เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้มีประสบการณ์ยอดเยี่ยม อีกต่อไป
ก่อนวันเวลาแห่งกาลสมัย จะลบเลือนคำว่าหมออนามัย ไปจากสังคมไทย ผู้เขียนก็ได้บันทึกเรื่องราวเอาไว้ ให้ได้ศึกษากัน เพราะอีกหน่อย คนที่ทำงานบนสถานีอนามัย ก็จะเปลี่ยนไป เป็นสหวิชาชีพ มีพยาบาล นักวิชาการ ทันตาภิบาล และบางแห่งได้พัฒนาไปจนถึงมีแพทย์ลงมาปฏิบัติงานแล้วด้วย ก็น่ายินดี ที่คนชนบทจะได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่ เฉพาะหน้าที่ หลายๆคน
จะมีแต่ผู้มีความรู้จบระดับปริญญาตรีเป็นพื้นฐาน หรือใครที่จบหลักสูตร หมออนามัยมา ก็ให้กลับไปเรียนเป็นพยาบาลต่อเนื่อง หรือนักวิชาการสาธารณสุข ก็ตามแต่ต้องการ
ทุกคนจะมีงาน มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ใครไม่ใช่พยาบาล ก็จะไม่สามารถฉีดยา ให้น้ำเกลือผู้ป่วยได้อีกต่อไป อาจจะต้องเยี่ยมบ้านเฉพาะรายที่มีปัญหา และแพทย์ก็อาจได้ลงไปเยี่ยมบ้านด้วย
จะมาตะรอนๆ เยี่ยมสารทุกข์สุขดิบกันเหมือนสมัยเป็นหมออนามัย ก็คงไม่สะดวก เพราะแค่เยี่ยมบ้านสองหลัง ก็ต้องใช้เวลาซักถามนาน และต้องมาลงรายงานทั้งในข้อมูลพื้นฐานใน คอมพิวเตอร์ และเอกสาร อีกมากมาย และก็คงฝากงานกันลำบากขึ้น เพราะแต่ละคน ก็มีความถนัดไปคนละด้าน
เวลาคนไข้ขึ้นมาบนสถานีอนามัย ก็คงจะได้พบแพทย์พยาบาลเป็นหลัก เน้นเรื่องการรักษามากกว่าจะมีเวลาพูดคุย ถึงเจ้าแดง เจ้าดำ ที่เคยทำคลอดไป ว่าเติบโตขนาดไหน ไปโรงเรียนหรือยัง และผู้คนก็ต้องหลั่งไหลมารับการรักษาที่สถานบริการ จะรอให้หมอไปเยี่ยมไข้ถึงบ้าน ก็คงยากขึ้น เพราะงานที่เปลี่ยนไป ก็แทบจะทำไม่ทันอยู่แล้ว
น้องๆที่จบหลักสูตรมาหมออนามัยมาใหม่ๆ ก็คงต้องรีบหาเวลาเรียนต่อให้จบสาขาใดก็ตาม ที่ได้ปริญญาตรี เพราะเริ่มไม่มั่นใจในวิชาชีพ หรือมิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นแกะดำ ผู้ไร้วิชาชีพบนสถานีอนามัย
ในส่วนของหัวหน้าสถานีอนามัย หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่เริ่มจะสูงอายุ และไม่มีปริญญาพ่วงท้าย ก็เตรียมตัว ลาออก เพราะคงอยู่อย่างอึดอัดพอสมควร ทั้งค่าตอบแทนก็ต่ำ ค่าวิชาชีพก็ไม่มี ที่สำคัญสมัยนี้ เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้มีประสบการณ์ยอดเยี่ยม อีกต่อไป เพราะงานทุกอย่าง ดูที่ตัวเลขการรายงานเป็นหลัก
สถานีอนามัยคงเปลี่ยนไป แต่สังคมชนบทเราพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่ ในความคิดส่วนตัวของผู้เขียนเอง คิดว่าคงมีอีกหลายแห่ง ที่ยังต้องอาศัย หมออนามัย ที่มีคุณสมบัติแบบเดิม เป็นสำคัญ เพราะเขาคงอยากเห็นหมอคลุกคลีอยู่กับเขาอย่างใกล้ชิด ให้อุ่นใจในยามยาก มากกว่าที่จะเห็นหมอแยกย้ายกันไปประจำอยู่ตามคลีนิก หรือไปเข้าเวรโรงงานกันหมด หลังเลิกงาน

แวะมาเรียนรู้และมาทักทายค่ะ
มีความสุข สุขภาพแข็งแรง นะคะ
ขอบคุณค่ะ
เจริญพร โยมหมอ
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดคุณโยม
เป็นหลักอนิจจังที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งมันได้
การเปลี่ยนแปลงมีทั้งด้านดีและด้านเสียคู่กัน
เจริญพร
มาให้กำลังใจค่ะ หมออนามัย
สถานีอนามัย กับโรงพยาบาลมันต่างกันอย่าไรค่ะ
หนูรบกวนชอบบอกคนกรุงเทพแบบหนูหน่อยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ทำให้นึกถึงกลอนบทนี้
สวัสดี ปีใหม่ ใจสักแต่
ทุกสิ่งแปร เปลี่ยนแปลง ตามเหตุ-ผล
ทั้งดีชั่ว บุญและบาป ทั่วสากล
ไม่มีพ้น อนิจจัง ดังพจนา
ก็ในเมื่อ เปลี่ยนได้หมด ทุกสิ่งถ้วน
ฤสมควร ยึดเหนี่ยวไว้ ให้โหยหา
ยึดเพียงใด ก็ต้องเปลี่ยน...อนิจจา
ความทุกข์มา เยี่ยมเยือน เหมือนเพื่อนตาย
คำสักแต่ คือกุญแจ แก้ความทุกข์
ที่ติดคุก ทุกข์สุดทน ร้อนรนไฉน
สักแต่คือ ละวาง ช่างมันไง
พ้นคุกได้ อยู่ที่ใจ จะไฝ่ปลง
มาสักแต่ กันเถิด ในปีใหม่
จะสุขใจ ในทุกสิ่ง ที่โลกหลง
สักแต่สุข สักแต่ทุกข์ ธรรมตรงตรง
ขอท่านจง ปลงสักแต่ สุขแท้จริง
ธ.ค. 2540)
ผลบุญ
สวัสดีครับ
สถานีอนามัย ผมว่ามีความสำคัญอย่างหนึ่งครับ และเห็นด้วยกับการศึกษาต่อครับ เพราะโลกทุกวันนี้ เชื้อโรค โรคภัยไข้เจ็บ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งแวดล้อม การแพทย์สาธารณสุข เปลี่ยนไป การพัฒนาตนเอง พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ พัฒนาวิชาชีพก็มีความสำคัญ อยากให้เป็นตำนานที่มีการพัฒนา เพื่อประชาชน ครับ
สวัสดีค่ะคุณ@..สายธาร..@
ดอไม้สวย พร้อมคำอวยพรที่จริงใจ
ทำให้มีสุขภาพกายและใจดีขึ้นทันทีเลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ
กราบนมัสการเจ้าค่ะท่านพระปลัด
เป็นธรรมที่เที่ยงแท้คือการเปลี่ยนแปลง
และสิ่งที่ต้องเป็นไปคู่กันเสมอคือมีดี ก็ต้องมีเสีย
อยู่ที่ว่าสิ่งใดจะเกิดก่อนเกิดหลัง
ตามดูให้เห็น ให้ทัน
โยมเองจึงบันทึกเรื่องของ ความเสื่อมและความเจริญ
แห่งวิชาชีพนี้เอาไว้
ด้วยเป็นวิชาชีพที่ดีหนึ่ง
และสอนให้เข้าถึงชุมชนได้จริงเจ้าค่ะ
สวัสดีค่ะคุณsuksom
ภารกิจของคนบนสถานีอนามันเปลี่ยนไปมาก
มีคนหลายๆอาชีพมาลงปฏิบัติงาน ซึ่งก็ดี
แต่การทำงานที่แยกส่วน ก็ทำให้ชาวบ้านสับสน
เพราะจะพูดคุยให้ได้เรื่องราวเหมือนมีที่ปรึกษานั้น
ปัจจุบันแทบไม่มี
คนไข้ก็มาก จนแพทย์ พยาบาลที่รักษา
ก็เกือบไม่มีเวลาพูดคุยกับคนไข้มากนัก
เพราะต้องรีบตรวจ รีบเก็บรายงาน ฯลฯ
เห็นว่าจะปรับสถานีอนามัยให้เป็นระดับตำบล
โดยมีแทย์มาเป็นระยะๆ
เห็นหลายๆแห่งทดลองทำ อยู่
พี่คิดเองว่า สถานีอนามัยนั้น ทำงานสร้างสุขภาพเบื้องต้นได้ดีแล้ว
แต่พอเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาล ก็เท่ากับเน้นดูแลผู้เจ็บป่วยมากกว่า
น่าที่จะพัฒนาระบบส่งต่อให้มีประสิทธิภาพจะดี
และการที่เราจะนำแพทย์มาไว้สถานีอนามัย
ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้เขาและงบประมาณที่น้อยอยู่แล้ว
ก็คงขาดแคลนไปอีก และที่สำคัญเราผลิตแพทยืเพื่องานสถานีอนามัยเพียงพอหรือยัง
เมื่อวาน.. ผมสอบสัมภาษณ์กรรมการหอพัก มีนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์ สมัครมาเป็นกรรมการหอพักกันหลายคน
นิสิตเหล่านั้น, ฉะฉานและมีจังหวะจะโคนในการตอบคำถามที่ดี
แต่พอถามว่า เคยดูหนัง ฟังเพลง และอ่านหนังสือเกี่ยวกับอุดมคติของใครบางคนที่สอดรับกับวิถีการเรียนในสาขาตัวเองบ้างหรือไม่ คนที่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง เขาไม่รู้จักเลย... รู้จักแต่เฉพาะ "หมอเจ็บ" จากหนังยุคใหม่เท่านั้น
ไม่ผิดหรอกนะครับ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป ..ผมเข้าใจเขาเป็นอย่างดี
แต่ทำไม, ..
เรื่องดีๆ ของชีวิตในอดีตของเรา กลับแจ่มชัดและเดินทางข้ามพรมแดนกาลเวลาร่วมกับเรามาได้นานถึงเพียงนี้
สวัสดีค่ะคุณberger0123
ได้ค่ะ
สถานีอนามัย เป็นสถานบริการสาธารณสุข
ซึ่งเข้าใจว่าที่กรุงเทพ ก็น่าจะมี
แต่ด้วยเป็นที่เจริญ คนจึงมักไปโรงพยาบาลกันมากกว่า
สถานีอนามัย มีหน้าที่สร้างสุขภาพ นำซ่อม
ป้องกันโรคโดยวัคซีน ดูแลแม่และเด็ก และคนทุกกลุ่มอายุ
เช่น งานวางแผนครอบครัว ฝากครรภ์ ทำคลอด
ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง หรือดูแลต่อหลังจาผู้ป่วยกลับจากโรงพยาบาล
ที่นี่จะรักษาโรคพื้นฐาน และคัดกรองโรคที่ร้ายแรงได้
เช่นคนไข้ที่สงสัยว่าะเป็นไข้เลืิดออก
ต้องดูอะไรบ้าง จะส่งต่อเมื่อไหร่
นอกจากนี้ ก็ดูแลเด็กนักเรยนด้วยค่ะ
ฉีดวัคซีนตรวจสุขภาพ
และที่สำคัญ เราจะทำงานกันในที่ๆไม่มีโรงพยาบาลตั้งอยู่
และมีกระจายอยู่ทั่วไปในชนบทค่ะ
ส่ว่นโรงพยาบาลนั้น
เน้นการรักษาพยาบาลเป็นหลัก
อาจมีบางส่วนที่ส่งเสริมสุขภาพ ก็ประมาณ 25%
และรับคนไข้หนักได้ มีห้องแลบ ในการช่วยวินิจฉัย
ให้รักษาโรคได้แม่นยำขึ้น
สรุปคือ สถานีอนามัยถนัดเรื่องสร้างสุขภาพ
โรงพยาบาล ถนัดเรื่องซ่อมสุขภาพค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเดช วรฉัตร พี่โยคี
เข้าใจดีที่โลกเราเข้าสมัย
ทุกสิ่งได้แปรเปลี่ยนเวียนผลัดผล
ถึงคราวต้องอำลาชะตาตน
ให้กมลบันทึกไว้ในตำนาน
เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งพึงศึกษา
แม้นโลกาภิวัฒน์ที่ฉาดฉาน
มิควรลืมสิ่งสำเร็จจากเหตุกรณ์
เพื่อประสานรอยต่อแต่พอควร
แม้นคิดใหม่ได้เห็นเป็นรูปนาม
คงความงามหนเก่าเฝ้าสืบสวน
โลกจึ่งได้ดีแท้มิแปรปรวน
โปรดคำนวณครวญใคร่ก่อนสายเกิน
...........................
ขอบคุณบทกลอนสอนใจ ให้เห็นคุณค่า ของการสักแต่ว่า
อ่านแล้วสบายใจมากๆค่ะ
สวัสดีค่ะคุณBright Lily
ขอบคุณที่เห็นคุณค่าของวิชาชีพนี้
มีผู้คนอีกมากมายไม่รู้จักวิชาชีพหมออนามัย
ทั้งที่เป็นกลุ่มอาชีพที่ใหญ่พอสมควร
แต่หลักสูตรนั้นไม่เข้าข่ายวิชาชีพใด
และก็ไม่มีการยอมรับเราด้วย
ทำให้ได้รับสิ่งที่ไม่เหมาะสม
ที่บางครั้งอยู่สถานีอนามัยเดียวกัน
และทำภารกิจเท่ากัน
แต่เมื่อตีเป็นค่าตอบแทน
หรือการได้รับค่าวิชาชีพ
กลับไม่ได้
ดูกันแต่ระดับการศึกษาไม่ได้ดูความรับผิดชอบ หรือผลงาน
ตรงนี้ ที่รู้สึกว่าต้องเขียนเพื่อให้สังคมทราบ
บางอาชีพเราอาจใช้วิธีการข้างต้นได้
เช่นเรียนมาก รู้มาก ได้มาก
แต่สำหรับอาชีพนี้ อยู่ที่ภารกิจ ผลงานและประสบการณ์เป็นสำคัญต่ะ
เมื่อหมออนามัยหมดไปจากชุมชน
ตามแรงบีบให้เป็นอื่น
ก็ได้แต่กล่าวคำว่า "น่าเสียดาย"ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณผศ. เพชรากร หาญพานิชย์
ขอบคุณความคิดเห็นมากๆค่ะ และเห็นด้วยอย่าง
ยิ่ง กับการศึกษาเรียนรู้ ที่ควรจะมีเกิดขึ้นตลอดเวลา
ปัจจุบันมักจะนึกถึงการเรียนรู้ที่มาจากตำรับตำราเป็นส่วนมาก
ที่จริงมีการเรียนรู้จากชีวิตจริงที่น่าสนใจมากค่ะ
เพียงแต่คนที่ร่ำเรียนทางนี้
นำมาเทียบค่าเป็นวุฒิบัติไม้ได้ เพราะไม่มีการเทียบด้วย
เฉพาะ หมออนามัย มีอาจารย์ท่านหนึ่ง
บอกว่า การจะยกฐานะให้เท่าเทียมวิชาชีพอื่นนั้น
ทำไมไม่คิดวิธีวัดผลจากประสบการณ์เขาบ้าง
คนที่เป็นหมออนามัยมาเกิน 20 ปี
ปริญญาเอกยังให้ได้เลย
บางครั้งนักศึกษาที่จะต่อปริญญาโท-เอก
ยังต้องมาขอศึกษาจากสถานีอนามัยเลย
แต่ก็อย่างที่เล่ามาแหละค่ะ
ที่นี่ไม่ใช่เมืองในฝัน
คุณผศ. เพชรากร หาญพานิชย์ คะ
ที่ต้องบันทึกไว้ก็หวังจะได้เป็นแนวทาง
ในการพิจารณา สิ่งที่เหมาะสมให้เกิดขึ้น
ในยุคเปลี่ยนถ่ายที่อาจยังไม่ได้ข้อมูล
ที่แท้จริงของหมออนามัย
สวัสดีค่ะ ฮงแผ่นดิน
การเรียนรู้ที่มีศรัทธาในวิชาชีพ
หรือมีอุดมการณ์ ที่อาจเกิดจากการได้เรียนรู้ชีวิตคน
หรือได้ เห็น ได้ฟังมา แล้วนำมาเป็นกำลังใจ
ในการทำดีต่อๆมา อันนี้สำคัญมากๆ
สมัยเรียนจะมีหนังสือเรียนนอกเวลาเียนหลายเล่ม
ดิฉันชอบอ่านเรื่อง"ปุลากง"
ทำให้เห็นความตั้งใจ การเสียสละ ตลอดจนการแก้ไขปัญหา
ในสังคมชนบทได้ดี ผู้เขียนเขียนจนเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ
และมีอีกหลายเรื่อง ที่อ่านแล้วทำให้เข้าใจชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อวันศุกร์ ดิฉันได้พบอาจารยืหมอที่เคยทำงานในชยบทร่วมกัน
ก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว ท่านบ่นว่า คนสมัยนี้ ไม่ยอมศึกษาจากชีวิตจริง
ให้ไปศึกษาคนไข้ ก่อนจะผ่าตัดเขา ก็ยังไม่ไปเลย
เข้าห้องผ่าตัด ถามแล้วยังไม่รู้ว่าจะผ่าอะไร
เข้าห้องเรียนก็หลับ เพราะนอนดึก
ถามจึงรู้ว่า อ่านตำราดึก
ท่านบอกว่า การเรียนจากประสบการณ์จริง ไม่มีวันลืม
น่าสนใจมากเลยค่ะ จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง
ขอบคุณที่ อ.แผ่นดิน มีจิตวิญญาณในการเรียนรู้รู้ที่แท้จริงค่ะ