ได้อ่านจากบทความชื่อว่า “Knowing what we know: language and tools for knowledge mapping” ของ David Snowden, Executive Director ของ IBM ดูน่าสนใจทีเดียวค่ะ ควรค่าต่อการ reblog (เขาเขียนไว้ที่นี่ด้วยนะค่ะ http://www.cognitive-edge.com/blogs/dave/2008/10/rendering_knowledge.php)
เขาได้วางกฎด้านการจัดการความรู้ของเขาไว้ 3 ข้อ คือ
• Knowledge can only be volunteered, it cannot be conscripted. (ความรู้เกิดขึ้นมาได้เพียงจากการให้อย่างสมัครใจ ไม่ใช่เกิดจากการกำหนดบังคับกระทำใดๆ)
• We always know more than we can say and we will always say more than we can write down. (คนเรานั้นมักจะรู้มากกว่าที่จะสามารถพูดออกมาได้ และคนเราก็มักจะพูดออกมาได้มากกว่าที่จะเขียนออกมาได้)
• We only know what we know when we need to know it. (คนเรานั้นสามารถรู้ได้ว่าเรารู้อะไรอยู่แล้วบ้างก็เมื่อเราต้องการจะรู้สิ่งนั้น)
ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ ดร.จันทวรรณ
ชัดเจนมากครับกับ 2 ข้อแรก
แต่ข้อ 3 อ่านดูแล้วยังงงนิดหน่อยครับ
สำหรับข้อ 2 ตอนนี้ผมกำลังประสบอยู่กับตัวเองเลยครับ
รู้สึกว่าบางครั้งเล่าออกมาเป็นคำพูด จะทำได้ดีกว่าถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ ต่อไปกำลังคิดจะทำบันทึกด้วยเสียงพูดดูบ้างน่ะครับ
น่าสนใจครับ ผมพยายามถอดความ (paraphrase) จากที่อาจารย์เขียนเป็นของผมเอง เอาไว้ใช้ประโยชน์ประยุกต์กับการสอน
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ ท่านอาจารย์พันคำด้วยนะครับ
สำหรับการถอดความ ในข้อ 3 ที่อ่านแล้วทำให้กระจ่างขึ้นครับ
ข้อสามนั้นคือประมาณว่า คนเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้อะไรอยู่บ้าง เจอเยอะนะค่ะ ก็เลยต้องพยายามบอกว่า ต้องใช้ สุ จิ ปุ ลิ ค่ะ ต้องเข้ามา ลปรร ค่ะ จะได้รู้ตัวเองรุ้อะไรอยู่บ้างนั่นเองค่ะ ถ้าอ่านในบทความของ Dave snowden เขาก็จะบอกว่า you sleep on it.
ส่วนข้อที่สองนั้นต้องนำพวกเทคโนโลยี podcasts มาใช้ค่ะ
สวัสดีอีกรอบนะครับท่านอาจารย์
ผมเคยทำบันทึกไว้เป็นวีดิโอคลิปอยู่เรื่องนึงครับ (อารมณ์นั้นประมาณข้อ 2 น่ะครับ)
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดัดแปลงสร้างเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับเด็กเล็ก
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเจ้าตัวเล็กที่น่ารักของอาจารย์บ้างครับ
ถ้าเน็ตเร็วก็ขอเชิญไปชมได้เลยครับ
http://gotoknow.org/blog/g2kacademy/246533
สวัสดีค่ะ อาจารย์จันทวรรณ
สรุปว่าการขยายผล ต้องจูงใจ ให้เล่าความสำเร็จ แน่เลย
ขออนุญาตินะคะ อจ. ขอคุยด้วยคน
แปลกที่ชอบเขียนมากกว่าพูด เพราะพูดไม่ทันเพื่อน แล้วก็แก้คำผิดไม่ได้เหมือนเราเขียน ^^
* ดังนั้น "การเขียน" และ "การพูด/เล่าเรื่อง" จึงเป็นทักษะที่สำคัญ ต้องฝึกฝนอยู่เสมอ ต้องฝึกซ้ำทำบ่อย มีเวทีให้เราลองอยู่เสมอ จึงจะเชี่ยวชาญและชำนาญที่จะถ่ายทอดได้ดังใจนะค่ะ
คุณสุ พูดถูก แต่ปัญหาสำคัญคือ หลายคนชอบฟังแต่ไม่ชอบพูด (รู้ดี รู้มาก แต่ไม่อยากพูด โดยเฉพาะถ้าต้องพูดเป็นทางการ).... คงเป็นปัญหาใหญ่ของคนส่วนใหญ่กระมัง (ด้วยวัฒนธรรมและการศึกษาในอดีต)
ทบทวนความรู้ ;)...
กฎข้อที่ 1
Knowledge can only be volunteered, it cannot be conscripted.
ความรู้เกิดขึ้นมาได้เพียงจากการให้อย่างสมัครใจ ไม่ใช่เกิดจากการกำหนดบังคับกระทำใด ๆ
... สมัครใจ มิใช่ บังคับ ...
กฎข้อที่ 2
We always know more than we can say and we will always say more than we can write down.
คนเรานั้นมักจะรู้มากกว่าที่จะสามารถพูดออกมาได้ และคนเราก็มักจะพูดออกมาได้มากกว่าที่จะเขียนออกมาได้
... รู้ > พูด > เขียน ...
กฎข้อที่ 3
We only know what we know when we need to know it.
คนเรานั้นสามารถรู้ได้ว่าเรารู้อะไรอยู่แล้วบ้างก็เมื่อเราต้องการจะรู้สิ่งนั้น
... อยากรู้อะไร ก็จะขวนขวายหาสิ่งนั้น ...
(ข้อนี้แปลความได้หลายทาง จึงไม่แน่ใจในความถูกต้องครับ)
อาจารย์สบายดีนะครับ ;)
เห็นดี เห็นงาม เห็นชอบครับ