Mansion, Housing and Hostel

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมไป attend ที่ Sacred Heart Hospice เป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้จะเป็น home visit กับ Dr John ซึ่งเป็น palliative care registrar ของที่นี่ จอห์นเคยเป็นหมอมะเร็งมาก่อน (medical oncologist) แล้วไปเรียนต่อ geriatrics (อายุรเวชผู้ชรา) หลังจากนั้นได้ผ่านเห็น palliative care ซึ่งมีส่วนค่อนข้างมากในการทำงานทั้งสองสาขา จึงได้มาลองเรียนและกำลังทำงาน palliative care อย่างจริงจังมากขึ้น

จาก background ของจอห์น ทำให้เขามีพื้นความรู้ที่นับว่าหนักแน่นมากสำหรับทางการรักษาตัวโรคส่วนใหญ่ของคนไข้ palliative care คือ โรคมะเร็ง (เป็นส่วนใหญ่จนกระทั่งเริ่มมีการจัดประชุมวิชาการแยกระหว่าง cancer กับ non-cancer palliative care) ดังนั้นเวลาจอห์นคุยเรื่อง options ในการรักษากับคนไข้นั้น เขาแทบจะสามารถให้รายละเอียดได้เกือบพอๆกับ consultant โดยตรงของคนไข้เองเลยทีเดียว

เราออกเดินทางจาก Sacred Heart ตั้งแต่ประมาณ 9 โมงเช้า ไปกับ community nurse ชื่อแคลร์ โดยแคลร์เป็นคนขับรถ (ส่วนใหญ่ community nurse จะเคยไปเยี่ยมคนไข้มาก่อน และเป็นคน screen ว่าคนไหนต้องการหมอ palliative care ไปเยี่ยมถึงบ้านโดยตรง และจะเป็นคนแนะนำตัวหมอให้แก่คนไข้ด้วยเวลาไปถึงที่) ขอบเขตของ Sacred Heart Hospice ในการเยี่ยมบ้านค่อนข้างกว้่างมากทีเดียว ครอบคลุมอาณาบริเวณฝั่งตะวันออกของ Sydney ในตัวเมืองเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างย่านของคนรวย และย่าน red district อย่าง King Cross (ที่เป็นย่านอาชญากรรม ยาเสพติด ลักเล็กขโมยน้อย เกย์ ฯลฯ) ในการทำงานของ community nurses พอสมควร ในบางบริเวณถึงกับอาจจะต้องพิจารณาให้ดีในการไปเยี่ยมบ้านว่าจะปลอดภัยพอหรือไม่สำหรับพยาบาลชุมชน

The 29th-floor Mansion

ปรากฏว่าบ้านหลังแรกเป็นของ Mr Grahame อายุ 64 ปี เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก รักษาโดยฮอร์โมนค่อนข้างตอบสนองดีมาหลายปี แต่ต่อมาเหมือนมะเร็งต่อมลูกหมากทั่วๆไป ก็คือมีการกระจายไปที่กระดูกสันหลัง คุณเกรฮัมรับยาเคมีบำบัดต่อ อาการดูเหมือนจะดีขึ้น ไม่มีอัมพาต ไม่มีอาการชาขา การกลั้นอุจจาระปัสสาวะดูจะปกติดี ครั้งที่แล้วหมอนัดมาทำ MRI ซ้ำ ปรากฏว่าบริเวณกระดูกสันหลังตอนล่างสุดเห็นเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่พอประมาณ ปนๆกับกระดูก เบียดไขสันหลังส่วนปลายอยู่ และหมอมะเร็งของคุณเกรฮัมนัดคุยวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เราเลยมาเยี่ยมแกที่บ้านก่อน

เราเข้าไปในอาคาร mansion ขนาดมหึมาหลังหนึ่ง โถงข้างล่างเป็นหินอ่อนสีน้ำตาล ประดับประดาทั้งพื้นและเสากลมเลียนแบบทรงโรมัน ประตูเป็น security door สามชั้น ที่เราค่อยๆ เข้าไปเรื่อยๆทีละชั้นๆ แต่ไปติดอยู่ตรงหน้าลิฟต์ จอห์นเลยโทรศัพท์ไปหาคุณเกรฮัมให้มารับ เขาก็บอกว่าจะกดลิฟท์ส่งลงมาให้ พวกเรายืนรออยู่เป็นเวลานานพอควร ก็ยังไม่เห็นลิฟท์มาสักที ในที่สุดจอห์นก็โทรไปหาอีกที ก่อนจะหันมาบอกพวกเราว่า "มาผิดตึก"

พวกเราเดินย้อนมาประมาณ 30 เมตรก็พบ "ตึกแฝด" เหมือนกันดิก มีคุณป้าภรรยาของคุณเกรฮัมยืนรออยู่ข้างหน้า บ่นงึมงัมๆว่าจอห์นมาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่น่าจำไม่ได้เลย ต่างกันตั้งเยอะ พลางชี้ให้เราดู บอกว่าลายหินอ่อนก็ไม่เหมือนกัน สีตู้สองข้างก็เข้มกว่าตั้งเยอะ ผมมองไปอีกสองครั้ง ก็ส่งสายตาไปที่จอห์น ส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นนัยว่าผมก็แยกไม่ออกว่าสองตึกนี้มันต่างกันยังไง

ภรรยาคุณเกรฮัมเคยเป็น social worker มาก่อน จึงเป็นหญิงนักสู้คนหนึ่ง และเข้าใจในงานพวกเราดี เราขึ้นไปถึงชั้น 29 ของ mansion ก็พบคุณเกรฮัม ดูจากหน้าตาน่าจะเป็นคนอินเดีย ตัวไม่ใหญ่มาก เดินประคองตัวเองด้วยไม้เท้าสองอัน ในแมนชันขนาดใหญ่ หรูหรามาก มองเห็นวิวทั่วซิดนีย์ (เพราะเราอยู่ชั้น 29) ไม่ต้องไปขึ้น Sydney Tower ให้เสียเวลาเลยทีเดียว จอห์นเอาฟิล์ม MRI ของคุณเกรฮัมมาด้วย พอปฏิสันถารเสร็จเรียบร้อย เราก็เริ่มเล่าให้ฟังว่าเราเจออะไรบ้าง และเราอยากจะให้คุณเกรฮัมและภรรยาทราบพอเข้าใจก่อนที่จะไปเจอกับหมอมะเร็งในอาทิตย์หน้า มีปัญหา หรือคำถามอะไรจะได้เตรียมตัวไปก่อนได้

พอทั้งสองคนสามีภรรยา ได้ยินมาถึงก้อนเนื้องอกที่พบใหม่ในช่องกระดูกสันหลัง ก็มีสีหน้าไม่ค่อยดี ถามจอห์นว่า หมอจะมีแผนอะไรบ้าง จอห์นบอกว่า เราไม่แน่ใจ ว่าเป็นเพราะกระดูกสันหลังเสื่อม (osteoarthritis) รึเปล่า เพราะเดิมคุณเกรฮัมมีกระดูกสันหลังคดบิดเบี้ยวอยู่แล้ว แต่ที่เรากังวลก็คือเนื้อสีดำๆบริเวณนี้ ที่อาจจะเป็นเรื่องมะเร็ง การรักษาน่าจะขึ้นกับหมอคิดว่าเป็นอะไร

ภรรยาคุณเกรฮัมถามว่าแล้วจอห์นคิดว่าเป็นอะไร จอห์นตอบว่า "อืม.. ผมไม่แน่ใจนะ ผมเห็นฟิล์มมามากพอสมควร แต่ ดร.สโตนที่จะเป็นคนอ่านฟิล์มนี้เห็นมาเป็นพันๆ มากกว่าผมแน่ๆ เขาจะตัดสินใจได้ดี และผมคิดว่าเราควรจะรอความเห็นของเขาดีกว่า"

คุณเกรฮัมก็พูดออกมาอย่างมองในแง่ดีว่า ตอนนี้เขาสบายดี ไม่มีอะไร ถ้ายังไงต้องรักษา หมอก็จะสามารถให้ยา ให้อะไรได้เต็มที่อยู่แล้ว

เราก็เห็นด้วยใน assessment ของคุณเกรฮัม แล้วก็ลากลับมา

The Government Housing Unit

ถัดมาเป็น case COPD (หลอดลมอักเสบเรื้อรัง) และเป็นมะเร็งไต มีกระจายไปปอดด้วย อาศัยอยู่ใน government housing unit หรือแฟลตรัฐบาล อยู่ในย่านที่จอห์นเรียกว่า "ไม่ปลอดภัย" ที่บางคนเรียกแฟลตแถวนี้ว่า "suicidal mansion" เพราะคนมักจะโดดตึกตายบ่อยๆ

เรามาถึงปรากฏว่าหาทางเข้าไม่เจอ ในที่สุดก็ต้องใช้ลูกไม้เดิม คือโทรไปเรียก แต่คราวนี้เป็นคนไข้เองที่เดินลงมารับ เพราะอยู่คนเดียว

พอเราเข้าไปในห้อง เราก็เห็นอีกสภาพหนึ่งของความเป็นอยู่ Mr Hill อยู่ในแฟลตสองห้องเล็กๆ ห้องนึงเป็นห้องอาศัย แล้่วก็ห้องนอน ภายในห้องนั้นอับชื้นมากๆ เรานั่งคุยกันที่โซฟา (ซึ่งชื้น ดำ และเหนียวๆอย่างไรชอบกล) คุยกันไปๆ ก็พบว่า Mr Hill อยู่ที่แฟลตนี้คนเดียวมา 20 กว่าปีแล้ว รับเงินบำนาญ และเงินสงเคราะห์รัฐบาล แกทำงานอะไรไม่ได้มานานแล้วจากโรคมะเร็งและโรคปอดที่เป็นอยู่

Mr Hill คุยไปเรื่อยๆ ดูไม่ค่อยจะยินดียินร้ายกับโรค หรือระยะของโรคตัวเองสักเท่าไร รับฟังคำแนะนำของจอห์นอย่างตั้งใจพอสมควร แต่ตอนเราจะออกกลับมา แกก็ลุกขึ้นและขอบอกขอบใจพวกเราอย่่างมากมาย บอกว่าครั้งหน้าขอให้มาเยี่ยมเยียนแกอีก เพราะดูแล้วแกอยู่คนเดียว และคงจะไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยมแกนอกเหนือจากคนรัฐบาลอย่างพวกเรา

The Homeless Hostel

บ้านหลังที่สามเป็น hostel (คล้ายๆกับ nursing home เป็น facility ของรัฐบาลที่จัดให้คนที่ไม่มีบ้านอยู่ มีพยาบาลและ social worker เป็นคนดูแล) Mr Pole ที่อยู่ที่นี่ เป็น brain tumour และมีประวัติเป็นจิตเภท (schitzophrenia) หวาดระแวง เคยจะทำร้่ายคนอื่นเพราะคิดว่าจะมาทำร้ายแก มีอาการประสาทหลอนเป็นครั้งคราว

เราเข้าไปใน hostel ก็ไปหาเจ้าหน้าที่ก่อน บอกว่าเราเป็นใคร สักประเดี่๋ยวก็มีพยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาหาเรา แล้วก็พาเราเดินเข้าไปข้่างใน ตรงโซฟาด้านหน้า มีคนชราหลายคนที่ร่างกายผอมบาง แต่่งตัวไม่ค่อยประณีตมาก (ค่อนข้างโทรม) นั่งเป็นกลุ่ม มองมาที่พวกเราอย่างสนใจ พยาบาลพาเราไปถึงคนแก่คนหนึ่ง แล้วก็บอกว่า "Mr Pole, there are some people coming to see you"

Mr Pole เป็นชายแก่ ผอมกงโก้ หน้าตาเหลือแต่หนังหุ้่มกระดูก เห็นสันกรามและกรอบหลุมรอบตาชัดเจน แกมองมาที่พวกเราแล้วก็พูดช้าๆว่า "coming to see me?"

จอห์นจับมือแกมากุม บอกว่าใช่ พวกเรามาหาแก

"I don't have any problem!" Mr Pole พูดช้าๆ

"and that's what we hope to keep it that way" จอห์นเสริม

การสนทนา เป็นไปอย่างช้าๆ  จอห์นใจเย็นมากในการแนะนำตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน เรามาจาก hospice และพยายามทำความเข้าใจว่าคุณโพลมีปัญหาอะไรไหม เกี่ยวกับสุขภาพ เพราะเราจะช่วยจัดการแก้ไขให้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เราก็จะเพียงแค่มาเยี่ยมเท่านั้น และจะคอยติดต่อกับพยาบาลที่ดูแล Mr Pole เป็นระยะๆ

พอบ่ายสาม คุณโพลก็ทำท่ากระวนกระวาย บอกว่าแกต้องไปรับโทรศัพท์ ไม่งั้นจะมีคนมาตัดเงินแก เราก็ลาออกมา

ระหว่างที่เราเดินออกมาผ่านกลุ่มคนที่ไม่มีบ้านอยู่และมาอาศัยที่ hostel แห่งนี้ประมาณ 5-6 คน ทุกคนหันมาดูแล้วก็ทักทายเรากันใหญ่ ดูเหมือนแต่ละคนอยากจะมีคนมาเยี่ยนแกบ้าง

 


 

งานของ home visit palliative care นี้ ทำให้ผมเห็น contrast ของความเป็นอยู่ ตั้งแต่คนที่อาศัยใน mansion ราคาเป็นหลายล้านบาท คนที่อาศัยใน government housing unit ที่ unemployed คือไม่มีงานทำ และคนที่อาศัยใน hostel ที่ไม่มีทั้งบ้าน ไม่มีญาติ และเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งทั้งหมด ทุกคน

ไม่มีใครรอดพ้นจากวาระสุดท้ายเหมือนๆกัน ในขณะที่ความเป็นอยู่ต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่ความสงบสุขทางใจตอนนี้ ไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยว่าอยู่ที่ไหน มีเงินเท่าไหร่เท่านั้นแล้ว แต่เป็นสภาวะภายในของแต่ละคนที่มีมา

ในงานของพวกเรา หมอ พยาบาล palliative care ได้มาเห็นอะไรที่แตกต่างกันอย่่่างสิ้นเชิงแต่ก็เหมือนกันมากแบบนี้ ผมอยากจะคิดว่ามันเป็น message สำคัญอะไรบางอย่าง ที่เราควรจะเรียนรู้จากมัน