พูดมาก ก็มากเรื่อง... พูดน้อย ก็พลอยเคือง... ไม่พูดเลย ก็ไม่รู้เรื่อง

พูดอีกที..พูดอีกที ได้หรือเปล่า โดย รองผู้อำนวยการฯ ปิยะลักษณ์ เอื้อกมลสุโข

อ่านบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://cms.srivikorn.ac.th/svk_forum

            เรื่องนี้มีชื่อว่า "พูดมาก  ก็มากเรื่อง... พูดน้อย ก็พลอยเคือง... ไม่พูดเลย ก็ไม่รู้เรื่อง"

           วันนี้ อ.ปิมีนิทานมาเล่าให้ฟัง 1 เรื่อง เป็นนิทานเซ็น เกี่ยวกับเรื่องการสื่อสาร   ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  คนเราอยู่ด้วยกันในสังคม ถ้าไม่พูดกัน  จะเข้าใจกันได้อย่างไร  บางทีพูดกันตั้งยาว ยังไม่รู้เรื่องเลยก็มี  หลายครั้งที่งานไม่ประสพความสำเร็จก็เกิดจากการสื่อสารบกพร่องนั่นเอง

            นิกายเซ็นในญี่ปุ่น  มีวิธีการสอนธรรมะที่ค่อนข้างแปลก ไม่นิยมการสอนธรรมะด้วยการพูด เพราะเชื่อว่า ธรรมะเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยคำพูด แต่ธรรมะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ ดังนั้น การสอนธรรมะจะต้องเป็นแบบใจสู่ใจ ใช้คำพูดน้อยที่สุด 

            พระหนุ่มรูปหนึ่ง มาจากต่างจังหวัด ต้องการพักค้างคืนที่วัดเซ็นแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทาง แต่วัดในนิกายเซ็นนั้น มีธรรมเนียมอยู่ว่า จะให้พระอาคันตุกะเข้าพักได้ ต่อเมื่อพระรูปนั้น สามารถตอบคำถามอันเป็นปริศนาธรรมของทางวัดได้  แล้วเจ้าอาวาสก็มอบหมายให้พระลูกวัด ซึ่งมีฉายาว่า หลวงพี่เดี่ยว (เนื่องจากท่านตาเสียไปข้างหนึ่ง มองเห็นเพียงตาเดียว) เป็นผู้ทดสอบภูมิธรรมของพระอาคันตุกะ

           เมื่อพระทั้ง 2 รูปขึ้นนั่งธรรมาสน์เรียบร้อยแล้ว  การปุจฉาและวิสัชนาก็เริ่มขึ้น โดยพระอาคันตุกะเป็นผู้เริ่มก่อน ด้วยการยกนิ้วชูขึ้น 1 นิ้ว หลวงพี่เดี่ยวจึงโต้ตอบด้วยการชูนิ้วมือขึ้น 2 นิ้ว ฝ่ายพระอาคันตุกะก็รุกต่อ ด้วยการชูนิ้วมือเพิ่มขึ้นเป็น 3 นิ้ว  หลวงพี่เดี่ยวเห็นดังนั้น ก็รีบชูกำปั้นขึ้นทันที  แล้วทุบเปรี้ยงลงบนธรรมาสน์ เสียงดังสนั่นไปทั่วศาลา

          พระอาคันตุกะนิ่งอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็ลงจากธรรมสาน์ รีบร้อนเก็บสัมภาระ ตรงดิ่งไปหาเจ้าอาวาสที่กุฏิ พร้อมทั้งกราบเรียนว่า

           "กระผมคงไม่มีบุญได้พักที่นี่ พระลูกวัดของท่านเก่งเหลือเกิน กระผมเริ่มตั้งกระทู้ธรรม ด้วยการยกนิ้วมือขึ้น 1 นิ้ว หมายถึงพระพุทธ พระลูกวัดของท่าน ก็โต้ตอบด้วยการยกมือขึ้น 2 นิ้ว เพื่อบอกว่า เมื่อมีพระพุทธ ก็ต้องมีพระธรรมอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  กระผมจึงโต้กลับบ้าง ด้วยการยกนิ้วมือขึ้น 3 นิ้ว หมายถึง เมื่อมีพระพุทธและพระธรรมแล้ว ก็ต้องมีพระสงฆ์ ซึ่งเป็นสาวกผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  แต่พระลูกวัดของท่านนั้นฉลาดมาก รีบกำมือแน่น ชูกำปั้นขึ้นทันที แล้วทุบเปรี้ยงลงบนธรรมาสน์  ซึ่งหมายถึงทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ นั้นจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า พระรัตนตรัย  แยกออกจากกันไม่ได้เด็ดขาด กระผมอับจนในคำตอบ รู้สึกอายที่ศึกษามาน้อย จึงมากราบลาท่าน  ว่าแล้ว พระอาคันตุกะก็รีบเดินออกนอกวัดไปทันที โดยไม่อยู่ฟังคำตัดสินของเจ้าอาวาส

              ฝ่ายหลวงพี่เดี่ยว เมื่อเห็นพระอาคันตุกะเดินจากมาด้วยความรีบร้อน ก็เดินหัวเสียมาหาเจ้าอาวาส พร้อมกับรายงานผลการทดสอบว่า "พระอาคันตุกะรูปนี้ ช่างไม่มีมารยาทเสียเลย นี่ขนาดพบกันครั้งแรก ก็ชูมือขึ้น 1 นิ้ว ล้อเลียนว่า ผมมีตาข้างเดียว ผมนึกโมโห จึงยกนิ้วขึ้น 2 นิ้ว ชี้ไปข้างหน้าเป็นทำนองต่อว่า แกมี 2 ตา แต่แทนที่พระอาคันตุกะจะรู้สำนึก กลับล้อเลียนผมต่อ ด้วยการชูนิ้วขึ้น 3 นิ้ว หาว่าเรา 2 คนรวมกันมี 3 ตา ผมเหลือทนจริงๆ จึงชูกำปั้นขึ้น แล้วทุบเปรี้ยงลงบนธรรมาสน์ เพื่อขู่ว่า ถ้าไม่เลิกล้อเลียน มีหวังเจอดีแน่ หนอย ...มันรู้ทัน รีบลุกพรวดลงจากธรรมาสน์ไปโดยไม่รำลา นึกแล้วยังเคืองไม่หาย

              เจ้าอาวาสฟังจบแล้ว ได้แต่นั่งอมยิ้มอยู่ผู้เดียว ไม่รู้จะตัดสินให้ใครเป็นฝ่ายชนะ

              อ่านจบแล้ว.....อดหัวเราะไม่ได้ ว่า ทำไม ช่างตีความกันไปได้...คนละเรื่องเดียวกันเลย.. ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
             
             พูดกันซะตั้งแต่แรก  ก็จะไม่เข้าใจผิดกันซะขนาดนี้.....
 
             ในการทำงานร่วมกัน  อย่ามีทิฐิ ถือดี  ควรหันหน้าเข้าหากัน  พูดคุยกันบ่อยๆ  สงสัยก็ถาม  ไม่เข้าใจก็บอก ทุกคนก็จะทำงานอย่างมีความสุข  เข้าใจกัน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และแตกแยกกัน .....
 
             แต่ อ.ปิ ว่า เรื่องบางเรื่องไม่พูดจะดีกว่า  ดังสุภาษิตที่ว่า  "พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง"

              แล้วคนอ่านล่ะคะ จะตัดสินให้ใครเป็นฝ่ายชนะ

                                                  ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา
 

                                                                          ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก สุภาษิตสอนนาย