เมื่อวันเสาร์ได้มีโอกาสเข้ากรุงเทพฯ เพื่อร่วมประชุมกับมูลนิธิกองทุนไทยในช่วงบ่าย   เช้ามีเวลาจึงแวะไปบ้านศรีบูรพาเพื่อกราบเยี่ยมคุณยายชนิด สายประดิษฐ์ และครอบครัว....แบบว่าแอบชื่นชมในน้ำใจอันแกร่งกล้าของท่าน....จากนั้นก็เดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสลงที่สถานีอโศกแล้วต่อแท็กซี่ไปที่มูลนิธิฯ บอกที่หมายกับแท็กซี่ว่าไปวัดใหม่ช่องลม  คุณแท็กซี่(พูดได้???) บอกให้ลงที่สะพานลอยแล้วข้ามฟากไปเดินไปอีกสัก ๕๐ เมตรก็ถึงที่หมายแล้ว  ไม่ต้องให้ผมอ้อมไปส่งถึงมูลนิธินะครับเพราะต้องขับรถย้อนศรไกลพอสมควรคุณจะเสียค่ารถเพิ่มขึ้นเผลอๆ เดินไปเองถึงไวกว่ารถเสียอีกเพราะรถติดนั่นเอง.

       ประชุมเสร็จสรรพก็เย็นค่ำจึงอาศัยนอนกับน้องเปิ้ลเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของมูลนิธิฯ น้องเขามีที่พักแถวลำสาลีบรรยากาสดีมากไม่เคยนึกว่าจะได้ยินเสียงนกกาเหว่าร้องที่กรุงฯ เลย  แถมยังมีเสียงนกที่เสียงเดียวกันกับที่บ้านส่งเสียงปลุกตอนตี ๕ เหมือนกัน  เจ้านกนี้จะร้องว่า วิด จี้วิด จี้วิด จี้วิด แถมด้วยเสียงไก่แจ้หลายตัวส่งเสียงขันประสานกัน...รีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเตรียมเดินทางกลับน้องเปิ้ลส่งขึ้นรถเมล์สีเหลืองป้ายข้างรถเขียนไว้ว่า ลำสาลี - สายใต้เก่า ....พอสุดสายก็ลงรถ   บังเอิญรถเมล์สีเขียววิ่งมาพอดีเห็นป้ายหน้ารถเขียนว่าสายใต้ใหม่ก็รีบขึ้น  รถวิ่งไปสักพักพอเลยป้ายศูนย์มานุษย์วิทยาฯ ไปได้สักหน่อยบนรถเหลือครูพรรณาเพียงคนเดียว  พนักงานสาวเดินตั๋วก็มาถามว่าลงไหนคะ  เราก็บอกสายใต้ใหม่  เธอก็ร้องบอกพนักงานขับรถว่าราชพฤกษ์ ๒  ...แปลว่าอะไรก็ไม่รู้....นั่งไปได้อีกแป็บเดียวพอรถเลี้ยวซ้ายจะเข้าไปสถานีขนส่งสายใต้ (ด้านข้างที่มีรถตู้ รถแท็กซี่ ไว้บริการผู้โดยสาร)..รถเมล์ก็จอดแล้วพนักงานก็บอกว่า "คุณลงตรงนี้นะรถไม่เข้าสายใต้" ครูพรรณา งงเป็นไก่ตาแตกเลย...ลงไปทำอะไร  และจะข้ามไปสถานีสายใต้ได้อย่างไร  ถนนตั้ง ๔ ช่องทางเป็นอย่างต่ำที่สำคัญมีคูน้ำคั่นระหว่างถนนแต่ละช่องทาง  จึงหันไปถามว่าเธอว่า " แล้วจะไปได้อย่างไรคะ" เธอตอบว่า" คุณก็เดินข้ามไปเองสิ"  โอ! พระเจ้ามัวทอดกล้วยอยู่หรือไร  ...มองซ้ายมองขวาคุณพนักงานขับรถก็เร่งว่าเร็วครับรถไม่จอดป้ายสายใต้...เอาลงก็ลงว....ลงมาแล้วเหลียวมองข้างหน้าหากไม่เดินข้ามคูน้ำหนทางแสนไกลกว่าจะถึงที่กลับรถแล้วเดินย้อนมาทางเข้า  เหลียวมองข้างหลังก็ไม่รู้จะไปไหนได้อีก แดดก็ร้อนเหลือรับ....ป้ายรถเมล์ก็ไม่มีสักป้าย...มันจอดได้ไงว.....

A070

                   แล้วก็มีแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาตัดสินใจทันทีโบกเลยดีกว่า....ปกติเขาจะไม่ค่อยรับผู้โดยสารเพราะระยะทางสั้น...แต่อาจจะรับก็ได้เผื่อได้ผู้โดยสารจากสถานีขนส่ง....แท็กซี่จอดรับแล้วถามว่าจะไปไหนพอบอกจุดหมายเขาก็ถามอีกว่าแล้วลงจากรถเมล์ทำไม  จึงเล่าให้เขาฟัง  .....แต่เรา(แท็กซี่กับครูพรรณา) ก็เห็นรถเมล์ขับย้อนศรไปอีกฟากหนึ่งของถนนและผ่านทางเข้าสถานีสายใต้...ทำไมเขาจึงไม่จอดให้เราลงตรงนี้นะทั้งๆ ที่ก็ต้องจอด ๑ ครั้งเหมือนกัน...ต่างเพียงความยากลำบากกว่ากัน

 หรือว่ารถเมล์เขียวต้องการจะล้อเล่นน่า           นี่คือที่มาของแท็กซี่งามน้ำใจ >>> รถเมล์เขียวงามใบหน้า