ผมหลับยาวไปตั้งแต่หัวค่ำของเมื่อวาน
อันเป็นผลพวงของการเป็นไข้ที่มาแบบจู่โจม-เสียงแหบแห้ง,
ปวดแผ่นหลังอย่างแทบขยับเขยื้อนไม่ได้

ไม่มีอะไรที่ผมจะไม่รู้ที่มาที่ไปของอาการดังกล่าว
เพราะนั่นคือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ, ความเครียด และไม่ค่อย
“ทานข้าว”

 

ผมตื่นอีกครั้งในช่วงสี่โมงเช้า
พลาดการเข้าฟังการแถลงเรื่อง
“ก.พ.ร” ของมหาวิทยาลัย
แต่ก็จำต้องหอบสังขารเข้าสู่การประชุมของงานหอพัก
เพราะตนเองเป็นหัวเรือใหญ่  จะโดดประชุมก็ไม่เหมาะนัก  เลยจำต้องเข้าห้องประชุมแบบอาการครึ่งผีครึ่งคน

 

เสร็จการประชุมในราวสี่โมงเย็น
ผมมีอาการสั่นสะท้านไปทั้งตัวอีกรอบ
นั่นคงเป็นเพราะอยู่ในห้องแอร์อย่างนานนม  รวมถึงการสั่นสะท้านเพราะหิวข้าว

ผมกลับมาถึงที่พักในเวลาไม่นานนัก
นั่งดูลูกๆ ถีบจักรยานเพียงเล็กน้อย  จากนั้นก็พาตัวเองกลับขึ้นมาบนห้องเพื่อเตรียมนอนพัก
แต่รู้ดีว่า  หากไม่เข้ามาท่องเล่นใน
G2K สักพัก  ก็มีหวังนอนไม่หลับเป็นแน่

 

ผมมีบันทึกหลายเรื่องที่เขียนยังไม่จบ
ผมเป็นคนที่เขียนบันทึกแต่ละเรื่องนานมาก  ออกแนวศิลปินอยู่ไม่น้อย  กว่าจะเขียนสักเรื่องต้องมีแรงจูงใจอย่างมหาศาล

 

ในยามเจ็บไข้เช่นนี้
การหวนคืนสู่บันทึกเดิมๆ ในชีวิต  จึงเป็นเสมือนหยูกยาวิเศษมาเยียวยาให้ตัวเองแช่มชื่น

 

และนี่คือ ๒  บันทึกของผมที่ถูกเขียนขึ้นในวันนี้เมื่อสองปีที่แล้ว

บันทึกแรกมีชื่อเรื่องว่า  ต้านลมหนาวสานปัญญา (จบ) : ที่นี่ต้องการครู...

 

     ครั้งนั้น, ผมเขียนถึงเรื่องราวของครูสาวท่านหนึ่งที่กำลังคิดที่จะทำเรื่องขอย้ายไปจากโรงเรียนแห่งหนึ่ง  ราวกับนวนิยายบางเรื่องที่ผมเคยได้อ่าน  แต่ในความเป็นจริงนั้นช่างแสนเศร้าและชวนน่าเห็นใจเป็นที่สุด

     และนี่คือ  ข้อความสั้นๆ  ที่ผมเขียนไว้ในบันทึกนั้น

 

    ....   เธอบอกว่า  “เธอกำลังสิ้นแรงเหมือนครูคนอื่น ๆ ที่มาแล้วก็จากไป”  “เธออ่อนแอเกินกว่าที่จะต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้”  “เธอรักที่นี่  แต่เธอก็ควรมีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเองมิใช่เหรอ ?”   

 

กระนั้นเธอก็ตระหนักเสมอว่าชาวบ้านคงไม่ยอมให้เธอย้ายออกไปอย่างง่าย ๆ  และเธอก็เจ็บปวดเสมอเมื่อมองลึกสู่แววตาใสซื่อ แต่หม่นเศร้าของเด็กนักเรียน  รวมถึงรอยยิ้มมิตรภาพของชาวบ้านที่มีให้เธอในทุกวันและทุกคืนอย่างหลากล้น

 

ผมรู้และเข้าใจ..

 

ใช่ครับ...ทุกคนควรมีสิทธิที่จะเลือกหนทางที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง  แต่สำหรับนักเรียนและชาวบ้านพวกเขาได้ใช้สิทธิในการเลือกหนทางที่ดีที่สุดในทางการศึกษาให้กับตัวเองบ้างหรือยัง ?

 

 

 

ส่วนอีกเรื่อง มีชื่อว่า ต้านลมหนาวสานปัญญา (เก็บตก) : คิดถึงครู...บทส่งท้ายปิดบันทึกอันแท้จริง

 

       ส่วนบันทึกนี้  กล่าวถึงเรื่องราวของบทกวี “คิดถึงครู” ของไพฑูรย์  ธัญญา  อันเป็นบทกวีที่ผมส่งไปถึงครูสาวท่านนั้น  เพื่อเป็นกำลังใจต่อกรกับความทุรกันดาร  และอยู่เป็นที่พึ่งพิงของชาวบ้านและเด็กตัวน้อยที่กำลังหวาดหวั่นกับการจะไม่มีครู

 

 

หรือโรงเรียนของเราไม่น่าอยู่ ? 

จึงไม่มีคุณครูที่เคยเห็น 

ที่มีอยู่ ก็ไม่ใช่ที่เคยเป็น 

เหมือนว่าใครแอบแฝงเร้นในตัวครู

 

ครูของเราคนเก่า  เราจำได้ 

ยังคลับคล้าย คลับคล้ายได้ดีอยู่ 

ใครคนหนึ่ง  ซึ่งรักศิษย์คิดอุ้มชู 

ไม่หล่อสวยรวยหรู  แต่ใจดี

 

อยู่โรงเรียนหลังเก่าครูก็เก่า 

กันดารไกลในป่าเขา ไร้แสงสี 

ถิ่นไทยในป่ากว้างกลางพงพี 

นั่นเทียนน้อยริบหรี่กลางลมแรง

 

เป็นเรือแจวเรือจ้างกลางน้ำเชี่ยว 

ยุคสมัยแปลกเปลี่ยวเข้าแอบแฝง 

โรงเรียนเก่าของเราก็เปลี่ยนแปลง 

เป็นโรงเรียนราคาแพงพัฒนา

 

ยุคนีออนสมัยแต่ใจมืด 

คุณธรรมเคืองฝืดทุกหย่อมหญ้า 

เมื่อความรู้ขายได้เหมือนผักปลา 

ก. ขอ ก. กา เป็นเงินทอง 

 

จึงเรือจ้างวางแจวไว้ริมท่า 

เสียงเรือด่วนคำรามมาสนั่นก้อง 

รวดเร็ว โลดแล่นในครรลอง 

แสงเทียนหม่นหมองทุกถิ่นไทย

 

หรือโรงเรียนของเรา ไม่น่ารัก ? 

ครูใจดีเคยรู้จักหายไปไหน 

มาโรงเรียนวันนี้ไม่มีใคร 

เปลี่ยวใจ  นั่งรำพึงคิดถึง  "ครู"

 

 .....   

 

ครับ,  ผมไม่อยากให้ทุกท่านรู้สึกว่าตอนนี้ผมขี้เกียจเขียนบันทึก 
แต่อยากให้รับรู้ว่าในห้วงยามเจ็บไข้เช่นนี้  การไม่มีแรงพอที่จะทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบันและอนาคต 
หากแต่ได้หวนคิดถึงวันนี้ในอดีตของตนเอง  ก็รู้สึกดีไปอีกแบบ 
อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า  วันนี้เมื่อสองปีที่แล้ว  ผมคิดและทำอะไรไปบ้าง

 

 

ส่วนรายละเอียดนั้น  เชิญย้อนรำลึกได้จากบันทึกข้างล่างนี้
ท่านใดเคยทิ้งรอยไว้บ้าง ก็เรียนเชิญกลับไปเยี่ยมรอยจารึกนั้นอีกหน  ส่วนกัลยาณมิตรใหม่  ถ้ามีเวลา  ก็เรียนเชิญเช่นกัน -

 

ต้านลมหนาวสานปัญญา (จบ) : ที่นี่ต้องการครู...

http://gotoknow.org/blog/pandin/79556

 

ต้านลมหนาวสานปัญญา (เก็บตก) : คิดถึงครู...บทส่งท้ายปิดบันทึกอันแท้จริง

http://gotoknow.org/blog/pandin/79566