สำหรับตอนที่2นี้จะต่องเนื่องมาจากตอนที่1นะครับ

เวทีPWปี2552ที่กำแพงเพชรในตอนที่2 นี้จะขอกล่าวถึงการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติและสาระสำคัญในระบบส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่และอำเภอ

 

จากการจัดเวทีประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการส่งเสริมการเกษตรระดับจังหวัด(PW) ประจำปีงบประมาณ 2552นี้ ซึ่งเราได้กำหนดจัดเมื่อวันที่ 5-6 มีนาคม 2552 ณ.อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ผ่านมาแล้วนั้น ผมจะขอนำมาเล่าต่อนะครับเพื่อบันทึกเป็นความรู้เพื่อการแบ่งปันไว้สำหรับนักส่งเสริมการเกษตรและผู้สนใจ อีกประการหนึ่งเพื่อสะดวกต่อการสืบค้นหาองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนางานต่อไปใน Blog G2K สำหรับตอนที่ 2 นี้จะต่อเนื่องมาจากตอนที่ 1 นะครับ

 

 

การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

 

         หลังจากที่ทางผู้บริหารระดับจังหวัด ได้มอบนโยบายในการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรระดับจังหวัดแก่ผู้เข้าร่วมประชุม-สัมมนาเชิงปฏิบัติการไปแล้ว ในส่วนหนึ่งที่บุคลากรระดับปฏิบัติการ ก็จะต้องคิดวางแนวทางที่จะแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างไรที่จะเกิดผลลัพธ์แก่เกษตรกรในกลุ่มเป้าหมายเพื่อการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร โดยเฉพาะระบบของการทำงาน ที่เรียกกันว่าระบบส่งเสริมการเกษตรนั่นเอง

 

         ก่อนที่จะพูดถึงระบบส่งเสริมการเกษตร อย่างน้อยๆนักส่งเสริมการเกษตร จะต้องเข้าใจในทิศทางของการทำงานในปีงบประมาณ 2552 มาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณแล้ว ถึงแม้การสนับสนุนด้านงบประมาณตามแผนงาน โครงการ กิจกรรม ยังไม่ได้รับการอนุมัติการจัดสรรมาถึงระดับหน่วยงานก็ตาม แต่ตัวระบบส่งเสริมการเกษตรต้องเดินไปข้างหน้าด้วยตัวของระบบเองมิใช่จะตั้งหน้ารอแต่งบประมาณเท่านั้น

 

       ณ.วันนี้ก่อนที่เราจะลงมือปฏิบัติงานในระดับองค์กรทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ รวมไปถึงการทำงานในระดับพื้นที่ก็ตาม ล้วนที่จะต้องมองและทำความเข้าใจกับวิสัยทัศน์ /พันธกิจ /เป้าประสงค์/และวัตถุประสงค์ แต่ที่สำคัญอย่างน้อยๆก็ต้องคำนึงถึงประเด็นของยุทธศาสตร์ระดับหน่วยงานนั่นเอง  ตั้งแต่ระดับกระทรวง  ระดับกรม ระดับจังหวัด และระดับหน่วยงาน

ระบบส่งเสริมการเกษตร

 

          การทำงานในพื้นที่และอำเภอ เป็นระบบย่อยในระบบส่งเสริมการเกษตร ที่มีการสร้างความเข้าใจกันหรือเป็นการทบทวน กระบวนการทำงานว่ามีอะไรบ้าง ที่สอดคล้องกับความเป็นไปได้ในปัจจุบัน หรือจะสามารถแปลงไปสู่ตัวชี้วัดในระดับบุคคลและระดับหน่วยงานได้ ซึ่งมีประเด็นสาระที่สำคัญดังนี้

 

                1. จัดทำข้อมูล/แนวทางพัฒนา/แผนพัฒนาการเกษตร

 

                2. ส่งเสริมและพัฒนากลุ่มอาชีพในการพัฒนาแผนกลุ่ม/ประเมินศักยภาพและเครือข่าย

 

                3. ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้แก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และกลุ่มอาชีพต่างๆ

 

               4. นำการจัดการความรู้( KM )เป็นเครื่องมือในการทำงาน

 

               5. นำการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม( PAR) สู่งานส่งเสริมการเกษตร

 

               6. การบริการทางการเกษตรแก่เกษตรกร ได้แก่ คลินิกเกษตรเคลื่อนที่   การรับจดทะเบียนเกษตรกรที่เข้าโครงการรับจำนำผลผลิต   การสำรวจข้อมูลข่าวสารทางการเกษตร     การสำรวจเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ และการประชาสัมพันธ์งานส่งเสริมการเกษตร

 

กลไกในการทำงานส่งเสริมการเกษตร

 

        การปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่-อำเภอ จะต้องใช้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล( ศบกต.) อาสาสมัครเกษตรระดับตำบล( อสกต.) เกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรผู้นำ กลุ่มอาชีพตางๆ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน องค์กร/สถาบันเกษตรกร ผู้นำชุมชน อปท. ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียง และคลินิกเกษตรเคลื่อนที่

 

        ในระดับผู้ปฏิบัติงานสงเสริมการเกษตรระดับอำเภอและพื้นที่ จะต้องมีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกร ตามกลไกดังกล่าว จะต้องมีการทบทวนและกระตุ้นให้มีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการเชื่อมโยงการทำงานในพื้นที่อย่างระบบซึ่งพยายามส่งเสริมให้กลไกได้เกิดความตระหนักที่จะสามารถเดินด้วยตัวของมันเองและต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้กลไกดังกล่าวต้องหยุดชะงัก จะต้องหมุนอยู่ตลอดเวลามิฉะนั้นงานสงเสริมการเกษตรจะไม่เกิดการพัฒนา แต่ข้อสำคัญอย่าแยกส่วนในการทำงานเพราะว่ากลไกทุกตัวสามารถที่จะทำงานเชื่อมโยงกันได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

 

            สาระสำคัญของการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการนั้น จะต้องเปิดโอกาสให้ระดับผู้ปฏิบัติ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ได้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดใจให้แก่กัน เพื่อหาหนทางหรือหาแนวทางในการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่นั่นเอง หากเป็นไปได้ต้องมีการวิเคราะห์ ถึงจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และข้อจำกัด ของการทำงานแต่ละด้านในปีที่ผ่านมา แล้วมาร่วมกันหาแนวทางการพัฒนางานในปี2552 นี้ให้เป็นระบบมากขึ้น และที่สำคัญอีกประการหนึ่งจะต้องฟังผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้มากที่สุด อย่างเพียงแต่บอกอย่างเดียวเพราะองค์กรเป็นของทุกคนที่อยู่ในองค์กรร่วมกัน เพราะฉะนั้นทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาองค์กรของตนเองครับ...