๐ อีกหนึ่งความเชื่องเชื่ออันเหลือนับ
ก็เกิดขึ้นสำหรับ..ให้นับเนื่อง
หยาบหยามเหล่าขาดแคลน..ให้แค้นเคือง
ฉุดศรัทธาเปล่าเปลือง..เอาเปลื้องปลง

๐ เมื่อจิตเขลากระทบคำ..ปรุงสัมผัส
กอดกระหวัดความไว้ด้วยใจหลง
จึงเมื่อนั้นมิจฉากรรมหยัดย้ำลง
ทุกจำนงก็บิดเบี้ยว..กับเรียวลิ้น

๐ “เขาว่า” ก็ว่ากันทุกวัน-ว่า
เฝ้าเสาะหาจับถือนั้น-ฤๅสิ้น
แต่งมิจฉารายรอบให้กอบกิน
สั่งสมสู่เจตจินต์ให้ยินยอม

๐ “เขาว่า” ก็ว่ากันทุกวัน-ว่า
น้อมศรัทธาจดจารคำ-หวานหอม
เสพความหมายเลอะเลือน..แปดเปื้อน-ปลอม
เพราะไม่พร้อมน้อมใจเข้าใคร่ครวญ

๐ แต่ละวันแต่ละเรื่องที่เบื้องหน้า
คือมิจฉาการณ์นั้นคอยผันผวน-
เข้าคืบคลานห้อมเห่จิตเรรวน
และชักชวนเสพร่ำถ้อยคำคน

๐ จึงจักแว่วความบอก..การหลอกลวง
ผ่านจิตล่วงตอกย้ำ..ซ้ำซ้ำหน
จึงจักแว่วความเล่า..ความเขลาบน-
ความอ่อนแอสับสนของคนไทย

๐ เอาศรัทธาวิปลาศ..รองชาติภพ
จะย่างก้าวบรรจบ..เอาภพไหน
อันจุดหมายปลายทางที่ห่างไกล
ด้วยศรัทธาเหลวไหล..ฤๅได้มา ?

๐ อนัตตา..อนิจจัง...สุดหยั่งรู้
เห็นแต่เพียง”ตัวกู” ที่ชูหน้า
ท่ามมืดบอดปิดกั้น..แสงปัญญา
จึงเหลือเพียงศรัทธาที่ท่วมใจ

๐ สุดสงสารเหยื่อน้อย..ในรอยกรรม
ที่ยังคงเหยี่ยบย่ำ..กลางต่ำใต้
เฝ้าวกวนเวียนย่าง..สู่ทางไกล
สู่ความหมายยิ่งใหญ่..หวังได้พบ

๐ กระไรหนอ..สัจจธรรมทั้งต่ำใต้
จะเผยให้มุ่งมั่นหมายบรรจบ-
แก่นแกนใจความนั้นได้ครันครบ
เพื่อล่มลบมิจฉาให้ล้าแรง

๐ อีกกี่ความเชื่องเชื่อ..อันเหลือนับ
จะเวียนเกิด-เวียนดับ..จนอับแสง
ต้องกี่ความหลอกลวง..อาจล่วงแปลง-
ปรับคุณค่าเติบแต่งกลางแหล่งใจ

๐ เมื่อจิตเขลา-กระทบคำ..ปรุงสัมผัส
ย่อมกอดรัดผูกพัน..คอยหวั่นไหว
จะแกะแก้เงื่อนตายที่ภายใน
ก็เมื่อใจเชื่องเชื่อ..มอดเชื้อแล