สงกรานต์วันที่ ๑๔ เมษายน ผมและเพื่อนมุ่งหน้าไป จังหวัดอุบลราชธานี (เป็นครั้งแรกในชีวิต)

ระหว่างเดินทางก็มีการเล่นสงกรานต์กันตลอดทาง โดยเฉพาะอำเภอเดชอุดม ที่หนุ่มสาวเล่นสงกรานต์กันคลาคล่ำ ภาพของหนุ่มสาวแต่งตัวสมัยใหม่ เปิดเพลงฝรั่งเสียงดัง เต้นส่ายสะโพก โยกย้าย อย่างสนุกสนาน เป็นภาพที่เห็นจนชินตาในช่วงนี้  

เดินทางต่อไปยังอำเภอบุญฑริก อุบลราชธานี จุดหมายของเราคือ บ้านโนนทอง ตำบลห้วยข่า ติดชายแดนไทยลาว และกัมพูชา ที่ห่างจากจุดที่เราพักไม่เกิน ๑๐ กม. เราพักกันที่นี่ ๑ คืน เป็นคืนที่ระทึกใจเป็นที่สุด เพราะเกิดพายุฝนลมแรง จนนอนไม่ได้

เช้าๆผมเดินเที่ยวในหมู่บ้าน ตามประสาคนอยากรู้ว่า คนที่นี่มีวิถีชีวิตอย่างไรบ้าง โอกาสดีที่ได้พบเจอ แม่ใหญ่สาว นั่งตำหุก ทอผ้าอยู่ ก็ตรงรี่เข้าไปชม พร้อมกับพูดคุย

อัธยาศัยคนชนบท เป็นมิตรและเป็นกันเอง กับคนแปลกถิ่นอย่างผม เราคุยกันหลายเรื่องราวเกี่ยวกับผ้าทอผืนนั้น ทราบทีหลังเขาเรียกว่า"ทุงผะเหวด" ขนาดกว้างประมาณ ๒ ฟุตความยาวไม่ทราบเพราะ แม่ใหญ่เธอม้วนๆไว้ คาดว่าคงจะยาวน่าดู

แม่ใหญ่สาว ภูมิใจนำเสนอ"ทุงผะเหวด"  เธอพูดถึงลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้า อย่างภูมิใจ ภาพที่เห็นเป็นภาพลวดลายสัตว์ ม้า และช้าง ตลอดจน ภาพวัดวาอาราม เธอบอกว่า เธอคิดลายขึ้นมาเอง โดยดูจากในหนังสือบ้าง ส่วนภาพวัดวาอารามเธอก็ดูเอาจากวัดใกล้บ้าน ส่วนภาพสัตว์ เธอบอกว่า จะถักเป็นลายม้าและช้างเท่านั้น เพราะเป็นสัตว์ชั้นสูง และเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ ความเป็นศิลปินพื้นบ้านที่ฝังอยู่ในสายเลือดแห่งศรัทธาของเธอ  

             

เธอบอกผมอีกว่า ทุงที่ได้นี้จะเอาไปถวายพระ ในงานบุญผะเหวด งานประจำปี เธอบอกอีกว่า "เธอมีความภูมิใจมากที่ได้ลงแรงถักทอทุงผืนนี้"

 ช่วงหลังๆทุงผะเหวด ไม่ค่อยมีใครทำ พอถึงเวลาต้องใช้ถวายพระ ก็ใช้วิธีการซื้อเอา ไม่มานั่งตำหุกเองให้เสียเวลา แม่ใหญ่สาวบอกว่า "คนเดี๋ยวนี้ อดทนน้อยลง"

ก่อนที่ผมจะลากลับ เธอพูดพึมพัมกับผมว่า "เด็กๆสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจที่จะตำหุก ไม่รู้ว่า อีกหน่อยจะมีใครตำหุก เฮ็ดทุง อีกหรือเปล่า?"

ผมยืนฟังเธอพึมพัม แล้วขอตัวกลับ เพราะไม่รู้ว่า ผมจะตอบคำถามแม่ใหญ่สาวยังไง...