ชื่อวิทยานิพนธ์ แบบการใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบของบุคลากร
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1
Exercising Power of Administrators in Rewarding to Officer in Basic Education Institute under Yasothorn’s Basic Education Service Area 1
ผู้วิจัย นางสาวบุญชอบ ทองสุทธิ์
หลักสูตร ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา การบริหารการศึกษา
อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร. ประยูร ศรีประสาธน์
ปีการศึกษา 2551 สถานศึกษา วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา จังหวัดศรีสะเกษ
1. ความเป็นมาและความสำคัญ
การพัฒนาประเทศจำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในวงกว้างและยั่งยืน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 มาตรา 4 กำหนดให้การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคมแห่งการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และมาตรา 6 ความว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต โรงเรียนเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาควรปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้มีทัศนคติในเชิงบวกกับเพื่อนร่วมงาน มีความยืดหยุ่นในการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นและความต้องการของฝ่ายต่าง ๆ ให้ความสำคัญในความพยายามของทีมงานและสร้างแรงจูงใจด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การแสดงความขอบคุณ การเผยแพร่ผลงานของทีมงาน และการยกย่องให้รางวัล การทำงานในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องเกี่ยวกับการใช้อำนาจเป็นอย่างมาก ซึ่งอำนาจเป็นสิ่งที่มีจริงในตัวคนในตำแหน่ง ในองค์การ อำนาจเป็นสิ่งที่ดี การใช้อำนาจให้เป็นและให้เกิดประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญขององค์การ การได้รับพิจาณาความดีความชอบย่อมเป็นขวัญและกำลังใจให้ก้าวสู่การปฏิบัติหน้าที่อย่างสร้างสรรค์
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547 : 1 – 11) เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดกรอบและแนวทางในการพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการประกอบด้วยการลาบ่อยครั้ง การมาทำงานสายเนือง ๆ การจัดสรรสัดส่วนและวงเงิน การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล การปฏิบัติงานของข้าราชการ ทุกกลุ่มระดับ และการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการให้เกิดความสุจริต โปร่งใสและเป็นธรรมกับข้าราชการทุกระดับ แต่การพิจารณาความดีความชอบในโรงเรียนหรือสถานศึกษาแต่ละแห่งจะมีบริบทที่แตกต่างกัน ถึงแม้จะมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่สร้างไว้ให้ผู้บริหาร ได้นำไปสู่แนวปฎิบัติตามกรอบแนวทางของการประเมิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้อำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาในการพิจารณาความดีความชอบของบุคลากรในสังกัด ดังนั้น การใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบน่าจะส่งผลถึงประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของครู และอาจส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ผู้วิจัยหวังว่าผลการวิจัยอาจเกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการศึกษาอย่างยั่งยืนสืบไป
2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาแบบของการใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบของบุคลากร ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1
2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับแบบของการใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบของบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 จำแนกตามสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. อำนาจการให้รางวัล หมายถึง พฤติกรรมที่ผู้บริหารได้ปฏิบัติต่อครูในลักษณะที่ต่างกันเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน ได้แก่ การประกาศยกย่องในเอกสาร / วารสารของหน่วยงาน การทำหนังสือขอบคุณหรือมอบเกียรติบัตรในการสร้างความดี การจัดเลี้ยงฉลองการทำความดี การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการในโรงเรียน การร่วมงานรื่นเริงนันทนาการ การส่งเข้าอบรมและการศึกษาดูงาน การมอบหมายงานให้ปฏิบัติตามความรู้ความสามารถ การมีความยืดหยุ่นไม่เคร่งครัดในการปฏิบัติหน้าที่และ การให้คำปรึกษาหารือในการปฏิบัติหน้าที่
2. อำนาจการบังคับ หมายถึง พฤติกรรมที่ผู้บริหารใช้กับครูเพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ การตำหนิทั้งที่เป็นการส่วนตัวและเปิดเผยในกรณีที่ทำงานผิดพลาด การตำหนิโดยการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรกรณีที่ผิดระเบียบปฏิบัติ การงดเว้นเพิกเฉยและไม่ให้ความสำคัญเมื่อบุคลากรทำงานไม่ดี การแสดงความไม่พอใจและเชิญเข้าพบชี้แจงเหตุผลถึงความบกพร่องในหน้าที่ การทวงถามงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ การลดปริมาณงานในความรับผิดชอบให้น้อยลง
3. อำนาจตามกฎหมาย หมายถึง การกระทำของผู้บริหารกับครูผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการพิจารณาความดีความชอบ ได้แก่ การพิจารณาความดีความชอบโดยยึดหลักคุณธรรม การพิจารณาความดีความชอบตามหลักความรู้ความสามารถ การพิจารณาตามกฎของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2550 การพิจารณาโดยใช้เกณฑ์และโควต้าตามนโยบายการเลื่อนขั้นเงินเดือนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การใช้ระบบการประเมินตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
4. อำนาจการอ้างอิง หมายถึง แนวปฏิบัติในการพิจารณาความดีความชอบที่ผู้บริหารได้นำมาใช้กับครู ได้แก่ การพิจารณาความดีความชอบโดยอ้างการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การพิจารณาความดีความชอบโดยอ้างการดำเนินการตามนโยบายของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพิจารณาความดีความชอบโดยอ้างการดำเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การพิจารณาความดีความชอบโดยอ้างการดำเนินการตามนโยบายของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การพิจารณาความดีความชอบโดยอ้างการดำเนินการตามนโยบายของอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การพิจารณาความดีความชอบโดยอ้างการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
5. อำนาจความเชี่ยวชาญ หมายถึง พฤติกรรมของผู้บริหารที่มีต่อครูผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับความเป็นผู้นำทางวิชาการ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี การมีความรับผิดชอบต่องานในหน้าที่ การมีคุณธรรม จริยธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน การมีความสามารถในการประเมินผลงานครูเป็นรายบุคคล การรู้จักและเรียนรู้ครูเป็นรายบุคคล การมีความสามารถนิเทศงานตามการปฏิบัติของครู
การพิจารณาความดีความชอบ หมายถึง การพิจารณาถึงผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามีความสามารถ อุตสาหะ วิริยะ และการเสียสละต่อการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใดเพื่อใช้ประกอบการเลื่อนขั้นเงินเดือน เพื่อเป็นการตอบแทนความสามารถ ความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน เป็นการกระตุ้น ส่งเสริม จูงใจ และให้กำลังใจในการปฏิบัติงานแก่ผู้มีผลงานดีเด่น
ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการ หรือรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 ปีการศึกษา 2550
ครู หมายถึง ข้าราชการครูผู้ทำหน้าที่สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 ปีการศึกษา 2550
พนักงานราชการ หมายถึง ครูผู้ที่เป็นพนักงานราชการและเป็นครูซึ่งทำหน้าที่สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 ปีการศึกษา 2550
3. วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยได้ยึดแบบของอำนาจตามแนวคิดของเฟร้นซ และราเวน (Frenchand Raven, 1968. อ้างถึงใน อากาศ กองพิธี 2542 :13) มาเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 26 คน ครู 296 คน และพนักงานราชการ 14 คน รวม 336 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับแบบของการใช้อำนาจตามแนวคิดของเฟร็นช์ และ ราเวน และแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น.95 สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าร้อยละ ( Percentage) ค่าเฉลี่ย ( Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)สถิติทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดี่ยว (One – Way Analysis of Variance)
4. สรุปผลการวิจัย
1 สรุปผลแบบการใช้อำนาจ
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และพนักงานราชการมีความคิดเห็นต่อแบบการใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลางยกเว้นด้านอำนาจตามกฎหมายอยู่ในระดับมากที่สุด โดยอำนาจการอ้างอิงอยู่ในระดับน้อยที่สุด
อำนาจการให้รางวัลข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดมีสองข้อ คือ ผู้บริหารให้ความดีความชอบเป็นพิเศษสำหรับผู้มีผลงานดีเด่นระดับจังหวัดหรือระดับชาติ และผู้บริหารพิจารณาความดีความชอบโดยคำนึงถึงผู้ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดคือผู้บริหารให้ความสำคัญกับผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้โรงเรียนในการพิจารณาความดีความชอบ
2. สรุปผลการเปรียบเทียบแบบการใช้อำนาจ
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และพนักงานราชการมีความคิดเห็นต่อแบบการใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยการใช้อำนาจตามกฎหมายสูงกว่าอำนาจแบบอื่น และอำนาจการอ้างอิงอยู่ในระดับต่ำกว่าแบบอื่น
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และพนักงานราชการมีความคิดเห็นต่อแบบการใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบของบุคลากรโดยรวมและด้านอื่นอีกสี่ด้านที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ยกเว้นอำนาจการอ้างอิงที่มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาความแตกต่างเป็นรายด้าน
3. สรุปผลการสัมภาษณ์
ผลการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาเห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาใช้อำนาจตามกฎหมายมากที่สุด รองลงมาคืออำนาจความเชี่ยวชาญ ผลของการใช้อำนาจตามกฎหมายไม่ก่อให้เกิดปัญหาแต่ประการใดแต่ส่งผลให้ทุกคนเกิดการยอมรับและมีความสุขกับการทำงาน ทั้งนี้เพราะกรอบการพิจารณามีความครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อผู้เรียน คุณธรรม โควตา ระเบียบกฎหมาย ความรู้ความสามารถ
ผลการสัมภาษณ์ครูเห็นว่า ผู้บริหารใช้อำนาจตามกฎหมายมากที่สุด รองลงมาคืออำนาจความเชี่ยวชาญ ผลของการใช้อำนาจตามกฎหมายพบปัญหาคือ เครื่องมือการประเมินไม่มีเป้าหมายการประเมินที่ชัดเจน เครื่องมือที่สร้างขึ้นไม่ครอบคลุมตามกรอบงานที่ต้องการ ส่งผลให้ผู้ประเมินถูกมองว่าไม่เป็นธรรมทั้ง ๆ ที่ครูแต่ละคนมีงานในความรับผิดชอบมากแต่คะแนนประเมินของทุกคนเท่ากันหมด แนวทางแก้ไขปัญหา ควรให้ผู้บริหารและผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินความดีความชอบมาสร้างข้อตกลงร่วมกันกับคณะครูเกี่ยวกับแนวทางการประเมินว่าจะประเมินผลงานในด้านใดโดยแจ้งหลักเกณฑ์ให้ทราบล่วงหน้า
ผลการสัมภาษณ์พนักงานราชการเห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษาใช้อำนาจตามกฎหมาย และอำนาจความเชี่ยวชาญมากที่สุด รองลงมาคืออำนาจการให้รางวัล ผลการใช้อำนาจตามกฎหมาย และอำนาจความเชี่ยวชาญตามลำดับส่งผลให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาให้การยอมรับในการใช้อำนาจและการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษา ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่เกิดข้อขัดแย้งใด ๆ ในระบบบริหารส่งผลให้ทุกคนมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ส่วนอำนาจการให้รางวัล พบว่า ทุกคนมีความพึงพอใจและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพราะการพิจารณาความดีความชอบใช้หลักการมีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผู้บริหารสถานศึกษา ใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบโดยใช้อำนาจตามกฎหมายมากที่สุด และใช้อำนาจการอ้างอิงอยู่ในระดับน้อยที่สุด
2 . ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และพนักงานราชการมีความคิดเห็นต่อแบบการใช้อำนาจของผู้บริหารในการพิจารณาความดีความชอบของบุคลากรโดยรวมและด้านอื่นอีกสี่ด้านที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ยกเว้นอำนาจการอ้างอิงที่มีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน
1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.1 ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของฐานอำนาจ ฐานอำนาจต่าง ๆ และการใช้อำนาจจากฐานอำนาจเหล่านั้นให้ชัดเจนจากกรณีศึกษาเพื่อจะได้ศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ว่าฐานอำนาจลักษณะใด จะมีความเหมาะสมกับบริหารสถานศึกษามากที่สุด
1.2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารการศึกษาควรนำผลจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ไปทำการศึกษาเพิ่มเติม เ พื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินเพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต่อไป
2. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
2.1 ควรทำการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการพิจารณาความดีความชอบของโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันตามความคิดเห็นของผู้บริหารและคณะครูโรงเรียน
2.2 ควรทำการวิจัยเกี่ยวกับความพึงพอใจของข้าราชการครูภายในโรงเรียนต่อการพิจารณาความดีความชอบของผู้บริหารในโรงเรียน
บรรณานุกรม
ธีระยุทธ อุ่นวิเศษ (2544) “ ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวปฎิบัติในการพิจารณาความดีความชอบประจำปีในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ” รายงานการศึกษา
ค้นคว้าอิสระ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
นภดล เจนอักษร (2537) “การใช้อำนาจในการบริหารของผู้นำทางการบริหารการศึกษาไทย : กรณีศึกษาเชิงคุณภาพ” วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บุญชม ศรีสะอาด (2535) การวิจัยเบื้องต้น พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร สุวีริยาสาส์น
ประจวบ อมะลัษเฐียร (2536) “ การพิจารณาความดีความชอบประจำปีของข้าราชการครูตาม ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูโรงเรียนประถมศึกษา จังหวัดสมุทรปราการ” ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ชนิดา อินต๊ะปัญญา (2547) “ การใช้อำนาจของผู้บริหารในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอเมืองเชียงราย ” วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสต
ถือเป็นงานวิจัยทีดีมีประโยฃน์ต่อการนำไปบริหารการศึกษา
เป็นงานวิจัยที่ดีมากครับ