Policy Implementation
บทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากการโต้ตอบกับคุณกวิน
ในตอน palliative care and medical education ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก หลังจากตอบไปแล้ว ก็นำมาใคร่ครวญ คิดว่าตนเองอาจจะยังคิดไม่รอบคอบ ขอเรียบเรียงและนำมาลงใหม่ตรงนี้่ เผื่อจะเป็นเวทีที่เชื้อเชิญมุมมองต่างๆมาทำให้เป็น 360 degree- 3-dimensional perspective ได้นะครับ
เอาเรื่อง "ความฝัน" ที่หวังให้กลายเป็นจริงก่อน
คือ Implementation หลักการ palliative care ในประเทศไทย
แน่นอน ที่เป็นรูปธรรมที่สุด ก็คงจะได้แก่เมื่อไรที่ประเทศไทย มี "กฏหมาย" รองรับเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยและครอบครัวในการได้รับการดูแล palliative care โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของสิิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เหมือนกับนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อนั้นเราน่าจะเรียกได้ว่า palliative care "เกิดเต็มตัว" ในประเทศของเรา
สำหรับส่วนตัวผมแล้ว เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ .... อืม.... ผมคิดว่ามันคงจะสำเร็จแหละ เอาเป็นจะสำเร็จเมื่อไหร่ ผมไม่รังเกียจ ไม่จำเป็นจะต้องสำเร็จในช่วงชีวิตของผมก็ยังได้ ขอให้จังหวะจะโคน และบริบทการเตรียมสังคมต่างๆ อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ แล้วถึงเกิด เป็น full-term pregnancy คือ ตั้งครรภ์ครบสี่สิบอาทิตย์ มีอวัยวะครบ ปอดทำงาน ไตดี ถึงจะเกิดมาเป็นทารกที่สมบูรณ์ ไม่ต้องไปฉีดยาเร่ง เพื่อให้ทันรัฐบาลอายุครบ term มิเช่นนั้น เร่งไปเร่งมา อาจจะเกิดเร็วจริง แต่เป็นทารกทุพพลภาพ ต้องนอนในตู้อบ ใส่เครื่องช่วยหายใจ และอาจจะโตมาสมองพิการในอนาคตได้
ทีนี้ปัจจัยอะไรบ้างล่ะที่เราควรจะพูดถึง
palliative care เกิดขึ้น เพราะเรา (สังคม) สนใจในคุณภาพชีวิตอย่างจริงๆจังๆ และเริ่มมองหาความหมายของ "การตายอย่างสวยงาม สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์"
เพราะว่าถ้าสังคมยังไม่ได้มีข้อมูล ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้ การจะร่างกฏหมายเพื่อจะทำให้ "เกิด" สิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจนั้น เป็นไปได้ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เหมือนกับพยายามเขียนแผนที่โดยที่ยังไม่ทราบว่าจะไปไหนนั่นแหละครับ บางที เรายังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าเรายืนอยู่ ณ ตรงไหน ของบริบทที่เรากำลังพูดกันอยู่ อย่าว่าแต่จะเดินไปในทางไหนเลย แล้วจะเขียนแผนที่ได้อย่างไร?
เพราะที่สุดแล้ว กฏหมายที่ออกมา ก็จะเป็นพื้นฐานทั้งด้านงบประมาณสนับสนุน และเป็นราวข้างทางเดิน ข้างบันได ที่คนเดินจะได้เกาะ ประคับประคองไปได้ตลอดรอดฝั่ง จะสร้างราวยังไง ก็ต้องมีข้อมูลก่อนว่าคนเดินเป็นคนประเภทไหนบ้าง เดินได้ไหม หรือว่าต้องนั่งรถเข็น หรือว่าเป็นเตียงเปลนอนเข็น หรือว่าต้องใช้ลิฟท์ ใช้บันไดเลื่อน ฯลฯ
ดังนั้น Implementation palliative care ในประเทศไทยนั้น ผมคิดว่าจะช่วยได้มากเลย ถ้าหากทั้งทาง academic (ภาคการศึกษา) และ social (ภาคสังคม) ร่วมกันทำวิจัยเพื่อหา "จุดยืน" ณ ปัจจุบันว่า ประเทศเรามองเรื่องที่ว่านี้อย่างไร และเพื่อที่เราจะได่้ช่วยกันระดมสมองว่า จากข้อมูลเชิงประจักษ์ทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ ในขณะนี้ เราสามารถจะใช้องค์ความรู้ต่างๆมาผลักดันให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไรบ้าง
ในขณะเดียวกัน สถาบันองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง น่าจะมีการวางนโยบายที่สอดประสานขานรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ได้แก่ การสร้่างทรัพยากรจำเป็นที่สุด คือ "มนุษย์" เพราะ palliative care นั้น มีและใช้ "ต้นทุน" ที่อยู่ในสังคม จะเห็นว่าตลอดทุกบทความที่ผมเขียนมา ทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นเพราะ "มีคนทำ" เท่านั้น และการเตรียมคนนั้นใช้เวลานานพอสมควร จึงจะได้คนที่มีคุณภาพ และในปริมาณที่พอเพียง ในที่นี้ได้แก่ หมอ พยาบาล พยาบาลชุมชน นักสังคมฯ นักกายภาพ นักบำบัด ที่เข้าใจเรื่อง palliative care และเชื่อมโยงงานของตนเองเข้ากับสิ่งที่สังคมควรจะได้ให้ได้ สถาบันผลิตบุคลากรเหล่านี้ควรจะให้ความสนใจและบูรณาการ concept palliative care เข้าไปในหลักสูตร ยิ่งเร็วเท่าไร เรายิ่งจะสามารถมองเห็นข้อบกพร่องที่ต้องเติม ต้องแก้ไขเท่านั้น เพราะเป็นไปได้ยากที่เราจะทำให้เสร็จสมบูรณ์ในครั้งแรกครั้งเดียว
เมื่อทางฝั่งประชาคม มองเห็นประโยชน์ เราก็จะมีฐานที่ดี กอปรกับข้อมูลทางวิชาการที่ทางองค์กรที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบ รัฐก็มีหน้าที่เพียงแค่นำเอาความรู้และบุคลากรที่จำเป็นมารวมอยู่ในที่ที่จะทำให้เกิด action เท่านั้น
ส่วนประเด็นที่คุณกวิน เร่ิมต้นอภิปรายในหัวข้อที่แล้วนั้นน่าสนใจ และผมเองยอมรับว่า ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือมองเห็นหนทางที่จะป้องกันสิ่งที่คุณกวินได้เตือนไว้ได้อย่างไร คือการที่นักการเมืองจะนำเอาเรื่องนี้ไปหาประโยชน์เข้าตัวเอง
ผมคิดว่า ถ้าจะมีใครเป็นคนคิด คนนำ คนร่างนโยบายเรื่อง palliative care มาใช้ โดยส่วนตัวผมไม่อยากให้คนๆนั้นมีคุณสมบัติเบื้องต้นเป็นคนรู้เท่าทันกลโกงทุกชนิดของนักการเมือง เพราะผมมีอคติอยู่ว่า คนที่จะเท่าทันเรื่องอะไรนั้น มีอยู่ประเภทเดียวคือคนที่จะทำอย่างนั้น และผมไม่คิดอยากจะใช้ยุทธวิธีโจรจับโจร ใน concept ที่เกี่ยวข้องกับ palliative care
อย่างที่ผมได้เขียนตอบไปในกระทู้
| ผมคิดว่านโยบาย palliative care ควรจะมาจากศรัทธาในมนุษย์ก่อนครับ ว่ามนุษย์ทุกคน ควรมีชีวิตที่มีคุณภาพ และคุณภาพนี่้รวมทั้งการมองคนในความดีที่มีอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนติดเหล้า ติดยาเสพติด หรือเลวร้ายมาจากไหน คนเหล่านี้ควรจะตายดีได้อย่างไร ถ้าเราขาดความเชื่อ ความศรัทธาใน palliative care concept ตรงนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็น palliative care ฉบับ cynical หรือฉบับคลางแคลงใจในมนุษย์ และจะเกิด discriminative legislation เกิดขึ้น คือ กฏหมายที่เน้นด้านระแวง มากกว่ากฏหมายที่เกิดจากความรัก ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ |
.. มันเป็นความฝันมาตั้งแต่อดีตกาล นานมาแล้วนะคะ ถ้าอาจารย์ยังพอจะเหลือความทรงจำเรื่องเสียงกระชิบในสายลม..บ้าง
หนูก็อยากจะอาศัยอยู่ ใน The cloud cuckoo land หรือ ดินแดนพระศรีอารย์ แหละค่ะ โลกที่เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งประกอบจิตใจด้วยความเมตตา ปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุข (ถึงไม่สุขแต่เป็นทุกข์น้อยลงก็ยังดี) เห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับสองรองจากประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ ไม่อิจฉา ไม่ริษยา ไม่เอาเปรียบหาประโยชน์สุขใส่ตัว โดยปล้นชิงมาด้วยความทุกข์ของผู้อื่น จิตเบิกบาน ไม่ห่วง ไม่กังวล เป็นมนุษย์งามพร้อม อะไรทำนองนี้น่ะค่ะ ...
แต่ในโลกของความเป็นจริง ... ปฏิเสธคุณกวินไป มันก็ไม่หลุดไปจากหน้าผาก
“เรา .. อยู่ในโลกของความเป็นจริงซึ่งโหดร้าย .. ดังนั้น”
ยังมีคนแบบ “พวกมัน” ใช้อากาศหายใจร่วมกับ “พวกเรา” แล้วก็อยู่ปนกันไปปนกันมา เผลอๆ กฏหมายก็ถูกตรามาด้วยกฏหมู่ กฏของ “พวกกู” มันก็เป็นดังนี้มาตั้งนานแล้ว เป็นเรื่องที่ .. คนมีโอกาสมากกว่า .. เป็นคนกำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากร ..
เรื่องของ “พวก” ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ..
แบ่งก็ได้ค่ะ .. วัฒนธรรม .. วิถีการดำเนินชีวิต
เป็นสิ่งที่คนในสังคมนั้นๆ ผลิตสร้างขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน ถ้าเป็นไปได้ .. แม้เพียงในฝัน ... วันหนึ่ง “พวกเรา” ก็จะมีกติกาการอยู่ร่วมในบ้านเรา แบบที่เรามีความสุขที่จะใช้ชีวิตอยู่ในวิถีแบบนี้ กับคนพวกนี้ ส่วนพวกที่ไม่ใช่ ก็ .. ออกไป ..
หนูยังสงสัยว่าในโลกที่ความเป็นที่หนึ่ง ความเป็นเลิศ ยังเป็น reward เป็น primary source ที่ผลักดันเราอยู่ เราจะมีพื้นที่เผื่อคนที่ด้อยโอกาสกว่าได้สักเท่าไร พื้นที่ที่แบ่งกันในระดับเดียวกัน ไม่ไช่เหยียบหัวเพื่อนขึ้นมาเพื่อ “เป็นเลิศ” ในโลกที่เพื่อนร่วมงาน .. ยังมีทัศนะว่าด้วยการใช้ “ความรู้” เป็นอาวุธ ในการทำร้าย ทำลาย เอาเปรียบ เราจะปลูกเพาะ ความเมตตา ขึ้นได้ในบรรยากาศ แบบที่เรากำลังหายใจอยู่นี้ ?
แต่ไม่แบ่งก็ได้ ... เพราะถ้าไม่มีคนดี ก็จะไม่มีคนเลว ..
เมื่อไรก็ตามที่มี พวกมัน พวกเรา ... Non judgmental attitude หลักการเรื่องการห้อยแขวน จะต้องเป็นหลักคิดของคนในสังคมที่หนักแน่นเพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดการประเมินคุณค่า ความดี .. และ .. ความเลว เพราะอย่างไม่น่าแปลกใจ เส้นแบ่งที่ใช้ของแต่ละคน เป็นเรื่องของคนแบ่ง .. จริงๆ ..
เราแต่ละคนอยู่ในโลกไหน มันเริ่มจาก "โลกภายใน" ตัวเราเองครับ ผมเชื่ออย่างนั้น ซึ่งก็คงจะมีความหมายว่าโลกใครก็โลกของคนๆนั้นเอง จริงสำหรับคนๆนั้น เท็จสำหรับคนอื่นๆ
ถ้ามันจริง .. สำหรับคนที่อยู่ด้วยกัน .. ก็คงจะหายใจได้ ... สบายกว่า ..