จากบทเรียนของประเทศนิวซีแลนด์ ที่พบว่า ในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติจะต้อง “สร้างความเข้าใจ (และการยอมรับ) ในหลักสูตรใหม่ร่วมกันในทุกระดับ” ซึ่งจะเกิดผลดีอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการใช้หลักสูตร
สำหรับในประเทศไทย จากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา เรามักจะพบว่า “ไม่ว่าหลักสูตรจะออกแบบได้ดี หรือมีความคมชัดมากเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อถึงขั้นการนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum Implementation) ก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร” สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะ “ผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ(Stakeholder) ไม่เข้าใจหลักสูตร ไม่ตระหนักในคุณค่าของหลักสูตร หรือไม่เกิดการยอมรับหลักสูตรร่วมกัน”
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ในการนำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ไปสู่การปฏิบัติในระดับสถานศึกษา ผมคิดว่า “การจัดทำประชาพิจารณ์(Public Opinion) หรือการจัดสนทนากลุ่ม(Focused Group Discussion)” น่าจะเป็นสิ่งจำเป็น เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ รับรู้ เข้าใจ และเห็นคุณค่าของหลักสูตร เกิดการยอมรับหลักสูตรใหม่ร่วมกัน
ในการจัดประชาพิจารณ์หลักสูตร ควรจัดประชาพิจารณ์อะไรบ้างและ ใครควรเข้าร่วมกิจกรรมประชาพิจารณ์ในส่วนของสิ่งที่มุ่งประชาพิจารณ์นั้น ผมคิดว่า ควรทำการประชาพิจารณ์ในเรื่องต่อไปนี้
(1) วิพากษ์หรือประชาพิจารณ์หลักสูตรแกนกลางประเทศ ว่ามีหลักการ จุดเน้น(คุณลักษณะ หรือสมรรถนะที่มุ่งเน้น) หรือมีแนวปฏิบัติอย่างไร ในทัศนะของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง เห็นว่ามีจุดเด่น จุดด้อย อย่างไรบ้าง....การประชาพิจารณ์ในส่วนนี้ เป้าหมายหลัก คือ “เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลาง 2551”
(2) วิพากษ์ หรือประชาพิจารณ์ กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น ที่พัฒนาโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด...จุดมุ่งหมายก็คือ “เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบหลักสูตรท้องถิ่น” เห็นคุณค่า เห็นจุดเด่น จุดด้อย หรือสิ่งที่ควรปรับปรุง ในอนาคต
(3) วิพากษ์ หรือประชาพิจารณ์ ร่างหลักสูตรสถานศึกษา(ซึ่งยกร่างโดยคณะบุคคลคณะหนึ่ง) ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด
การจัดทำประชาพิจารณ์ หรือจัดสนทนากลุ่มเพื่อทำความรู้จักในเชิงวิเคราะห์หลักสูตรตามแนวทางข้างต้น ผมเชื่อว่า จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุกระดับ รู้จักหลักสูตรเป็นอย่างดี ทั้งหลักสูตรแกนกลางประเทศ กรอบหลักสูตรท้องถิ่น และหลักสูตรสถานศึกษา....ความเข้าใจอย่างถ่องแท้เช่นนี้ จะนำไปสู่การสร้างพลังในการขับเคลื่อนหลักสูตรในระยะต่อไป
ในประเด็นคำถามที่ว่า "ใครคือ ผู้เกี่ยวข้อง(Stakeholder)ที่ควรเข้าร่วมในการวิพากษ์หลักสูตร" ในประเด็นนี้ ผมเห็นว่า น่าจะประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษา แกนนำเครือข่ายผู้ปกครอง แกนนำชุมชน และแกนนำนักเรียน
ในฐานะของผู้สนับสนุนการใช้หลักสูตร ผมอยากเห็นจริง ๆ ว่า “โรงเรียนใดบ้างจะทดลองดำเนินการประชาพิจารณ์หลักสูตรอย่างจริงจัง ตามแนวทางข้างต้น..อีกทั้งอยากรู้ต่อไปว่า ถ้าทำเช่นนี้แล้ว หลังจากใช้หลักสูตรไป 1 ปี โดยมีการขับเคลื่อนหลักสูตรอย่างเป็นระบบ ผลจะเป็นอย่างไร....
สวัสดีค่ะ ดร.สุพักตร์
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านค่ะ
ร่วมด้วยช่วยกันเพื่อคนรุ่นใหม่
ที่จะต้องดูแลประเทศชาติต่อไป
ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ.........
ครูแป๋ม
เรียนท่าน ดร.สุพักตร์ ที่เคารพ
ถึงแม้ผมไม่ได้เป็นครู แต่ผมก็เป็นห่วงเด็กที่จะโตขึ้นมาเป็นอนาคตของชาติบ้านเมืองต่อไป ในฐานะผู้ปกครองของนักเรียนคนหนึ่ง ผมขอแสดงความคิดเห็นว่า
" ไม่ว่าหลักสูตรปีไหนๆที่ผ่านมาหลักการดีหมด แต่พอนำมาปฎิบัติจริง บอกตรงๆเลยว่า
ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่แตกต่างกัน"
ปัญหาอยู่มันก็คล้ายๆกัน อย่างไรในฐานะของประชาชน ผู้ปกครองนักเรียน ก็ขอฝากให้ท่านผู้มีความรู้ความสามารถ มีโอกาส ช่วยกันดูแลด้วย สงสารชาติบ้านเมืองนะครับ
ขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง
นพรัตน์สิงขร
( ราษฏรของชาติ)
เรียน อาจารย์ ดร.สุพักตร์
หนูเข้ามาเป็นน้องใหม่ของ G2K เดินตามรอยของอาจารย์เพื่อเพิ่มวิทยายุทธ์ให้แข็งแรงขึ้นค่ะ ได้อ่าน+เขียน(พิมพ์) แสดงความคิดเห็น ทำให้เห็นหนทางสว่างไสวขึ้นมาก
เห็นด้วยกับอาจารย์นะคะ ว่าการทำประชาพิจารณ์หลักสูตร 51 เป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เคยเจอในอดีต แต่มีข้อควรระมัดระวังก็คือ Stakeholder ที่เข้าร่วมประชาพิจารณ์ จะต้องมาจากทุกกล่ม และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจึงจะเกิดผลสำเร็จ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะมีเพียงผู้บริหารและครู ....หากผู้ทำการประชาพิจารณ์หลักสูตรเป็นเพียงคนบางกลุ่มแล้ว การประชาพิจารณ์ก็จะกลายเป็นเครื่องมือสร้างปัญหาการศึกษาชาติอีกต่อไป
คุณ Wilaiporn
สวัสดีค่ะดร.สุพักตร์
หลักสูตรที่ผ่านมาล้มเหลว เพราะครูและผู้เกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจกระบวนการที่ชัดเจน แม้หลักสูตรใหม่นี้ก็เช่นกัน หากครูยังไม่มีโอกาสรับความรูโดยตรง ได้ด้วยตนเองเชื่อแน่ว่าเกิดความเข้าใจผิดเบี่ยงเบนได้เช่นกัน
สังเกตจากการที่ตัวเองได้เข้าไปเรียนรู้ในโลกไซเบอร์ พบว่าเมื่อได้นำความรู้วามเข้าใจมาแลกเปลี่ยน กลับพบว่าครูทำไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจกระบวนการทำแม้แต่ในเนื้อหาหลักสูตร
ผู้บริหารบางคนในระดับโรงเรียนก็โยนความรับผิดชอบไปที่คนใดคนหนึ่งในโรงเรียน ครูผู้ร่วมงานเองก็ขาดความเข้าใจ ผลสุดท้ายปล่อยให้ใครคนหนึ่งในโรงเรียนทำขึ้นมา และใครคนนั้นเมื่อทำไม่ได้ ทำไม่ทัน ก็ขอเลียนแบบ ขอหลักสูตรจากที่อื่นมาใช้ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเอวังแต่ ผลที่เกิดกับเด็กน้อยหาได้เอวังด้วยประการฉะนี้
ขอบคุณค่ะ และโปรดชี้แนะครูต้อยด้วยค่ะ
Stakeholder
ตามที่ท่านได้กรุณาให้ความรู้นั้นดูว่าสมบรูณ์ แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิด และการสอดแทรกความรู้ความเข้าใจในการทำพิมพ์เขียว ส่งผลให้บ้านแข็งแรงน่าอยู่ได้จริง แต่ยังไม่เห็นมีใครทำ นอกจากครูวงใน แล้วเชิญผู้นำชุมชนมาลงลายเซ็นก่อนงานเลี้ยงจะเลิกลา
ได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่พบเห็นมีเพียงโรงเรียนไม่กี่โรงที่ทำแบบนี้นะคะ
กรุณารักษาสุขภาพด้วยค่ะ
ที่สำคัญต้องดูที่จุดมุ่งหมายด้วย ในสังคมปัจจุบันนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาต่อ และค่านิยมการรับราชการ ตั้งแต่ หมอ อัยการ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคงสามารถเขียนกฏหมายปกป้องตนเองได้ ทำผลงานแอบอ้างเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะได้เงินเดือนสูงๆ การเรียนการสอนจึงมุ่งไปสู่ความสำเร็จในการสอบเรียนต่อ ซึงมันคนละเรื่องกับหลักสูตร จากการนิเทศการศึกษาพบว่า
Stakeholder ต้องการและชื่นชมผลงานของโรงเรียนที่เป็นอย่างที่กล่าว
สุดท้ายแล้วเราลังสร้างคนเข้าสู่ระบบของสังคมที่เห็นแก่ตัวใช่หรือไม่ หลายคนที่จบวิศวะฯ เป็นลูกจ้างของบริษัทที่มีเจ้าของจบ ป.4 หาคนที่จบมหา ลัย แล้วสร้างงานเองได้ มีไม่กี่คน ดูๆแล้ว การสร้างหสักสูตรการศึกษาจึงควรเป็น "วาระแห่งชาติ" เพราะการศึกษาคือความมั่นคงของประเทศ ครับ
ได้อ่านหลักสูตรแล้ว ปรับปล่อยเปลี่ยนบ่อยเหลือเกิน ตามไม่ทัน ในการที่จะให้การใช้หลักสูตรประสบผลสำเร็จควรเอาผู้ปฏิบัติ คือครูเข้าอบรมให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
อาจารย์คะ ดิฉันเรียน ป.เอก บริหารการศึกษา ม.บูรพา ค่ะ สนใจอยากจะทำ Dissertation
เกี่ยวกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของหลักสูตร 2551 อยากเรียนขอคำแนะนำจากอาจารย์ค่ะ ว่าควรจะทำในรูปแบบไหนดีน่ะค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์ สำหรับคำแนะนำดีดี จะนำไปเขียนโครงร่างค่ะ เป็นกำลังใจในการสร้างความรู้ใหม่ ๆ ของอาจารย์นะคะ *-*