
หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยท้องถิ่นอย่างราชภัฏควรสร้าง
เมื่อประมาณสองปี หรือเกือบสามปีที่ผ่านมานี้ ราชภัฏทั่วประเทศได้รับการกระตุ้น หนุน เสริม จาก สกอ.ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆขึ้นมา ลองติดตามสังเกตดู รู้สึกว่าการพัฒนาหลักสูตรที่ราชภัฏดำเนินการยังเป็นแบบนี้
1.ยังถูกครอบงำจากแนวคิดการสร้างหลักสูตรแบบเก่าทั้งในด้านสำนึก เนื้อหา และวิธีการ
2.ทิศทางของหลักสูตรยังเดินตามมหาวิทยาลัยในส่วนกลาง แต่ก็เป็นการตามที่ทิ้งระยะห่างมาก ๆ
3.กระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรค่อนข้างหละหลวม ขาดข้อมูลและการพิจารณาไตร่ตรองที่จริงจัง
โดยภาพรวมของหลักสูตรจึงยังคงเป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหา ผู้สอน และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสถาบันเป็นสำคัญ หลักสูตรแบบนี้จึง
1.นักศึกษาได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตและการงาน
2.นักศึกษาไม่ได้รับการฝึกให้มีทักษะในการเรียนรู้และการทำงาน
3.มีพลังดึงนักศึกษาออกจากชุมชนท้องถิ่นที่นักศึกษาอาศัยอยู่มาก แต่ก็ไม่มีพลังมากพอที่จะส่งนักศึกษา
ออกไปแข่งขันในภาคเมืองและอุตสาหกรรม
ตัวอย่างหลักสูตรที่ราชภัฏพัฒนาขึ้นใหม่
|
การปกครองท้องถิ่น รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา ออกแบบนิเทศศิลป์ การพัฒนาชุมชน การพัฒนาสังคม ดนตรี นาฏศิลป์และการละคร บรรณารักษศาสตร์ ภาษาอังกฤษธุรกิจ วัฒนธรรมศึกษา ศิลปกรรม ภาษาญี่ปุ่น
|
วัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว การจัดการทั่วไป การบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ การบัญชี นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณิตศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ทั่วไป จุลชีววิทยา ชีววิทยาประยุกต์
|
วิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์สุขภาพ – การส่งเสริมสุขภาพเด็ก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร สถิติประยุกต์ สาธารณสุขชุมชน เกษตรศาสตร์ เคมี เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพ วิทยาศาสตร์ศึกษา |
ผู้เขียนเห็นว่าหลักสูตรของราชภัฏในฐานะเป็นอุดมศึกษาท้องถิ่น ควร...........
1.เป็นหลักสูตรที่มุ่งตอบสนองต่อท้องถิ่นเป็นสำคัญ ซึ่งควร
*สอดคล้องกับชีวิตและการงานของท้องถิ่น
*เน้นการวิจัยและวิธีการการแสวงหาความรู้มากกว่าการเรียนรู้ความรู้สำเร็จรูป
*เน้นการเป็นผู้นำในทางวิชาการและการปฏิบัติในสาขาวิชา
*เน้นทักษะในการทำงานและการทำงานร่วมกับทีม และภาคีต่าง ๆในทุกระดับ
*เน้นความสามารถในการสร้างงานอิสระในท้องถิ่นของตน
2.เป็นหลักสูตรที่มีหลากหลายรูปแบบทั้งในมิติด้านเวลา วิธีการและระดับ เช่น
*ด้านเวลา อาจมีทั้งหลักสูตรระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว
*ด้านวิธีการ อาจเรียนในสถาบัน นอกสถาบัน เรียนทางไกล และการเรียนรู้ด้วยตนเอง
*ด้านระดับ อาจมีตั้งแต่ วุฒิบัตร ประกาศนียบัตร ปริญญาและหลักสูตรเพื่อชีวิต
*ทุกรูปแบบสามารถถ่ายโอนกันได้
3.กลุ่มเป้าหมายของหลักสูตรครอบคลุมคนทุกคน ทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพและความเชื่อ
ไม่ยึดติดอยู่กับความคิดอุดมศึกษาแบบเดิมที่ถือว่าอุดมศึกษา คือการศึกษาหลังมัธยมศึกษา แต่ถือว่า
เป็นการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่หรือคนกำลังจะเป็นผู้ใหญ่
4.การบริหารจัดการหลักสูตรเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ผูกขาดอยู่กับุคลากรของ
สถาบันเพียงฝ่ายเดียว
เชื่อว่าหลักสูตรการศึกษาแบบนี้ต้องต่อสู้กับความคิดเชิงอนุรักษ์นิยมอย่างหนักแน่นอน แต่ผู้นำของราชภัฏที่สามารถน่าจะทำความกระจ่างแก่ผู้คนทั้งหลายได้
* ถ้ามีหลักสูตรแบบนี้จึงจะเป็นประโยชน์แก่ทัองถิ่นจริง!?!?!?!??
เห็นด้วยครับ อาจารย์ ... :)
นอกเหนือจากการเน้นหลักสูตรที่เป็นธุรกิจศึกษามากขึ้น ที่เรียกว่า เลี้ยงตัวเองแล้ว ยังลืมว่า การเปิดหลักสูตรควรดูท้องถิ่นว่า เขาต้องการหรือไม่ จบแล้วต้องหนีไปทำงานที่อื่นหรือเปล่า
มัวแต่คิดอยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่ทราบ พื้นที่เหยียบมีตะปูหรือเปล่า
ผู้นำขององค์กร ... มัวคิดแต่ประโยชน์ใกล้ ๆ ตัว จนลืมนักศึกษาเสียหมด ... น่าเศร้าดี
ขอบคุณครับอาจารย์ :)
การจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยราชภัฏน่าจะเริ่มต้นจากการนำการวิจัยมาเป็นฐานโดยที่คณาจารย์(จากสาขาวิขาต่างๆ)ร่วมมือกับชุมชนในการทำวิจัยเพื่อพัฒนา นวัตกรรม (ซึ่งจะได้นำผลการวิจัยมาใช้ได้จริงๆๆ) นำองค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการวิจัยมาสอน (ซึ่งไม่ใช่การสอนเพียงด้านทฤษฎี) นักศึกษาที่เราผลิตไปจะมีลักษณะของผู้ที่มีความรู้จริงท้องถิ่นพึ่งได้ สมกับปรัชญาของมหาวิทยาลัย
ผมเห็นด้วยกับการที่พัฒนาหลักสูตรของท้องถิ่นให้เป็นไปตามความต้องการของ
ท้องถิ่นครับ แต่ที่น่าตลก อย่างที่ภูเก็ตหรือที่ไหนๆก็ตาม จะมีปัญหาเด็กในท้องถิ่นไม่อยากเรียนในท้องถิ่นของตัวเองครับ
เช่น สมัยก่อนมีวิทยาลัยครูภูเก็ต เด็กอยากไปเรียนวิทยาลัยครูนครศรีฯ ในขณะที่เด็กนครศรีฯมาเรียนที่ภูเก็ต
สมัยนี้มีราชภัฏภูเก็ต เด็กก็อยากไปเรียนกรุงเทพฯ มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ตก็อยากไปเรียนที่หาดใหญ่ หรือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่นครศรีฯ เด็กที่มาเรียนกลับมาจากภาคเหนือ อีสาน
หรือว่าเราจูงใจเด็กและผู้ปกครองในท้องที่ไม่ได้
-ดูถูกกำพืดของตน
-ไม่ยอมรับนับถือคนระดับเดียวกัน
-หมิ่นแคลนคนที่ตนรู้สึกว่าด้อยกว่าอย่างไร้เหตุผล
-ซูฮกยกย่องคนที่ตนรูสึกว่าเขาเหนือกว่าอย่างไร้เหตุผล
-ยอมรับการใช้อำนาจจากคนที่เหนือกว่า และชอบใช้
อำนาจกับคนที่ด้อยกว่า
-อิจฉาริษยากันและกัน
-แสวงหาประโยฃน์โดยการเหยียบหัวเหยียบบ่าพวกเดียว
กันเพื่อห้อยโหนคนเหนือกว่า
-ถือศักดิ์ศรีกับคนในระดับเดียวกัน ยอมให้หลู่ศักดิ์ศรีกับคน
ที่เหนือกว่า โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจเหนือกว่า
paaoobtong
16/3/52
23:45