You've got weeks left...
สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทั้งหมอ palliative care และหมอทั่วๆไป ต่างก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจในดีกรีต่างๆกันก็คือเวลาถูกถาม หรือเวลาที่จะต้องพูดถึงเรื่อง "พยากรณ์โรค (prognosis)"
ซึ่งต่างกับอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งมีการพูดถึงกันมากกว่า เวลาว่าด้วยหัวข้อ palliative care คือเรื่อง breaking the bad news หรือการแจ้งข่าวร้าย จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการ การเรียนรู้การแจ้งข่าวร้ายเป็นไปค่อนข้างจะตามยถากรรม ไม่มีการสอนแสดง อาจจะมีพูดถึงทางทฤษฎี แต่ในที่สุดนักเรียนแพทย์ หรือแม้แต่แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน ก็ได้มีประสบการณ์ตรงของตัวเอง ตอนที่ตนเองเป็นคนแจ้งข่าวร้ายกับคนไข้และญาติจริงๆ วันนี้เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ขอเก็บไว้ก่อน แต่จะพูดถึงเรื่องที่หมอ palliative care น่าจะได้มีโอกาสทำบ่อยมากกว่า คือ การสนทนาเรื่องพยากรณ์โรค
เมื่อคนไข้รับทราบว่าตนเองเป็นโรคร้าย ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคไตวาย โรคตับ โรคหัวใจ ฯลฯ ก็จะมีปฏิกิริยาต่างๆกันไป อลิซาเบธ คูเบลอร์ รอส เป็นคนหนึ่งที่ทำการศึกษาเรื่อง dead & dying และมีประสบการณ์ในการพูดคุย สนทนากับคนไข้กลุ่มนี่้เป็นจำนวนมาก เคยแบ่งปฏิกิริยาการรับรู้ข่าวร้ายเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
- Anger
- Denial
- Bargaining
- Depress
- Accept
ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็น step ที่ทุกคนจะต้องมีครบ หรือเรียงไปตามลำดับ และแม้่กระทั่งอาจจะมีผสมผสานกันก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งก็คือ คนเรารับรู้ได้ "แตกต่างกัน" และการรับรู้อย่างไรก็จะมีผลต่อพฤติกรรมที่จะสอดคล่้องกับรูปแบบของการรับรู้นั้่นๆไปด้วย
แน่นอนที่สุด สำหรับโรคทั่วๆไป เวลาเราทราบว่าเราเป็น เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก ไม่มีใครวิ่งไปเขียนพินัยกรรมทันทีที่เรารู้่ว่าเราเป็นหวัด แผนการไปเที่ยว ทำงาน ลงทุน ฯลฯ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ทำไมเมื่อเราทราบว่าเราเป็นอะไรบางอย่าง มันอาจจะมีผลต่อพฤติกรรม การคิด ลำดับความสำคัญของเรื่องราวต่างๆได้อย่างมากมาย
เป็นเพราะผลกระทบต่อ "เวลาที่เหลืออยู่" รึเปล่า?
เวลาที่เหลืออยู่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่จะค่อยๆเริ่มจับต้องได้ เมื่อเราใส่ "กิจกรรมลงไป" เราจะเริ่มเห็นภาพสะท้อนของความเป็นจริงอีกแบบหนึ่ง เมื่อเรามีภาวะบางภาวะ มีโรคบางโรค สิ่ที่เคยวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ และเรารู้สึกมั่นใจว่าจะต้องเกิดในไม่ช้า อาจจะเริ่มกลายเป็นอะไรที่ "ไม่แน่นอน" เสียแล้ว
และความรู้สึก "ไม่แน่นอน ไม่อยู่ภายใต้ความควบคุม" นี่เอง ที่จะเริ่มรบกวนสุขภาวะของเรา
ทางการแพทย์มีความพยายามที่จะทำความเข้าใจในโรคต่างๆ และโดยเฉพาะเพื่อที่จะ "พยากรณ์" พฤติกรรมการดำเนินโรค ความต้องการที่จะควบคุมสถานการณ์ เป็นสุขภาวะขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ และนำมาซึ่งวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อ คุณค่าของสังคมมากมาย อาทิ การพยายามหาเงินมาเยอะๆ ก็เป็นหลักประกันอีกแบบของการ "ควบคุมสถานการณ์" ได้ ถ้าเชื่อว่าเงินสามารถทำให้ตนเองมีอำนาจเช่นนั้น ในขณะที่บางคนก็จะลงทุนเรื่องอื่่นๆ อาทิ "ต้นทุนทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ" ก็จะมีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง บางคนก็จะลงทุน "ต้นทุนทางสติปัญญา ความรู้" ก็จะมีพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง ขึ้นกับว่าแต่ละคนใช้ชีวิต เติบโต และมีประสบการณ์เช่นไรว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ "ควบคุมชีิวิต" ได้ดีที่สุด
วันนี้ผมไปเยี่ยมบ้านกับ Vanessa อีกครั้งหนึ่ง เรามีสองบ้านที่จะต้องไปเยี่ยมกันในวันนี้ ผมนั่งทำหน้าที่เป็นเนวิเกเตอร์ (คนนำทาง) เช่นเคย (ที่จริง ผมแค่นั่งถือแผนที่เฉยๆ เพราะ Vanessa เธอเก่งมาก จำทางได้แม่นยำ แม้ว่าจะมีหลงเลยแยกไปบ้าง แต่ก็จะรู้่เท่าทันกลับมาได้ทันท่วงที ไม่เลยเถิดไปไกล โดยที่ผมไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย)
ครอบครัว Grant เป็นครอบครัวใหญ่ โรเบิร์ต (หรือร็อบ หรือบ็อบ) เป็นหัวหน้าครอบครัว อายุ 71 ปี อดีตเคยเป็นครูใหญ่โรงเรียน คนไข้คือภรรยาของร็อบ ชื่อหน้าแฟ้มว่า มากาเร็ต แต่มีตัวหนังสือสีเขียนขยุกขยิกตามมาว่า aka Lilian (also known as Lilian) ซึ่งแปลกดี อายุ 68 ปี เป็นมะเร็งเต้านมข้างซ้ายมาประมาณ 5 ปีแล้ว ผ่าตัดไปเรียบร้อย ได้เคมีบำบัดและฉายแสง เมื่อประมาณปีที่แล้วปรากฏว่าเธอมี brain metastasis ต้องไปทำ brain bath และหมอ medical oncologist ได้แนะนำให้เธอลอง palliative chemotherapy ดู
Palliative chemotherapy เป็นการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อบรรเทาอาการมะเร็ง โดยที่ยาตำรับนี้ ยังไม่ได้บรรจุเป็นยารักษามะเร็งลำดับแรก (first line) เพราะมีการศึกษาสำหรับยาตัวอื่นก่อนหน้านี้ ว่าได้ผลดี แต่เชื่อว่าพอจะมีประสิทธิภาพในการลดขนาด หรือลดผลกระทบจากมะเร็งต่อคนไข้ได้พอควร อาจจะทำให้คุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น
ลิเลียนก็ตกลงลองยาใหม่ตัวนี้ดู เพราะเธอเป็นคนที่เข้มแข็งมาก อายุ 68 ก็จริง แต่ดูออกว่าเธอเป็นนักสู้คนหนึ่งทีเดียว
ผลปรากฏว่าเธอมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ภาวะการรู้สติลดลง ทำตามคำสั่งแทบจะไม่ได้ น้ำหนักลดลง และสภาพร่างกายทั่วไปทรุดลงมาก จนในที่สุดแพทย์ medical oncologist ก็ยอมแพ้ และบอกครอบครัวแกรนท์ว่า เธออาจจะมีชีวิตเหลืออยู่อีกประมาณเป็นอาทิตย์เท่านั้น "She might have around weeks left".
ข่าวนี้เป็น big blow เหมือนหมัดน็อกแก่ครอบครัวแกรนท์ คุณลุงร็อบเป็นออสเตรเลียนคลาสิก ที่พูดจาตรงไปตรงมา และมีความเป็น "นักจัดการ" ด้วยความเป็นครูใหญ่มาก่อน รับข่าวนี้ด้วยความรู้สึกปั่นป่วนพอสมควร เพราะก่อนที่จะเริ่มให้เคมี ช่วงต้นเดือนธันวาคม คุณป้าลิเลียนยังเป็นคุณป้าคนเดิมของคุณลุงอยู่เลย แต่ตอนนี้หมอได้บอกว่าชีิวิตคุณลุงที่มีคุณป้าอยู่เคียงข้างมาตลอด เกือบ 50 ปี กำลังเหลือเพียงเป็นอาทิตย์เท่านั้น
คุณลุงร็อบพาคุณป้าลิเลียนกลับบ้าน และอีกสองสามวันต่อมา ซูซาน community palliative care nurse ก็มาเยี่ยม และช่วยกันวางแผนการดูแลคุณป้าลิเลียนใหม่ เปลี่ยนจาก aggressive treatment มาเป็น good palliative care (GPC) แทน
และตอนนี้เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
ปรากฏว่าพอหยุดให้ยาเคมีบำบัดทุกอย่าง อาการทรุดโทรมของคุณป้าลิเลียนก็ค่อยๆหายไป คุณป้าลิเลียนตื่นมากขึ้น จนในที่สุดสามารถพูดคุยได้เกือบเหมือนคนปกติ จากที่เดิมนอนติดเตียง ตอนนี้สามารถจะเดิน short walk ไปห้องน้ำ ไปๆมาๆในบ้านเองได้ และถ้าจะไปไกลหน่อย ก็ใช้ 4-leg crane เป็นโครงอลูมิเนียมสี่ขา สองขาหน้าเป็นล้อ สองขาหลังเป็นขาโต๊ะ ช่วยพยุงเธอเดินเล่นรอบๆบ้านได้ แม้ว่าเธอจะมีขาบวม และดูเหมือนมี ascites เล็กน้อย แต่อาการโดยทั่วไปดีขึ้นเรื่อยๆ
ซูซานติดต่อ Vanessa มาเพราะว่า ตอนนี้ หลังจากที่หมอได้บอกเธอว่า เธอจะอยู่ได้อีกไม่กี่อาทิตย์ เธอได้อยู่มาเกือบสองเดือนแล้ว และอาการไม่ได้แย่ลง กลับดีขึ้น ซูซานคิดว่าครอบครัวกรานท์อาจจะงุนงง และกำลังสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จึงอยากให้เรามาดูให้หน่อย
บ้านครอบครัวกรานท์ มีชั้นเดียว แต่หลายห้อง ทุกห้องเต็มไปด้วยรูปคนจำนวนมาก ดูปราดเดียวก็เห็นหลายรุ่นทีเดียว กระจัดกระจาย คุณป้าลิเลียนนั่งรอเราอยู่ในห้องนั่งเล่นบนโซฟาตัวใหญ่ ขาพาดอยู่บนม้าเตี้ยมีเบาะหนารอง ขาทั้งสองข้างพันไว้ด้วยผ้่าอีลาสติกตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปถึงต้นขา เธอสวมใส่ไนท์กาวน์สีฟ้าใส ลายก้อนเมฆ มีเสื้อคลุมบางๆเข้าชุดกันสวมทับไนท์กาวน์ คุณลุงกรานท์ไปรับพวกเราสามคน คือ ผม vanessa และซูซานถึงหน้าประตู พาเรามาข้างใน
ตอนแรกที่เราได้ยินประวัติหมอบอกว่าคนไข้่จะอยู่ได้ไม่กี่อาทิตย์ ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ เราก็วาดภาพคนไข้ terminal cancer ไว้แบบหนึ่ง (ตัวอย่างของการ downloading ของเก่า) แต่พอเข้าไป ที่เราเห็นกลายเป็นสุภาพสตรีหน้าตาใจดี ดวงตามีประกาย (twinkle) มองเรามาอย่างสนใจ กระตือรือร้น ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าแกเป็นมะเร็ง ผมคงเดา life expentancy ของแกไม่ใช่เป็น weeks หรอก แต่เป็นหลายปีีทีเดียว
Vanessa เริ่มทักทายปราศรัยสไตล์ของเธอ คือให้คนไข้เล่าไปเรื่อยๆเกี่ยวกับชีิวิตประจำวัน ไม่ขัด จนกว่าเธอจะหยุด ค่อยโยนคำถามที่เหมือนกับจะ random แต่ค่อยๆกระชับในการประเมินมิติต่างๆ การกิน การเคี้ยว การนอน การตื่น การขับถ่าย ความปวด การเดินไปไหนมาไหน ปรากฏว่าคุณป้าลิเลียนตอนนี้ไม่มีอาการอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่เลย ขาที่บวมก็บวมไม่มาก พอใช้ผ้าอิลาสติกพันก็ยุบดี หน้าท้องดูเหมือนอาจจะมีน้ำในช่องท้องแต่ก็ไม่มาก ไม่ได้แน่นจนถึงกับรบกวนการขับถ่ายหรือทำให้มีอาการปวดอะไร
คุณลุงร็อบเชิญเราไปดูที่แกทำห้องน้ำใหม่ให้คุณป้าลิเลียน เพราะดูแกจะภาคภูมิใจมาก (ซูซานแอบกระซิบว่าเป็นห่้องน้ำในฝันของพยาบาลทีเดียว)
ห้องน้ำติดกับห้องนอนของคุณป้าลิเลียน ประตูเป็นแบบเลื่อน ทำให้ไม่กินเนื้อที่ และไม่ต้องกลัวการเปิดไปโดนคนที่อยู่หลังประตู ประตูกว้่างเพียงพอที่จะให้รถเข็น (ถ้าจำเป็น) เข็นเข้า เข็นออกได้ พอเข้าไปในห้องน้ำ ด้านซ้ายมือก็เป็นโถส้วม ที่มีโครงราวอลูมิเนียมทำเป็นคล้ายๆกับที่วางแขนเก้าอี้โซฟา สำหรับให้คุณป้าลิเลียนสามารถจับพยุง ลุกขึ้นลุกลงได้ ด้านขวามือมีกระจกใสบานใหญ่กันเป็นฉากแบ่งครึ่งห้อง ฝั่งด้านในเป็นที่อาบน้ำของคุณป้าลิเลียน ก็ไม่มีอะไรมาก แต่มีเก้าอี้พลาสติกตัวหนึ่งตั้งอยู่ใต้ฝักบัวที่ไม่สูงเกินไป สำหรับคุณป้าลิเลียนสามารถนั่งอาบน้ำได้สบายๆ ไม่ต้องยืน ผนังห้องน้ำมีแถบลายดอกกุหลาบติดอยู่ระดับสายตาพอดี รอบห้องเลย ทำให้ผนังกระเบื้องสีขาวนวลดูมีชีวิตชีวาและมีความเป็นผู้หญิงหวานๆอยู่ในห้อง อ่างล้างมือมีตู้เก็บอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นวางอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย
เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าคุณลุงร็อบแกดูแลและคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณป้าลิเลียนต้องทำในแต่ละวัน และพยายามทำให้ง่ายที่สุด โดยเน้นการที่คุณป้าลิเลียนสามารถช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ก็มีพื้นที่ที่จะให้คนเข้าไปช่วยเหลือได้ถ้าต้องการ
Vanessa กลับเข้าหาคุณป้าลิเลียน ถามว่าแกพอจะลุกขึ้นมานอนที่เตียงได้ไหม จะขอตรวจหน้าท้องหน่อย คุณป้าลิเลียนก็ค่อยๆยกขาสองข้างขึ้นจากม้าเตี้ย รอสักพักก็ลุกขึ้นยืินโดยไม่ต้องให้ใครช่วย และด้วยความแปลกใจของเราที่มองดูอยู่ แกก็เดินฉับๆไปสี่ห้าก้าว ไปนอนที่เตียงอย่างกระฉับกระเฉง พวกเราที่ยืนดูอยู่ทั้งสามคน และคุณลุงร็อบและลูกสาวคนโต มองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาดังๆพร้อมๆกัน Vanessa บอกว่า "ว้าว! คุณป้ายัง in command ของบ้านนี้จริงๆด้วย" แล้วก็หัวเราะใหญ่ คุณลุงร็อบบอกว่า "She's the boss, she'll always be!"
ระหว่างที่ Vanessa ตรวจ เราก็ได้รับการบอกเล่าว่าคุณลุงคุณป้ามีลูก 4 คน โตๆกันหมดแล้ว มีหลานชายสองคน หลานสาวสามคน เป็นห้าคน ทุกคนยังเรียนอยู่และยังมาเยี่ยมเยียนคุณตาคุณยาย หรือคุณปู่คุณย่าเสมอๆ บางทีก็มีคุณตาคุณยาย in-law คือของสามีหรือภรรยาของลูกแกเชิญไปกินข้าว แกก็เล่าให้ฟังอย่างสนุกว่า ปรากฏว่าคุณปู่และคุณตาคือตัวแก มีชื่อ Robert เหมือนกัน เลยต้องหาทางตกลงกัน ใช้วิธีเป่ายิงชุบ ผลก็คืออีกฝ่ายชนะได้ชื่อบ็อบไป คุณกรานท์ก็เลยต้องใช้ร็อบแทน เป็นการตกลงกันตามนั้น
มีรูปหลานๆทั้ง 5 คนติดเต็มผนังไปหมด อายุต่างๆกัน เห็นได้ชัดว่าเด็กๆมีผลด้านบวกต่อ grandparents อย่างมาก และแกหลงรักหลานๆของแกทุกคน ซูซาน comment ว่า ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่เด็กๆจะได้พบระดับคุณปู่คุณย่า หรือคุณตาคุณยาย เพราะเดี๋ยวนี้ออสซี่ก็อยู่กระจัดกระจาย ทำงานกันคนละแห่งสองแห่ง ที่จะอยู่ในบริเวณเดียวกันหายาก หลานๆจะค่อนข้างภาคภูมิใจที่บางทีเจอะเจอคุณตาที่ีร้านขายของชำ ก็ได้ทัก "Hello Poppa" หรือไม่ก็ชี้ให้เพื่อนดูว่า "Overthere, my Puppa and Momma" เพื่อนๆก็จะมองดูอย่่างอิจฉาหน่อยๆ
Vanessa ตรวจเสร็จก็มานั่งคุย บอกว่า ที่หมอ medical oncologist พูดถึงเรื่องพยากรณ์โรคนั้น นั่นเป็นข้อมูลทางสถิติ คือ ค่าเฉลี่ยคนเป็นโรคนี้ ระยะนี้ จะอยู่ได้แค่ไหน แต่อย่างที่เรารู้่คือ ค่าเฉลี่ยเป็นเท่านี้ ก็จะมีคนอยู่ได้น้อยกว่า มีคนที่อยู่ได้นานกว่า อย่างที่เราเห็นๆอยู่นี้ คุณป้าลิเลียนก็น่าจะเป็นอยู่ในกลุ่มคนที่อยู่ได้นานกว่าเฉลี่ย
ทีนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบก็คือ ไม่มีใครรู้ เราก็ค่อยๆเผชิญปัญหาไปเมื่อมันเกิดขึ้น แล้วก็แก้ไขไป ตอนนี้คุณป้าลิเลียนยังเดินได้อยู่ หมอเห็นว่าน่าจะใช้ประโยชน์จากตอนนี้ให้มากที่สุด เมื่อเคลื่อนไหวได้ ก็อย่าอยู่เฉยๆ เพียงแต่ต้อง "Listen to your body"
Vanessa ใช้คำนี้ค่อนข้างบ่อย "Listen to your body" เพราะเป็นอีกวิธีที่คนไข้จะใช้ cope กับการที่หน้าที่ของอวัยวะเริ่มเสื่อมลง เราก็อย่าหักโหมเกินไป
ขาที่ีบวมก็เหมือนกัน เลือดในขาไหลกลับหัวใจจากการที่กล้ามเนื้อขาบีบรัด ฉะนั้น ถ้ายามอยู่ว่างๆ ก็ให้ป้าลิเลียนขยับหมุนข้อเท้าทวนเข็มนาฬิกาบ้าง ตามเข็มบ้าง กล้ามเนื้อจะได้ช่วยรีดน้ำ รีดเลือดกลับเข้าสู่ร่างกาย
เรื่องพลังงานก็เหมือนกัน Vanessa เปรียบเทียบเหมือนกับ battery โทรศัพท์มือถือ ตอนแรกๆชาร์จเต็ม ก็มีพลังเต็มที่ แต่พอใช้ไปนานๆ ระยะเวลาที่ charge ก็ยิ่งนานขึ้นๆแต่ใช้งานได้สั้นลงๆ ร่างกายก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณป้าลิเลียนวางแผนจะไปทำอะไรสักอย่าง เช่น ไปเดินเล่นที่ park คุณป้าก็ต้องเตรียม charge battery ก่อน โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ และคอยฟังเสียงร่างกายเสมอว่าไหวไหม ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน เพราะ battery มันต้องการ charge นานขึ้นเท่านั้น เวลาจะลุกนั่งยืนเดิน ก็ขอให้ทำช้าๆ เป็นจังหวะ จากนอนเป็นนั่ง นั่งอยู่สักพักห้อยขาลง กระดิกขา กระดิกข้อเท้า จนหายชา มีความรู้สึกดีค่อยลุกขึ้นยืน ยืนนิ่งๆก่อน อย่าพึ่งเดิน จนกระทั่งรู้สึกว่าไหวแน่ค่อนเดินไป เราไม่อยากจะให้เกิด accident อะไรแทรกซ้อนในตอนนี้
คุณลุงร็อบเอาสมุดโน้ตยามาให้ดู ปรากฏว่าแกทำบันทึกการรักษาพยาบาลของคุณป้าลิเลียนไว้ละเอียดยิบ ยาอะไร ให้ตอนกี่โมง กี่มื้อ เขียนเป็นตาราง เป็น table เหมือนกับของโรงพยาบาลเลย หยุดยาวันที่เท่าไร ปรับขนาดเพิ่มหรือลดเป็นเท่าไหร่ ตั้งแต่วันไหน โดยหมออะไร เพราะเหตุผลว่าอะไร ละเอียดยิบ (และสรุปได้ดีกว่าเวชระเบียนเสียอีก ผมว่า)
Vanessa ทำอีกสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเยี่ยมบ้าน คือ reassure ให้กำลังใจคุณลุงร็อบว่าแกทำดีที่สุดแล้ว และเราประทับใจมากๆในทุกอย่างที่คุณลุงร็อบและลูกสาว และทุกๆคนพยายามช่วยคุณป้าลิเลียน เรื่อง prognosis ที่คุณหมอบอก ก็ให้นับว่าผ่านไปแล้ว ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือ programme ของทุกๆวันว่าคุณป้่าจะอยู่ยังไง และดูเหมือนทุกคนจะมีคำตอบอยู่แล้วว่าคุณป้าแกอยากจะอยู่ท่ามกลางความรัก ความอบอุ่น และครอบครัวอย่างนี้นี่แหละ ทางพยาบาล community nurse และ palliative care จะพร้อมที่จะมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน หากมีปัญหา หรือถ้ามีเหตุอะไร ก็มีเบอร์โทรไปได้ตลอดเวลา เราจะมีประวัติและ record ทั้งหมดเก็บไว้ แล้วจะมีคนมาช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด