ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ได้รับ forward mail เป็นเรื่องราวดีจึงอยากนำมาฝากทุกท่าน เรื่องมีอยู่ว่า
       ระหว่างที่แม่ลูกกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ในตลาด ก็ไปเห็นเจ้าเด็กหัวขโมยตัวน้อยที่ถูกชาวบ้านตามจับมาได้หลังจากเข้าไปขโมยยาธาตุในร้านขายของชำ เมื่อแม่มองดูหน้าเจ้าขโมยแล้วก็พบว่าเป็นลูกแม่ค้าที่รู้จักมักคุ้นกัน จึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยการจ่ายสตางค์ค่ายาธาตุให้กับเจ้าของร้ายขายของชำ และเมื่อถามไถ่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ทราบว่าแม่ของเด็กกำลังไม่สบายหนัก แต่ด้วยความที่ไม่มีเงิน และอยากรักษาแม่ให้หาย จึงต้องทำแบบนี้
พอฟังจบ แม่จึงซื้อยาแก้ปวดและส้มให้เด็กผู้ชายไป 1 ถุงพร้อมบอกว่าคนไม่สบายทานส้มเยอะๆ จะได้หายไวๆอีกทั้งถ้าคราวหลังต้องการเงินทองไปรักษาแม่แล้ว ขาดเหลืออย่างไร ก็ให้มาบอกตนได้
        เหตุการณ์คราวนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับลูกสาวของแม่เป็นอย่างมาก เธอไม่เข้าใจว่า เราะเหตุใดแม่จึงให้ความช่วยเหลือเจ้าหัวขโมยถึงเพียงนั้น แต่แล้วคำตอบที่ได้รับจากแม่ก็คือ "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังลำบากน่ะมันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้วไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"
"จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงได้ช่วยแกไว้ ลูกอาจบอกว่าการขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราต้องด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"
      20 ปีหลังจากนั้น ลูกสาวของแม่เรียนจบปริญญาตรี เธอเป็นผู้ทำงานหาเลี้ยงตัวและแม่ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็มาถึง เมื่อเธอพบว่าแม่กำลังป่วยอย่างรุนแรงด้วยอาการเนื้องอกในสมอง
เธอดิ้นรนหาทางรักษาแม่ทุกวิถีทาง สุดท้ายแพทย์ที่ให้การรักษาก็แนะนำว่าต้องเข้ารับการผ่าตัดจากแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลทีมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง
เธอกับแม่จึงเดินทางไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้น และแพทย์ก็ได้ให้ความช่วยเหลือ โดยการผ่าตัดเนื้องอกในสมองของแม่ทันที ระหว่างที่เธอกำลังรอการผ่าตัดอยู่นั่นเอง เธอก็ได้ทราบข้อมูลจากเพื่อนๆ ว่าการผ่าตัดเนื้องอกในสมองนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงมากบางครั้งอาจสูงถึงห้าแสนบาท
ความที่เป็นบัณฑิตจบใหม่ เงินเดือนเริ่มต้นเพียงหมื่นกว่าบาท ทำให้เธอกลัดกลุ้มนักว่าจะนำเงินที่ไหนมารักษาแม่ของเธอภายหลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น แพทย์ผู้ดูแลให้แม่พักผ่อนอยู่ในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง แล้วก็อนุญาตให้กลับบ้านได้พร้อมกับบอกว่าเดี๋ยวจะมีหนังสือแจ้งยอดค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาลไปที่บ้าน ถึงตอนนั้นก็มาจ่ายสตางค์ที่โรงพยาบาลก็แล้วกัน
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีหนังสือแจ้งค่าใช้จ่ายไปที่บ้าน พอเปิดก็ต้องประหลาดใจที่ค่าใช้จ่ายมีเพียงค่าประสานงานของโรงพยาบาลเพียงไม่กี่ร้อยเท่านั้น
ทั้งสองแม่ลูกจึงพากันไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อตรวจสอบดูว่าอาจจะเกิดความผิดพลาดในการแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่
เมื่อไปถึง ได้พบกับนางพยาบาลท่านหนึ่ง เธอบอกว่า "คุณหมอที่รักษาคุณป้า ฝากจดหมายนี้เอาไว้ให้ค่ะ ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด คุณหมอแจ้งกับโรงพยาบาลว่า ท่านจะรับผิดชอบเองค่ะ"
แม่ลูกทั้งสองรับจดหมายมาเปิดอ่าน ถึงกับน้ำตาคลอเบ้ากับเนื้อความด้านในที่เขียนไว้ว่า ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา  ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัดนางสมร  ภู่จันทร์ขอสรุปค่าใช้จ่ายดังนี้
                      ค่าผ่าตัด   0  บาท
                      ค่ายาทั้งหมด   0 บาท
                      ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ   0   บาท
                      รวมเป็นเงินทั้งหมด    0  บาท
     ป.ล ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มถุงหนึ่ง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
                      นายแพทย์เดชา   ทองวิจิตร

ครับ....อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือแต่งขึ้นมา ผมไม่ทราบว่าคุณหมอเดชาจะมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เราได้อ่านไปคือเรื่องราวสองแม่ลูกกับเจ้าเด็กหัวขโมยเราสามารถมองกันได้หลายแง่มุม ทั้งความมีน้ำใจ คุณธรรมจริยธรรม แล้วแต่ละบุคคลจะมอง แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้จากเรื่องนี้คงจะช่วยประโลมใจหลายๆคนที่ท้อแท้สิ้นหวัง ให้จิตใจกลับมาพองโต ให้พลิกวิกฤติให้กลายเป็นโอกาส ถ้าสิ่งใดที่ทำให้ท่านได้รับสิ่งที่ดีอยู่บนเนื้อเรื่องข้างต้น ก็ขอมอบให้กับผู้ที่นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ให้เราได้รับกำลังใจในการเรียน ในการทำงาน....ขอบคุณมากครับ