หลังจากผ่านภาวะชีพจรลงเท้าในช่วงปลายปีจนถึงวันนี้ เลยได้โอกาสขีดเขียนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ที่หาไม่ได้ง่ายนักในชีวิตประจำวันของเรา

ทันทีที่เสร็จสิ้นงานรื่นเริงฉลองต้อนรับปีใหม่ของบริษัทฯที่ จ.สกลนคร รุ่งขึ้นเช้าต่างก็แยกย้ายกันกลับกรุงเทพฯ บ้างก็กลับต่างจังหวัด ส่วนผมขอใช้โอกาสนี้แวะลงที่ขอนแก่นเพื่อไปกราบพระสุปฏิปันโนและขอพักปฏิบัติธรรมที่วัดป่าธรรมอุทยานสัก 1 คืน

โชคดีที่ได้เจอกัลยาณมิตรอย่างคุณเหมียว แห่ง managerrom.com ซึ่งอยู่ในช่วงเตรียมตัวก่อนบวชที่วัด ช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการทัวร์ป่าช้าในคืนนั้น

ที่วัดมีทั้งเมรุ มีทั้งเชิงตะกอน แล้วก็หลุมศพ พร้อมกลิ่นหอมเย็นๆจากต้นวาสนา เราทัวร์กันจนรอบวัด สงสัยจะได้เรียนรู้คำว่า สัญญา (ความจำได้) กันชัดๆก็คืนนี้ล่ะ แล้วเรานัดกันว่าจะมาฝึกสติด้วยการเดินในเส้นทางนี้อีกครั้งในตอนกลางคืน ด้วยการตามดูอาการทางกายและทางใจ

พอถึงเวลานัดหมายเราก็เดินไปตามทางซึ่งมีต้นวาสนาอยู่ 2 ข้างทาง พอถึงทางแยกก็ผ่านหลุมศพ เดินต่อไปสักพักเราก็เรียงคิวขึ้นไปยืนดูกาย ดูใจในซอกแคบๆ ของเมรุเผาศพ ผมขอขึ้นเป็นคนแรกในบรรดา 4-5 ท่านที่ไปด้วยกัน

ขากลับเราก็เดินกลับ แต่กติกาคือ ให้คนอื่นๆเดินไปจนมองไม่เห็นกันแล้วจึงค่อยเดินไป ผมเลยขอโอกาสเดินกลับเป็นคนสุดท้ายเพราะพรุ่งนี้ผมก็ต้องกลับแล้ว อะไรที่คิดว่าน่าจะเสียวสันหลังได้ดีและทำให้ใจกระเพื่อมได้แรงๆ ผมขอใช้สิทธิ์นั้นทันที

ผมไม่ได้ไปลองของ เพียงแค่ต้องการค้นหาบางอย่างในใจจึงเลือกไปเรียนรู้ในป่าช้า

ผมได้เรียนรู้เลยว่าความกลัวเกิดจากความปรุงแต่ง ถ้าเราไม่ปรุงเราก็จะไม่กลัว และยังเรียนรู้ต่อไปอีกว่าเมตตาจิต พิชิตความกลัวได้สิ้นจริงๆ แปรเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความรัก รักต่อสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งที่มองเห็นด้วยตาและมองไม่เห็นด้วยตา


ขออุทิศบุญกุศลจากการปฏิบัติในอดีตที่ผ่านมาให้แก่ครูใหญ่ในวัดป่าธรรมอุทยานทุกรูป ทุกนาม

ขอขอบคุณคุณเหมียว M Le Chat ที่กรุณาเป็นกระบวนกรให้ในคืนวันที่ 30 ธ.ค.51