัวเองเป็นโจทย์อยู่ตลอดเวลา ทั้งด้านการรับและด้านการแสดงออก ต่อเมื่อเราสามารถคิดเผื่อคนอื่นได้ เมื่อนั้นจิตอาสาจึงมีพื้นที่ที่จะงอกเงยออกมา
แต่จะว่าไปเหมือน paradox ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีประเพณีที่ให้ความสำคัญเรื่อง autonomy สูง จนเมื่อเขา fullfill อัตตาแล้ว จึงมีความเป็นตัวของตัวเองและสามารถมองเลยขนตาตัวเองออกไปได้ ในขณะที่คนที่ยังมี self insecurity จะต้องแสวงหาปัจจัยภายนอกมาตลอดเวลา ทั้งๆที่เป็นเรื่องของการ fullfill สิ่งแวดล้อมภายในตัวเอง
อย่างงั้นมั้งคะ ... น่าจะเป็นเรื่องที่ที่อธิบายด้วย paradox?
ที่หนูได้ยินมา ...
ที่เขาไม่พูดเป็นเพราะ ..
ถ้าเงื่อนไขการคงอยู่ และดำเนินต่อไปของโครงการคือ .. ไม่มีเขาอยู่ในโครงการอีกต่อไป .. ก็ .. ไม่พูด .. ไม่อยู่ .. ไม่ทำต่อ .. ดีกว่า?
นั่นเป็นตัวอย่างที่พึ่งยกไปเลยทีเดียว
การทำความดี เราต้องการ authenticity ของ motivation คือ "สิ่งที่ทำไป เป็นเรื่องความทุกข์ สุข ของคนอื่น" และถ้าเราเห็นเรื่องนี้สำคัญ อยากเผยแพร่ ก็เพราะตัวเนื้องานที่ทำไป ไม่ใช่เพราะเราจะได้อะไร หรือไม่ได้อะไร
การทำความดี แต่เป็นเพียงอัตตาทิฏฐิ จะทำต่อเมื่อเราได้ประโยชน์ จะทำต่อเมื่อเราได้เงื่อนไข ออกจะน่าเสียดาย เหมือนใส่บาตรแล้วภาวนาขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ ถูกล็อตเตอรีรางวัลที่หนึ่ง ใส่ๆไป ไม่เห็นถูกสักที ใจทุกข์ลงสวรรค์ไม่น่าจะมี งั้นเลิกใส่บาตรดีกว่า เช่นนี้คงจะไม่ใช่จิตอาสาในแบบที่เรากำลังพูด แต่เป็นการทำเพื่อตนเอง แรงบันดาลใจมันจะเหือดหายไปอย่างง่ายดายเพราะ condition
ต่างจากจิตอาสาที่แท้ ที่เป็น unconditional love หรือการทำบุญอย่างฉือจี้ ที่ทำเพราะสิ่งที่ทำมันดี จะพูด จะเผยแพร่ ก็เพราะสิ่งที่ดี คนอื่นๆน่าจะได้มีโอกาสได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง ไม่ใช่จะพูดต่อเมื่อมีเงื่อนไขของฉันเท่านั้น
อยากเรียนเรื่องนี้อย่างจริงจัง อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยค่ะหนูต้องไปติดต่อเรียนแบบนี้ที่ไหนในประเทศไทยค่ะ หนูอยากรู้จริงๆค่ะ
อืม... "เรื่องนี้" คือเรื่องอะไรล่ะครับ
สวัสดีค่ะคุณ Phoenix
เรื่องของการ "อายที่จะทำสิ่งที่ต่างจากผู้อื่น"
เกิดขึ้นจริงกับเด็กไทยแทบทุกหย่อมหญ้า
บางครา "การตอบหรือการแสดงความคิดเห็น"
กลายเป็นเรื่องตลก เพราะครูต้องให้ตอบตรงเป๊ะ
โดยไม่มีผิดเพี้ยน ส่งผลให้เด็กไทยไม่กล้าที่จะทำ
ในสิ่งที่"ไม่ผิด"...เมืองไทยนี่ก็แปลกนะคะ
สอนให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
แต่การศึกษา ต้องการให้คิดสิ่งใหม่ๆนอกกรอบยิ่งดี....เฮ้อ...
ครูแป๋ม
ครับ
บางทีก็งงๆนะครับ ในกรอบบ้่าง นอกกรอบบ้าง
เราทำการศึกษา "ให้ไร้กรอบ" จะดีไหมครับ ทุกอย่างนำมาเรียนได้หมด ไม่ต้องกังวลว่า เอ.. มันในกรอบ หรือ เอ..เรามันคนคิดนอกกรอบ ทำในกรอบไม่ได้
"ให้ไร้กรอบ"ชอบคำนี้มาก ค่ะ อาจารย์
น่าจะตรงความหมายที่อาจารย์อยากสื่อ
สร้างเด็กหรือคนรุ่นใหม่ "ให้ไร้กรอบ"
แบบไม่ต้องเกรง อาย หรือ...