วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เองได้มีโอกาสรู้จัก web นี้จากการประชุม HA forum อาจจะรู้จักช้าแต่ว่ารู้สึกดีอยากมีส่วนร่วม และได้แรงบันดาลใจบางอย่างที่จะเริ่มทำ km ในโรงพยาบาลของตัวเอง เคยมีคนบอกว่าเราเป็นลูกอีช่างคิด คิดให้คนอื่นทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยเลย ลองย้อนกลับมามองดูตัวเองก็รู้สึกว่าจริงว่ามีประชุมฝ่ายการพยาบาลเมื่อไรเราเป็นผู้น้อยที่ยกมือเสนอหน้าออกความคิดเห็นอยู่บ่อยๆ(บางทีความคิดแหกคอกนอกประเพณีอันดีของเหล่าพยาบาลที่สั่งสมมาเป็นเวลานานก็ทำให้เราโดนขว้างค้อนใส่บ่อยๆ) เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการคิดเขาบอกว่าวันวันหนึ่งสิ่งที่เราทำมากที่สุดคือการคิดแต่แล้วเราก็ลืมถ้าจะให้ดีเราควรบันทึก โดยหาสมุดสักเล่มจดทุกความคิดของเราเอาไว้อ่าน เราเห็นด้วยนะหาสมุดมาหลายเล่มแต่เริ่มเขียนได้สักหน้าสองหน้าก็อันมีเหตุอ้างให้หยุดเขียนเสียเรื่อย เอาละคราวนี้เราไม่ลงทุนสมุดแต่ลงทุนสมัครเป็นเจ้าของบล็อกจะทำให้เราเขียนบันทึกสม่ำเสมอได้ไหมโปรดติดตามตอนต่อไป

ความนำก่อนมาเป็นพยาบาลไทยสู้สู้

          กาลครั้งนานมามาแล้วเด็กหญิงเรียนโรงเรียนวัดจังหวัดบ้านนอก(ขอบอกว่าเราภูมิใจในความเป็นคนบ้านนอกนะ) เริ่มเรียนภาษาอังกฤษครั้งแรกตอนป.5 คุณครูถามว่าโตขึ้นจะเป็นอะไรแล้วให้ตอบเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนๆผู้ชายก็ตอบว่า soldier พ่อแม่ใครทำนาก็ตอบ famer เพื่อนผู้หญิงตอบ teacher (ตอนนั้นเริ่มเรียนมีแค่ 3 อาชีพที่ครูสอน) ได้ความอยากแหกคอกของเราจะต้องตอบไม่เหมือนคนอื่น เห็นโกโก้ตรานางพยาบาล ก็เลยตอบว่า nurse (แต่ความจริงคือไม่รู้จักศัพท์ภาษาอังกฤษคำอื่นเลย) ไม่น่าเชื่อว่าโตขึ้นมาจะได้เป็นพยาบาลจริงๆ ตอนช่วงเรียนมัธยมเราก็ค้นพบว่าตัวเองรักธรรมชาติ สายลมและแสงแดดดังนั้นจุดมุ่งหมายของการ ent จึงเป็นคณะวนศาสตร์ ม.เกษตร แต่วนฯรับผู้หญิงแค่ 10 คน ประกอบกับปีนั้นคุณสืบ นาคะเสถียรเสียชีวิต เกษตรก็เลยปฏิเสธข้าพเจ้า อกหักอย่างแรง แต่ก็อกหักหนักกว่าเดิมอีกสอบติดพยาบาลในห้วงความคิดคำนึง ณ ขณะนั้นไม่มีพยาบาลอยู่ในหัวเลย(ให้ดิ้นตายเถอะ) อกหักรอบสามกำลังแบกเต้นท์จะไปตะรุเตากับเพื่อนๆค่ายหว้ากอ กำลังจะล็อคประตูโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้น เอาน่ารับซะหน่อยก่อนไป เสียงแม่บอกว่าไปเที่ยวไม่ได้แล้วนะสอบติดข้อเขียนต้องอยู่สอบสัมภาษณ์ โฮ้...วัยรุ่นจ๋อยถนัด เกิดการเจรจาต่อรองกับครอบครัวเรื่องไม่เรียนพยาบาล ขอเรียนรามฯ(มหาวิทยาลัยในฝัน)ปะป๋าก็บอกว่าถ้าเรียนเอแบคจะยอม(อยากให้ลูกสาวใช้ภาษาต่างด้าวเก่งๆ ไงละ  vision ของพ่อ) ได้ความคิดต่อต้าน ม.เอกชนไม่รู้มาจากไหน ไม่ยอมเด็ดขาด เอาอย่างนี้แล้วกันให้ลองไปเรียนพยาบาลก่อนถ้าไม่ไหวจริงๆ หรือ ent ใหม่ติดพ่อจะยอมใช้ทุนให้ พร้อมชักแม่น้ำทุกสายมาร่ายยาวยืด หนักหนาขนาดไหนเรานอนละเมอร้องไห้ว่าจะไม่เรียนพยาบาล ตอนสัมภาษณ์ก็ตอบคำถามห่วยแตกมาก(ถ้ามีเด็กคนไหนตอบแบบนี้จะไม่ให้มันเข้ามาเป็นพยาบาลเลยจริง) มาจุดที่ต้องตัดสินใจพ่อก็บอกว่า"พ่อจะพูดครั้งสุดท้าย ไม่มีงานไหนที่ได้ทำงานมีเงินเดือนด้วยและได้บุญไปด้วยหรอก หนูตัดสินใจอย่างไรก็ได้เพราะอนาคตเป็นของหนู แต่พ่อแม่จะเป็นห่วงมากถ้าหนูไม่เลือกพยาบาล" อกหักครึ่งหนึ่งแต่ได้แรงบันดาลใจ 2 อย่างคือ

  1. ได้เงินด้วยได้ทำบุญด้วย
  2. พ่อแม่จะไม่เป็นห่วง

            อกหักครั้งที่4ครึ่งวันรายงานตัวเข้าเรียนพยาบาลตรงกับงาน คาราวานมอเตอร์ไซค์ไปเขาใหญ่ ฮือๆๆๆ...อดไปเลย วัยรุ่นมันกำลังคนองอยากขับมากๆ แต่พ่อแม่โล่งใจมาก เข้าเรียนพยาบาลเจอการรับน้องมหาโหด.....มากเกินกว่าที่คนนอกจะรู้ เป็นภาวะกดดันที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นช่วงที่ทำให้เรากล่าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยได้อย่างมั่นคง แล้วผ่านมาเป็นพยาบาลได้อย่างไรสงสัยไหม ที่ที่เราเรียนเราจะการดูแลน้องรหัสที่ไม่เหมือนมหาวิทยาลัยแต่คล้ายกัน เราเรียกว่า"เถา" ใช้วิธีการจับสลาก พี่ปี 2 เรียกพี่เสี่ยง ปี 3 เรียกพี่เถา ปี 4 เรียกพี่โถ พี่เสี่ยงเคยบอกกับเราว่า"ถ้าน้องได้เจอคนไข้ที่เขาป่วยจริงๆน้องจะไม่อยากลาออก" อันนี้จะเรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจคงไม่ได้แต่น่าจะเป็นคำท้าทายให้ลองพิสูจน์ดู  ประกอบกับพิธีรับเทียน(ที่อื่นอาจเป็นตะเกียง)ที่เราต้องร้องเพลงมาร์ชพยาบาลพอถึงท่อนที่ว่า "อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน" ฝนก็ตกลงมาจริงๆขนลุกเลยนะ เรื่องจริงนะไม่ได้โม้ วันหนึ่ง(อีกแล้ว)เราได้กระดาษมีข้อความที่จำได้เสมอเขียนว่า"จงปลอบเลือดทุกหยดให้อดทนประพฤติตนสมค่าพยาบาล"

               เราคงไม่ใช่พยาบาลที่ได้เกียรตินิยมแต่เป็นพยาบาลที่ได้รับคำนิยมจากคนไข้ เราคงไม่ใช่พยาบาลที่มีความรู้มากที่สุดแต่เราก็ไม่ละเลยที่จะแสวงหาความรู้ เราคงไม่ใช่พยาบาลที่เก่งที่สุดแต่เราสัญญาว่าเราจะใช้ใจทำงาน เป็นกำลังใจให้พยาบาลไทยสู้สู้ด้วยเด้อ