..........
ปิดเทอม ปริญญาโท จบปี ๑ แต่งานประจำก็ยังต้องทำ หยุดสองอาทิตย์ คือสองเสาร์อาทิตย์ เมื่อมีโอกาสจึงว่าจะกลับบ้าน เทอมซัมเมอร์ผมลงเรียน ๒ ตัว เรียนแผน ก ต้องทำวิทยานิพนธ์ เพื่อนเห็นจบปี ๑ ก็ถามว่า เรียนอีก ๑ ปีใช่ไหม ผมตอบว่าไม่รู้ เรียนครอสเวิร์คนั้นคงจบ แต่วิทยานิพนธ์ต้องมาดูกัน
ตอนปริญญาตรี สมัยผมทำกิจกรรมนิสิต ก็ได้รู้จักเพื่อนหลายๆ มหาวิทยาลัย ในวันนี้บางคนทำงาน บางคนเรียนต่อ วันก่อน หลังจากที่ผมสอบปลายภาควิชาสุดท้ายเสร็จ ก็เปิดอินเตอร์เน็ต แล้วคุย MSN กับเพื่อน เพื่อนคนนี้เรียนโทต่างสถาบันกับผม เค้ามาระบายกับผมว่า เค้าพึ่งสอบเสร็จเหมือนกัน เก้าอี้ที่เค้านั่งสอบนั้น
อยู่หน้าห้อง อาจารย์ผู้สอนไม่ได้มาคุมสอบ แต่ให้เจ้าหน้าที่มาคุมสอบแทน ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา

พอสอบเสร็จเค้าบอกกับผมว่าเค้าทำข้อสอบไม่ทัน ๑ ข้อ เพราะเวลาหมดก่อน ซึ่งเค้าก็ไม่ติดใจ แต่สิ่งที่เค้าติดใจก็คือ เมื่อเค้าเดินมาหลังห้อง เค้าเห็นเพื่อนคนหนึ่งกำลังกางหนังสือทำข้อสอบทั้งๆ ที่อาจารย์ไม่ได้อนุญาต พอหมดเวลาสอบเค้าก็ยังไม่ส่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่คุมสอบก็ไม่ว่าอะไร มองเฉยๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติ
เวลานั้น เพื่อนผมเค้าก็เฉยและเดินออกมาแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนผมยอมรับกับผมว่าเค้าตกใจและสับสน หลังจากที่ผมได้ฟังผมก็สับสนเช่นกัน สับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์นั้น แล้วถ้าผมเจอสถานการณ์นั้นผมจะทำอย่างไร โวยวายกับกรรมการคุมสอบ หรือ เห็นแก่ความเป็นเพื่อนก็ปล่อยให้เค้าเอาเปรียบ ผู้อ่านคิดว่าในสถานการณ์นั้นใครเป็นคนผิดปกติ คนสอบที่กางหนังสือ เจ้าหน้าที่คุมสอบที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือเพื่อนผมที่ไม่ทุจริตการสอบเมื่อโอกาสอำนวย แต่หลังจากพิจารณาไปซักพัก ผมก็พบว่า ไม่มีใครผิดปกติหรอก นี่แหละความปกติ ทุกคนอยู่ในสถานการณ์ปกติ ปกติที่เห็นการทุจริตเป็นเรื่องธรรมดา มองผ่าน มองข้าม
ทำผิดไม่มีใครว่า ตราบใดที่ผลกระทบยังไม่มาถึงตัว แม้ผลกระทบมาถึงตัวแล้ว ก็ยังมีเส้นความเกรงใจขีดขวางอยู่อีก
ผมมองว่าค่านิยมที่กำลังคุกคามจารีตอยู่ในทุกวันนี้คือการที่มนุษย์ซึ่งเคยชื่นชมบุคคลที่ “ทำได้” กลับกลายมาชื่นชมคนที่ “ได้” เช่น สอบได้ เลื่อนขั้นได้ หรือได้อะไรต่างๆ ที่พากันได้ แต่คำว่า “ทำ” กลับถูกละเลย คำว่า “ทำข้อสอบได้” นั่นหมายถึงการทำได้โดยมีนัยทำหน้าที่คำวิเศษขยายความออกมาได้อีกว่า สามารถทำได้ ไม่ใช่ทุจริตได้ หรือ ลอกข้อสอบจนสอบได้ แต่เป็นการทำ เพราะทำจึงได้ ทำตามกติกาด้วย

บางครั้งหลายๆ อย่างก็ทำให้หลายคนไม่ได้สนใจคนที่ทำ เพราะบางครั้งคนที่ทำก็ไม่ใช่คนที่ได้ และหลายๆ ครั้งเช่นกัน ที่เราไปชื่นชม คนที่ได้ ทั้งๆที่รู้ว่ากระบวนการได้มานั้นไม่สวยงาม สังคมเมืองกำลังคล้ายสังคมสัญลักษณ์ที่ฉาบทาด้วยมายาคติ เป็นสังคมที่สวมหน้ากากกันมานาน จนบางคนลืมไปแล้วว่าใต้หน้ากากเราก็มีแต่ตัวเปล่าๆ อาจเพราะเหตุนี้ เราจึงแสวงหา เราจึงดิ้นรนเพื่อจะได้ความสำเร็จมาฉาบทาเพื่อเพิ่มความงามให้กับหน้ากาก และชื่นชมหน้ากากคนอื่นเพียงเพื่อหวังให้กระแสความปกตินั้นไม่สะดุด โดยไม่คำนึงว่าเราได้คิดเช่นนั้นจริงๆ หรือเปล่า
เมื่อความสำเร็จเป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม ทุกคนจึงขวยขวายเพื่อที่จะได้มันมา จิตใจมนุษย์เปรียบเหมือนน้ำ พยายามหาหนทางไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จุดไหนมีอุปสรรคขวางกั้นมันก็จะพยายามไหลไปส่วนที่มีอุปสรรคน้อย เพื่อให้ถึงจุดหมายเร็วที่สุด จิตใจมนุษย์นั้นมี กิน กาม เกียรติ์ เป็นที่ต่ำ มีกฏหมาย ศีลธรรม จริยธรรม เป็นเหมือนอุปสรรคขวางกั้น อยู่ที่ว่าจิตใจของแต่ละบุคคล จะใส่กำลังไปที่ฝ่ายใดมากกว่ากัน
เคยเห็นมั้ยครับ เด็กประถมลอกข้อสอบกัน วันนี้เพื่อนผมบอกว่าปริญญาโทแล้วก็ยังมี
ทำไมเหรอครับ เรามุ่งแสวงหาอะไร ผลประโยชน์ส่วนตน หรือ หน้ากากสังคมอุดมปัญญา
ช่วยกันวันนี้ ทุจริตไม่ใช่ทางเลือกของการปฏิบัติ ไม่ใช่ทางเลือกของบุคคล
แต่เป็นทางเลือกของมิจฉา กำกับค่านิยม กำกับคุณธรรมในใจท่านให้ดี ไม่ใช่แค่ท่านไม่ทุจริต แต่ต้องเป็นคนรอบกายท่าน ครอบครัวท่าน สังคม องค์กรที่ท่านอยู่ ต้องช่วยกันห้าม ต้องช่วยกันป้องกันและแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร ก่อนที่การทุจริต จะกลายเป็นวิถีในสังคม
ช่วยกันปลูกฝังนะครับ ทั้งเยาวชน และ จิตใจท่านเอง

สะท้อนปัญหาได้ดีนะ
แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นเหมือนกัน แต่เพราะความเกรงใจ เลยมองข้ามสิ่งที่ถูกต้องไป
เอิ๊กๆๆ สุดยอดๆ
เก่งจังนะคะ
ทำอะไรตามใจคือไทยแท้..........คำนี้ไม่รู้ว่าใครบัญญัติขึ้น รู้แต่ว่าได้ยินมานานแล้ว เกือบเท่าอายุตัวเอง เรื่องนี้ต้องร้องเรียนคณบดีหรืออธิการบดี ปล่อยไว้ไม่ได้ครับ อยากให้พวกเรากล้าเหมือนนักศึกษาสตรีที่กล้าจัดการกับอาจารย์ลามก เอาให้เข็ดไปเลย กล้าๆ หน่อยครับ ขอมอบดอกไม้เป็นกำลังใจ
ปืนครับ
มีเรื่องราวมากมายที่เราต้องตั้งคำถามในสังคม และ ได้รับทั้งคำตอบ ไม่ได้คำตอบ รวมถึงคำบอกเล่าว่าให้อยู่เฉยๆ ก็มันเรื่อง"ธรรมดา"
บางทีสังคมเราก็สร้าง "มาตรฐานใหม่" หรือ "มาตรฐานซ้อนมาตรฐาน" ทุกอย่างก็ถูกเหมารวมว่าเป็นเรื่อง "ธรรมดา"
ปรากฏการณ์ที่น้องพบเห็น ก็เป็นเพียงเรื่องราวหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม และเราต้องเตรียมใจยอมรับอีกมากครับ
ตอบ pammy
ใช่แล้วครับ และปัญหา ก็สะท้อนสภาพสังคมได้เช่นกัน.
.....
ตอบ เปลวเทียน
คนทั่วไปรวมถึงผม ยังกลัวครับ ลึกๆ ยังกลัวความปกติหายไป
.....
ตอบ จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ขอบคุณครับ เรียนรู้ต่อไป
ความปกตินั่นแหละครับ น่ากลัว
ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวังวงของการศึกษา
ฉันคิดว่าคนที่ตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพื่อให้ได้คำว่า "มหา" ข้างหน้าคำว่าบัณฑิตนั้น
น่าจะเป็นปัญญาชนที่มาจากข้างใน (ใจ) ไม่ใช่มีไว้ติดตัวโก้ ๆ ว่า...จบ'โทมานะ
ณ วันนี้ที่ฉันประสบอยู่ก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเค้ามาเรียนเอาความรู้หรือแค่ใบปริญญา
ประดับข้างฝา มาเรียนก็ไม่ใส่ใจ ส่งงานช้า สามารถเลือกผู้สอนได้ ไม่รู้ว่าการศึกษาไทย
เดี๋ยวนี้เป็นยังไง ต้องเอาใจนักศึกษาเหรอ ถึงว่า...ระบบการศึกษาไทยสมัยนี้ถึงได้เละเทะ
ขอโทษที่บ่นยาวนะคะ
ครับ บางครั้งก้ต้องบ่นดังๆ หลายๆ อย่างมันขัดกับคุณธรรมในใจ