ในโลกกลมวงรี ๆ ของคนเราที่อยู่กันทุกวันนี้เราอาจจะคิดว่ามันสุดแสนจะสบายท่องไปในโลกกว้างไกลไร้ขอบเขต โลกนี้แท้เที่ยงเพียงพอสำหรับการเป็นอยู่ของคนเราละสิ เพราะโลกนี้ถูกสร้างมาให้คนเราเป็นใหญ่ครอบครองโลกด้วยหนึ่งสมองและสองมือของเราเท่านั้นเองละ
ผมอาจจะคิดผิดก็ได้นะว่า ที่จริงแล้วเราล้วนอยู่ในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน สิ่งนอกโลกอาจตกลงมาสร้างอันตรายแก่ชาวโลกเมื่อไหร่ก็ได้ไม่เลือกวันเวลา สัจธรรมที่เที่ยงแท้จึงคอยเตือนตนอยู่เสมอว่าอย่าประมาท เมื่อคนเรามีสิ่งใดแล้วควรศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจถ่องแท้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตตนเองเพื่อสร้างสังคมชาวโลกให้อยู่อย่างเป็นสุขมีสันติภาพ
อย่างคนเราหรือคุณมีดวงตาก็ต้องใช้ดวงตาให้ก่อเกิดประโยชน์เพราะคนเราใช้ดวงตาแสวงหาทุกสิ่งมากเป็นพิเศษถ้าไม่มีดวงตาแล้วลำบากมากเลยละ และคนเราหรือคุณมีขาสองข้างซ้ายขวามีไว้ก้าวเดินไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จนะ ก็มีส่วนสำคัญในการเดินทางรอบโลกได้เลยละ
ที่ว่าคุณตาขานั้นคือคุณก็คือคนเรา ตาก็คือวัตถุธรรมทั้งหลาย หรือสิ่งที่ค้นคว้าได้ทางวิทยศาสตร์ ขาก็คือสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือสิ่งที่เป็นทางเดินค้นคว้าได้ทางศาสนา ด้วยเหตุนี้เองอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์จึงคิดดัง ๆ ว่า...( Science without religion is lame, religion without science is blind... ) คือว่าเมื่อใดก็ตามถ้าวิทยาศาสตร์ไม่อาศัยศาสนาก็เหมือนคนพิการทางขา แต่ถ้าศาสนาไม่อาศัยวิทยาศาสตร์ก็เหมือนคนพิการทางตา
ดังนั้น คนตาดีไม่มีขาต้องขี่หลังกอดคอไปกับคนตาบอดแต่ขาดีจึงสนุกสนานไปกันรอบโลกเลยละและคนนี้นั้นเองชื่อ...คุณตาขา...อิ อิ อิ.
เขียนดีจังเลยค่ะ
อิอิ อ่านแล้วดีมาก ๆ แต่คล้าย ๆ จะไม่เข้าใจ
แต่เหมือนจะเข้าใจแล้วน่ะค่ะ
สรุปว่าเข้าใจดีกว่าค่ะ
แหะแหะ
โชคดีมีความสุขค่ะคุณยูมิ
สวัสดีครับ คุณ ก้านกอคลับ
ไปเที่ยวกลับมาคงหายเหนื่อยแล้วนะนี่ อิ อิ อิ
ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเองละ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับคุณ umi เข้ามาเยี่ยมอ่านแล้วก็ได้ข้อคิด ขอบคุณที่นำเสนอสิ่งดี ๆ
สวัสดีครับ คุณศรีกมล
อ่านให้เห็นเป็นมุมคิดนะครับผม อิ อิ อิ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณเหรียญชัย เหรียญชัย มาวงษ์
ด้วยความยินดีนะครับ
มีความสุขมาก ๆ
ขอบคุณครับ