ช่วงบ่ายของวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
เป็นช่วงของการฟังบรรยายในหัวข้อ
“การสอนงานและการ Feedback”
โดยมี ดร.จินดารัตน์ ปีมณี จากคณะการบัญชีและการจัดการให้เกียรติมาเป็นวิทยากร
หัวข้อการบรรยายข้างต้น ยังคงสื่อให้ผมได้ตระหนักว่า เรื่องดังกล่าวนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของสมรรถนะในการเป็น “ผู้นำ” ที่ดี หรือเป็นผู้นำที่มี “ภาวะผู้นำ” นั่นเอง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ครั้งแรกที่ได้รับเอกสารประกอบการฟังบรรยายนั้น ผมออกอาการเข่าอ่อนอย่างเห็นได้ชัด มิหนำซ้ำยังออกอาการหน้ามืดเหมือนคนจะเป็นลมเป็นแล้งเสียให้ได้ เพราะทุกหน้ากระดาษที่รับมานั้น ไม่ปรากฏตัวอักษรไทยให้อ่านเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว ทุกแผ่น ทุกตัวอักษรมีภาษาอังกฤษแยกเขี้ยวคำรามอยู่อย่างน่าหวาดหวั่น ทำเอาผมแทบถอดใจ เพราะไม่รู้ว่าจะอ่านจะฟังยังไงดี !
แต่พอเริ่มบรรยาย ก็ถือว่าโชคดีมากที่วิทยากรบรรยายด้วยภาษาไทย แต่ไม่วายนำศัพท์ต่างประเทศมาประกอบการบรรยายอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการชักชวนให้เราๆ ท่านๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดร่วมกับท่านเป็นระยะๆ ...

Graphic Review ...ที่แต่ละกลุ่มจัดทำขึ้นในแต่ละวัน
ผมยอมรับว่าระยะแรกนั้น ผมไม่ค่อยมีสมาธิกับการฟังบรรยายในชั่วโมงนี้มากนัก เพราะอาการท้องตึงหนังตาหย่อน พลอยให้ออกอาการจะหลับๆ ตื่นๆ อยู่ตลอดเวลา จึงถือโอกาสหยิบกล้องของตนเองลุกขึ้นมาถ่ายภาพแก้ขัดไปพรางๆ เสร็จจากนั้นก็มานั่งแถวหลังสุดเพื่อทำสมาธิ ซึ่งถัดจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ผมเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ง่วงเหงาหาวนอนอีกต่อไป ตรงกันข้ามกลับแช่มชื่นขึ้นทันตาเห็น และมีสมาธิดีพอที่จะเก็บเกี่ยวข้อมูลจากการบรรยายของวิทยากรแบบจริงๆ จังๆ อย่างแทบไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในเรื่องของการ “สอนงาน” (coaching) นั้น ผมตั้งใจฟังเป็นพิเศษ เพราะเรื่องนี้ ผมถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับการเป็น “หัวหน้า” (คน)
สำหรับผมแล้ว ผมถือว่าการ “สอนงาน” เป็นเครื่องมือที่สำคัญของการพัฒนาลูกทีมที่หัวหน้าจำต้องมีแบบ “ขาดไม่ได้” เพราะการทำงานในยุคปัจจุบัน หากผู้ซึ่งมีสถานะเป็น“หัวหน้า” (leader) ยังติดยึดกับวัฒนธรรมเดิมๆ แบบ “สั่งงาน” สถานเดียวนั้น คงไม่สามารถนำพาไปสู่เป้าหมายสูงสุดของกระบวนการพัฒนาคนและพัฒนาองค์กรได้เป็นแน่
ในเรื่องดังกล่าวนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าในหลายองค์กรยังคงมีหัวหน้าอยู่หลายคนที่ให้ความสำคัญกับการสั่งงานมากกว่าการสอนงาน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่หลงในมายาคติของการเป็นหัวหน้า หรือ “ผู้บังคับบัญชา”(boss) ที่มักเคยชินกับแนวคิดของการกำกับดูแล จึงนิยมชมชอบแสดงบทบาทการเป็นผู้นำแบบ “ชี้นำ” (ชี้นิ้วสั่ง) เพียงเพื่อให้ได้ “งาน” ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นสำคัญ โดยหารู้ไม่ว่า วิธีการเช่นนั้น ไม่ได้สร้างคน และไม่ใช่กระบวนการของการเตรียมความพร้อมให้กับลูกน้องของตนเองได้เติบโตไปสู่วันข้างหน้าเลยแม้แต่สักนิด
อย่างไรก็ดี ถึงแม้วัฒนธรรมของการ”สั่งงาน” เช่นนี้ จะทำให้สามารถชี้นกเป็นนก ..ชี้ไม้เป็นไม้ได้ก็จริง แต่ต้องไม่ลืมว่า วิธีการดังกล่าว ไม่ช่วยให้ลูกน้องได้ฝึกฝนทักษะการคิด การวิเคราะห์-สังเคราะห์ หรือแม้แต่การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเอง และไม่สามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ประโยชน์ได้ กระทั่งเมื่อก้าวไปถึงจุดหนึ่ง ก็ไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เพราะทั้งปวงนั้น เป็นผลพวงของการตกเป็นผู้ทำงานตามคำสั่ง มากกว่าการทำงานด้วยสัญชาตญาณอันสร้างสรรค์อย่างที่ควรจะเป็น

ในทำนองเดียวกันนี้
หัวหน้ากลุ่มหนึ่ง ไม่เพียงติดยึดกับวัฒนธรรมการ “สั่งงาน” เท่านั้น หากแต่ยังมีความเข้าใจผิดๆ ในมุมอันเป็นอุดมคติแบบขำๆ ด้วยการคิด หรือเชื่อว่า “ลูกน้องเป็นผู้มีศักยภาพอยู่แล้ว สามารถเรียนรู้งานได้ด้วยตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องลงแรงกายแรงใจไปสอนงานให้เสียเวลา..”
วิธีคิดเช่นนี้ดูผิวเผยก็ประหนึ่งเป็นแนวคิดมนุษยนิยมอยู่ไม่ใช่น้อย
เพราะเป็นการเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพ
โดยเชื่อและศรัทธาว่ามนุษย์สามารถเรียนรู้หลักการพัฒนาด้วยตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการของการ “สอนงาน” จาก “หัวหน้างาน”
ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเชื่อว่าลูกน้องสามารถเรียนรู้ “งาน” ได้จากตำรา,เอกสาร และเพื่อนร่วมงาน จนพลอยให้ระบบการ “สอนงาน” ถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ในความเป็นจริงนั้น
ไม่เพียงแต่เฉพาะแค่นี้หรอก เพราะในองค์กรต่างๆ ยังคงพบเจอหัวหน้างานอีกสไตล์หนึ่งที่ฟังดูแล้วก็ขันขื่นไม่แพ้กัน ซึ่งนั่นก็คือหัวหน้างานประเภทที่ “สอนงาน.. ไม่เป็น”
หัวหน้างานประเภทที่สอนงานไม่เป็นนั้น ถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ลูกน้องและองค์กรต้องปวดกะบาลไปตามๆ กัน และการสอนงานไม่เป็นนั้น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการรู้ไม่จริง หรือไม่ก็ไม่มีความรู้-จึงไม่รู้ว่าควรจะสอนอะไรดี ! และนั่นก็รวมถึงการขาดทักษะของการสอนงาน ด้วยเช่นกัน ....
ดังนั้น เมื่อประมวลจากสิ่งที่ผมพยายามสะท้อนอย่างยาวยืดตามสไตล์ของผมเองดังข้างต้นนั้น ก็คงพอสรุปได้คร่าวๆ ได้แล้วกระมังว่า เกี่ยวกับผู้นำ หรือหัวหน้างานที่ไม่ “สอนงาน” นั้น ก่อเกิดมาจากเหตุผลกลใดบ้าง นั่นก็คือ
· ไม่สอนงาน เพราะชอบ “สั่งงาน” มากกว่า “สอนงาน”
· ไม่สอนงาน เพราะเชื่อว่า ลูกน้องเรียนรู้งานด้วยตนเองได้
· ไม่สอนงาน เพราะ “สอนงาน..ไม่เป็น”
และในห้วงท้ายนั้น ผมก็ถือโอกาสแลกเปลี่ยนกับวิทยากร ด้วยการนำประสบการณ์ชีวิตของตนเองออกมาเปิดเปลือย โดยเน้นย้ำให้เห็นว่า การสอนงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เสมือนนักกีฬาจะประสบความสำเร็จได้ ย่อมอาศัยการฝึกฝนและเคี่ยวเข็ญจากโค้ชอย่างสม่ำเสมอ เป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “ชัยชนะ” อันได้แก่ ชัยชนะเหนือตนเองและชัยชนะเหนือคู่แข่ง ภายใต้กรอบกติกาอันเป็นที่ยอมรับจากสนามชีวิตนั้นๆ
แต่สำหรับผมแล้ว
ครั้งนั้น ผมล้มเหลวกับการสอนงานแก่ลูกน้องอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าการงานในองค์กรพังพับลงอย่างไม่เป็นท่า ลูกน้องและผมมองหน้ากันแทบไม่ติด ต่างคนต่างถอยห่างจากกันเงียบๆ ... จนแทบจะแก้ปัญหาแทบไม่ทัน

ครั้งนั้น ผมมีลูกน้องในกำกับเพียงไม่กี่คนนัก
แต่ทั้งหมดถือว่า “ใหม่ถอดด้าม” ไม่มีใครมีประสบการณ์ตรงในงานด้านนี้มาก่อน เรียกได้ว่าระบบทั้งระบบฝากหวังเรื่องการ “สอนงาน” ให้ผมดูแลและฟูมฟักไปแบบเต็มๆ
แต่เพียงเพราะห้วงเวลานั้น ผมวิ่งรอกทำงานให้กับมหาวิทยาลัยหลายเรื่อง
แต่ละเรื่องเป็นเรื่องใหม่และสำคัญเอามากๆ ผมจึงแทบไม่ค่อยมรเวลาอยู่กับสำนักงานมากนัก
และนั่นก็หมายถึงการไม่มีเวลาอยู่กับลูกน้อง..
ไม่มีเวลาพบปะพูดคุยและ “สอนงาน” ให้กับพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น
จนในที่สุดการงานต่างๆ ที่เคยขับเคลื่อนได้อย่างไม่ติดขัด ก็กลับพลิกผันเป็นสะดุดล้มลงอย่างไม่เป็นท่า
เรียกได้ว่า บาดเจ็บทั้งคน ทั้งองค์กร ...
และผลพวงของการไม่มีเวลาสอนงานครั้งนั้น ก็จำต้องใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อฟื้นฟูเยียวยาในบาดแผลต่างๆ
และครั้งนั้น ผมก็สรุปง่ายๆ กับตัวเองว่า “เวลา” คือปัจจัยหลักที่ทำให้ผมพลิกพ่ายให้กับการสอนงานในครั้งนั้นอย่างยับเยิน และมันก็หมายถึงการล้มเหลวในเรื่อง “การบริหารเวลา” ด้วยเหมือนกัน
และท้ายที่สุดนั้น
นอกจากการถอดบทเรียนของตนเองในเรื่อง “เวลากับการสอนงาน” อันเจ็บปวดแล้ว ผมยังผุดแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการ “สอนงาน” ในแบบฉบับของตนเองไว้หลายประเด็น อันได้แก่
· วิเคราะห์ความรู้เดิม: หมายถึง การสำรวจข้อมูล หรือฐานความรู้เดิมของลูกน้อง
· แต่งเติม-เสริมใหม่: หมายถึง นำความรู้เดิมที่มีอยู่ในตัวตนของลูกน้องมาพัฒนาเพิ่มเติมและใช้งานให้ตรงกับความถนัด เพื่อให้ลูกน้องสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับลูกน้องอย่างต่อเนื่อง
· เชื่อใจ-ไม่ปิดกั้น: หมายถึง การเชื่อมั่นในตัวลูกน้อง มองในมุมบวกว่าลูกน้องมีความรู้ความสามารถ และส่งเสริมสนับสนุนให้ได้รับโอกาสอันดีในวิถีของการพัฒนาตนเองและองค์กร รวมถึงการแบ่งปันความรู้อย่างเปิดเผย ตลอดจนการนำประสบการณ์จริงจากความสำเร็จและล้มเหลวมาเป็นบทเรียนให้ลูกน้องได้เรียนรู้และสัมผัส
· จัดสรรเวลา : หมายถึง การมีเวลาอย่างพอเหมาะพอควรต่อการสอนงานลูกน้อง ให้ความสำคัญกับการเป็นพี่เลี้ยง หรือโค้ชมากกว่าการติดยึดกับวัฒนธรรมผู้บังคับบัญชาที่ติดยึดกับการสั่งงานมากกว่าการสอนงาน
· สรรหาแนวทาง: หมายถึง การสอนงานแบบเปิดกว้างทางความคิด สร้างกลยุทธ์ให้ลูกน้องสนุกกับการเรียนรู้งาน และมีความกระหายที่จะร่วมคิดและร่วมทำไปพร้อมๆ กับหัวหน้า รวมถึงการเรียนรู้ซึ่งทักษะของการสอนงานอย่างมีศาสตร์และศิลป์
· เป็นแบบอย่างด้วยตนเอง: หมายถึง การสอนงานผ่านพฤติกรรมการกระทำของตัวเอง (หัวหน้า) โดยยึดถือวาทกรรม “ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน” เป็นแนวทางของการสอนงานแก่ลูกน้อง

ด้วยเหตุนี้ การสอนงาน จึงไม่เพียงแต่เฉพาะเป็นเครื่องมือของการพัฒนาลูกน้องเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเสมือนการกระจายอำนาจ หรือส่งต่อโอกาสทางการเติบโตไปยังลูกน้อง...
- เพื่อให้ลูกน้องได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการองค์กรของตนเองอย่างมีระบบ รับรู้และเข้าใจในเป้าหมายขององค์กรอย่างแจ่มชัด เรียกได้ว่า ได้ร่วมคิดร่วมทำและร่วมแบ่งปันการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับหัวหน้าของตนเองไปในตัว
และทั้งหมดนี้ จึงเป็นการถอดบทเรียนจากบาดแผลของตนเอง พร้อมๆ กับการเขียนบทเรียนใหม่ เพื่อนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่มีภาวะความเป็นผู้นำ โดยอาศัยการ “สอนงาน” เป็นเครื่องมือของการพัฒนาคน-พัฒนาองค์กร
ก็แน่ล่ะ...
เพราะ หัวหน้าที่ดีต้องสอนงานเป็น ...
และ หัวหน้าที่ดี ก็ต้องเป็น นักสร้างที่ดี ด้วยเหมือนกัน
หากยังติดยึดกับการ “สั่งงาน” มากกว่าการ “สอนงาน”
ไฉนเลยองค์กรนั้นๆ จะมี “คนรุ่นใหม่ๆ” ก้าวขึ้นมาเป็น “หัวหน้า” ที่ดีและเก่งได้
...............
สวัสดีครับ อ.แผ่นดิน
ในเบื้องต้นคงต้องขอขอบคุณที่ได้กรุณานำข้อมูลดีๆ
มาให้ผมได้เรียนรู้ครับ
ส่วนประเด็นที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนด้วยก็คือ
เรื่อง "โอกาส" ครับ
ผมคิดว่า คนเก่งหลายคนที่ผมเคยมาเห็นนั้นมีศักยภาพ
และความสามารถมาก หากแต่ขาดโอกาสที่ดี
ซึ่งมันน่าจะไปเชื่อมโยงกับสิ่งหนึ่งที่ หัวหน้าหลายคน
มักจะมองข้ามไปนั่นคือ "การมอบหมายงาน"
ผมคิดว่าหากมีการมอบหมายงานที่เหมาะสม
ตามความสามารถและศักยภาพ
ก็จะเป็นการพัฒนาคนที่ดีครับ
หากหัวหน้าเปลี่ยนจาก "สั่งงาน" มาเป็น "มอบหมายงาน"
ตามความเหมาะสม
แล้วก็มีการ "สอนงาน" หรือเป็น "พี่เลี้ยง"
คอยให้ความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น
ก็น่าที่จะทำให้ ลูกน้องได้พัฒนาตนเองขึ้นอีกเยอะครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
มารับความรู้ ....
คนไม่มีรากคิดว่า...บางครั้ง การทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส ของปราชญ์ชาวบ้าน ก็เป็นการ "สอนงาน" ที่สุดยอดที่สุดค่ะ
เพราะเราคงไม่เชื่อ ไม่อยากทำตามคนที่เอาแต่พูด แต่ไม่ได้ทำตามที่พูดนั้นเลย
ขอบคุณค่ะ
(^___^)
มาเรียนรู้ เทคนิค“การสอนงานและการ Feedback”
ขอให้มีความสุขกับการเรียนรู้และการเติมเต็ม ทางจิตวิทยาค่ะ
การสอนงาน การเรียนรู้งาน
โชคดีหรือโชคร้ายก้ไม่รู้สิคะที่ตั้งแต่ทำงานมา ไม่มีเพื่อนร่วมงานที่เรียกอีกชื่นหนึ่งว่า "ลูกน้อง" เป็นเพราะหน้าที่การงานที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่คนส่วนมากคือ บรรณารักษ์ หรือไม่ก็พนักงานห้องสมุด (ปัจจุบันเรียกผู้ปฏิบัติงานห้องสมุด) ตำแหน่งงานของเราจึงดูเหมือนไม่สำคัญ (หรือว่าไม่สำคัญเลย) จึงไม่เคยได้ สอนงานในหน้าที่ประจำให้ใคร ก็เลยยังไม่มีโอกาสแสดงตัวเองเป้น หัวหน้า(ที่ดี) ให้ใคร
แต่บันทึกนี้มีประโยชน์มาก จะเก็บไว้บอกต่อเพื่อนร่วมงานที่มี "ลูกน้อง" ค่ะ
อยากให้มีใครมาเรียนรู้งานของเราบ้างค่ะ เพราะอนาคตเราไม่รู้เลยว่าเราจะสะดุดล้มลงตรงไหน แล้วอาจจะสายไปถ้างานประจำจะต่อไม่ติด ก็ได้แต่เตรียมแผน เป็น "คู่มือปฏิบัติงาน" ไว้ให้เรียนรู้สื่อสารทางเดียวกันเองแค่นั้น
สวัสดีครับ... ณภัทร๙
ขอบพระคุณอย่างมากเลยครับที่แวะมาฝากแนวคิดที่ดี ช่วยเติมให้บันทึกนี้ดูดีและมีค่าขึ้นมาเท่าตัว
เกี่ยวกับเรื่อง "โอกาส" นั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับ เพราะนั่นคือการแสดงให้เห็นว่า หัวหน้าเชื่อในศักยภาพ ถึงได้ให้โอกาสแห่งการแสดงตัวตนไปพร้อมๆ กับการฝึกฝนทักษะฯ .. เพราะในเนื้อแท้นั้น เราต่างมีเวลาที่เท่าเทียมกันก็จริงในแต่ละวัน แต่ในทางโอกาสนั้น เป็นเรื่องที่ "ไม่เท่าเทียม" กันก็มี (อย่างเห็นได้ชัด) ..
ฟังดูอาจมองว่ามองโลกในแง่ร้ายก็เป็นได้ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นั่นคือชะตากรรมที่พบอย่างมากมายก่ายกองเลยทีเดียว เพราะนั่นคือผลพวงของมายาคติที่เป็นกำแพงใหญ่ที่ตระหง่านขวางอยู่อย่างน่าสะพรึงกลัว
ส่วนเรื่องการมอบหมายงานนั้น ...
ผมก็ยังมองว่า สัมพันธ์กับการให้ "โอกาส" โดยเฉพาะการมอบหมายงานตามทักษะความสามารถของลูกน้องเป็นที่ตั้ง ซึ่งนั่นก็หมายถึงโอกาสแห่งการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่และมีพลัง
ผมชอบโฆษณาเรื่องหนึ่งมาก หัวหน้าสามารถจำชื่อลูกน้องและรายละเอียดของลูกน้องได้อย่างครบครัน ทักทายได้ทุกคน ยกเว้นแม่บ้านคนใหม่เท่านั้นที่จำไม่ได้-เพราะเพิ่งมาใหม่จริงๆ
นั่นคือแนวคิดที่ผมมองในมุมแปลกแยกของผมว่า ..ความจำที่ดีนั้น ก้อาจตีความว่าเป็นการรู้ข้อมูลรู้ตัวตนรู้ศักยภาพของทีมงาน เมื่อรู้เช่นนั้น ก็ง่ายต่อการมอบหมายงานให้สอดรับกับแต่ละคนได้อย่างไม่ยากเย็น ..คนทำงานเหมาะกับงาน..คุณภาพของงานก็น่าจะแปรตามผลนั้นด้วยเช่นกัน
การมอบหมายงานให้ตรงตามศักยภาพ ยังหมายถึง "วิสัยทัศน์" ของผู้นำด้วยนะครับ เฉกเช่นในตำราของขงเบ้งก็กล่าวไว้อย่างน่าฟัง
คือ
- อนึ่ง..พวกที่มีความองอาจเหนือผู้คน มีวรยุทธอันฉกาจไร้เทียมทาน จงรวมพวกเขาไว้เป็นกลุ่ม แล้วให้นามว่า ทหารฝ่าแนวรบ
- อนึ่ง..พวกที่ชำนาญการธนู ยิงแล้วต้องถูก ถูกแล้วต้องตาย ...จงรวมพวกเขาไว้เป็นกลุ่ม แล้วให้นามว่า ทหารเหิน
ฯลฯ..............................................................
และการเป็น "พี่เลี้ยง" ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะนั่นคือกระบวนการที่ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่หรือทำงานเพียงคนเดียว ยังคงมีคนคอยดูแล ให้คำปรึกษาอย่าง "ใกล้ชิดแบบห่างๆ" ซึ่งหมายถึง ไม่เข้าครอบงำ, ล้วงลูก, แต่พร้อมเสมอสำหรับการเข้าพยุงเมื่อเสียหลัก เป็นต้น
แต่นั่นก็ต้องไม่ลืมว่า เมื่อมอบหมายหน้าที่แล้ว เราเองก็ต้องไม่แสดงบทบาทที่โดดหรูเกินกว่าที่เรามอบหมายไป เพราะนั่นอาจหมายถึงการ "ฆ่าตัวตายทางอ้อม" ด้วยเหมือนกัน
...
ขอบคุณครับ..
ขอบคุณสำหรับแนวคิดเรื่อง โอกาส-มอบงาน-พี่เลี้ยง...
สวัสดีครับ ครูคิม
ขอบคุณนะครับสำหรับมุมมองที่นำมาเติมให้เต็มอีกรอบ...
และเหนือสิ่งอื่นใดนั้น ผมขออนุญาตนำข้อความของ "ขงจื่อ" ที่สรุปอย่างสั้นๆ และกระชับกินใจความเกี่ยวกับการ "สอนงาน" ดังว่านี้นะครับ
.....ไม่สอนแล้วให้ออกศึก ถือเป็นการทอดทิ้ง....
ครับ, ผมว่าชัดเจนมาก เพราะไม่สอนแล้วยังเข็นลงสนามรบ ก็เท่ากับการขับไสไปสู่ความตาย หรือความพ่ายแพ้ โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อทรัพยากรดีๆ นั่นเอง
ขอบคุณครับ
นอนดึกจังนะครับ อาจารย์
ส่วนผมน่ะ พึ่งตื่นมากลางดึก
แล้วก็นอนไม่หลับ
จึงต้องมาปลดปล่อยพลังที่ล้นไปนิด
ลงสู่บล็อกบ้าง
เผื่อว่าจะทำให้หลับฝันดีขึ้น...
:)
แนวคิดเรื่อง "โอกาส" กับการพัฒนาคน
นี่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่หลายๆ คนมักมองข้ามไป
ที่ทำงานผมเคยมีปัญหาเรื่อง
การสร้างคนทำงานทดแทนกันครับ
(ปัจจุบันก็ยังมีปัญหาอยู่)
มีคนจำนวนหนึ่ง มักชอบคิดว่า
การเปิดหลักสูตรสอน ความรู้ ทักษะ
ต่างๆ น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย
ผมเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น
และผลก็คือ เมื่อสร้างคนไม่ได้
ตามที่หวัง ก็มักมาโทษการฝึกอบรม
ซึ่งแพะ ก็จะมักจะมีอยู่ 2 คน
คือ คนจัดหลักสูตรทำไม่ดีหรือเปล่า
หรือไม่ก็ ผู้เข้าอบรมไม่ตั้งใจหรือเปล่า
ผมหาคำตอบอยู่นานครับว่าเป็นเช่นดังที่เขาว่ากันหรือ?
จนกระทั่งได้มีโอกาสสัมภาษณ์พี่ที่ทำงานคนหนึ่ง
ซึ่งทุกคนล้วนยอมรับในฝีมือความเชี่ยวชาญในงาน
ตอนแรกๆ สิ่งที่ถามพี่คนนี้ก็คือ
"หากจะสร้างคนให้มีความสามารถเหมือนพี่ เขาจะต้องรู้อะไรบ้าง"
ซึ่งจากการคุยกันไปมา
ก็พบคำตอบในระดับหนึ่งว่า
ก็ต้องมีองค์ความรู้ที่จำเป็นอยู่ชุดนึง
แต่พอมาคุยกันเรื่อง "ทักษะ"
ที่จำเป็น ผมถึงได้เริ่มพบ
คำตอบเล็กๆ ว่า
ทักษะการทำงานบางอย่างนั้น
ไม่สามารถสอนกันได้อย่างครบถ้วน
เหตุเพราะทักษะที่ได้มานั้น
มันไปเกี่ยวเนื่องกับ "โอกาส"
ที่พี่เขาได้รับในการทำงาน
และโอกาสนั้นก็ไม่สามารถ
จัดให้มีขึ้นได้ตามแต่ใจปรารถนา
แต่มันก็มีอีกบางปัจจัยนะครับ
ที่ค่อนข้างจะอธิบายยาก
พี่คนนั้นเขาเล่าต่อว่า
ในตอนแรกนั้นโอกาสก็เปิดกว้าง
สำหรับทุกคน เพราะอบรมมาเท่ากัน
แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้พี่คนนี้
ไขว่คว้าโอกาสนั้นไว้ได้
สำหรับผมในตอนนี้
ขอเรียนว่ายังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนครับ
แต่เท่าที่ผมสังเกต (จากการที่รู้จักกันมานานพอสมควร)
พี่คนนี้แกเป็นนักปฏิบัติ นักทดลอง
และชอบเรียนรู้ ทดลองสิ่งใหม่ๆ
ซึ่งหากมองไปที่จุดนี้ก็คงพอจะ
สรุปได้ว่า ด้วยลักษณะนิสัยบางอย่างเฉพาะตัว
ทำให้แกได้มาซึ่ง "ปัญญาปฏิบัติ"
อันเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัว
ซึ่งคนไม่เคยลงมือทำ
จะไม่มีวันรู้แจ้งได้
และผมก็มองว่าเจ้า ปัญญาปฏิบัติ
นี่เองที่ทำให้เกิดความแตกต่าง
ระหว่าง "ผู้ปฏิบัติงานธรรมดา"
กับ "ผู้เชี่ยวชาญ"
ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่า
ในการพัฒนาคนนั้น
"โอกาส" จะเป็นประตูที่จะนำไปสู่
"ปัญญาปฏิบัติ"
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ
"ลักษณะนิสัย" บางอย่างของคนที่ได้รับโอกาสนั้นด้วย ว่าจะสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ได้รั้บ
ให้เป็นปัญญาปฏิบัติได้หรือไม่
และไอ้เจ้า ลักษณะนิสัย ที่ว่านี้
ก็ยากที่จะบอกได้ว่าควรเป็นอย่างไร
คงมีแต่ผู้เชี่ยวชาญด้วยกันเท่านั้นครับ
ที่พอจะมองกันออก
ผมชอบคำพูดที่มักได้ยินกันบ่อยๆ ว่า
"ไอ้คนนี้มันมีแวว"
ข้อสรุปส่วนตัวในวันนี้จึงมีประมาณว่า
ผู้เชี่ยวชาญ = ความรู้ + แวว + โอกาส
ขอบคุณนะครับอาจารย์
ที่ให้ "โอกาส" ในการแลกเปลี่ยนกัน
:)
สวัสดีครับ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
คนไม่มีรากคิดว่า...บางครั้ง การทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส ของปราชญ์ชาวบ้าน ก็เป็นการ "สอนงาน" ที่สุดยอดที่สุดค่ะ
เพราะเราคงไม่เชื่อ ไม่อยากทำตามคนที่เอาแต่พูด แต่ไม่ได้ทำตามที่พูดนั้นเลย
....
จากทัศนะข้างต้นนั้น ผมขออนุญาตนำแนวคิดของขงบ้งมาฝาก เพราะผมมองว่าเกี่ยวพันกับความเป็นผู้นำอันเป็นแบบอย่างที่ดี ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกน้อง ซึ่งปรากฏในตำราพิชัยสงครามของขงเบ้ง กล่าวถึงเรื่อง “ภาวะผู้นำของแม่ทัพ”
(ว่าด้วยวิธีการที่จะเป็นที่เคารพของผู้ใต้บังคับบัญชา) ไว้อย่างน่าสนใจ ดังว่า
อันมรรคาของการเป็นแม่ทัพนั้น หากทหารยังไม่ตักน้ำขึ้นมา แม่ทัพจักไม่กล่าวว่า...กระหาย
หากทหารยังหุงอาหารไม่สุก แม่ทัพจักไม่กล่าวว่า ...หิว
หากทหารยังจุดไฟไม่เสร็จ แม่ทัพจักไม่กล่าวว่า...หนาว
หากทหารยังตั้งกระโจมไม่เรียบร้อย แม่ทัพจักไม่กล่าวว่า ....เหนื่อย
สำหรับแม่ทัพ ตอนร้อนไม่โบกพัด ฝนตกไม่กางร่ม โดยควรประพฤติตัวเหมือนกับหมู่ทหาร
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ. อ. JJ
ชัดเจนครับ, ... ในกระบวนการที่ไม่ได้กล่าวถึงนั้นอย่างชัดเจนนั้นก็คือรูปแบบของการสอนงานนั้น ก็ยังจำต้องขับเคลื่อนไปตามกรอบของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน หรือร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างสนิทแน่น
เรื่องเหล่านี้ คือ ภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรได้เป็นอย่างดี
ท้าทาย..มากเลยครับ
สวัสดีครับ พี่อนงค์.. MSU-KM :panatung~natadee
เติมเติมจิตวิญญาณ ยังพอมองเห็นบ้าง ถึงไม่เต็มแต่ก็พอบอกได้ว่า "มีหวัง" แต่เรื่อง "จิตวิทยา" นั้น ผมว่ายากครับ, ยากมาก เพราะบางทีเรื่องพรรค์นี้ การผ่านกระบวนการอย่างถูกต้องตามระบบ ผมก็ยังมองว่าประยุกต์ใช้ไม่ได้ก็มีถมไป ..
คล้ายกับมีเครื่องมือ แต่ใช้เครื่องมือไม่เกิดผล ประมาณนั้น ..
แต่สำหรับพี่นงค์นั้น, ... คนละความหมายกันนะครับ - อย่าคิดมาก
...การสอนงาน... เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านแผ่นดิน..ได้เรียนเหมือนกับได้ฟังคำบรรยายด้วยตนเอง คน เป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งขององค์กร การสอนงานจึงจำเป็นที่ทุกคนในองค์กรทุกระดับต้องเรียนรู้ ถ้าจะให้เนียนในเนื้องานแล้ว ต้องใช้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาช่วยในการขับเคลื่อนในการยอมรับ เช่น ความเมตตา ความเอาใจใส่และเอื้ออาทร ตลอดจน การให้โอกาส เมื่อมีข้อผิดพลาด
ขอบคุณนะคะ ในบทเรียนนี้
สวัสดีครับ ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี
ผมเชื่อมั่นอย่างไม่กังขาว่า งานของสำนักวิทยบริการ หรือห้องสมุดของทุกแห่ง ค่อนข้างมีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีความเป็นปึกแผ่นกันอย่างมาก (อันนี้วัดจากหน่วยงานใกล้ๆ ตัว) และคนที่ทำงานในสายงานนี้ จะมีจิตอาสาของการให้บริการ มีขุมทรัพย์ทางปัญญาอย่างล้นเหลือ
วันนี้ผมมีคนที่ผมต้องกำกับดูแลเกือบ 200 คน แต่ผมไม่พูดว่าเป็นลูกน้อง ..เวลาเขียนมีบ้างที่เอ่ยว่า "ลูกน้อง" เพราะช่วงนี้เป็นช่วงเข้าเรียนตามหลักสูตรการเป็นผู้นำ เลยติดคำว่าลูกน้องมาจากเวทีการอบรม
วันนี้พูดคุยกับน้องๆ ในที่ทำงานร่วม 1 ชั่วโมง... เราคุยกันแบบง่ายๆ ไม่ติดยึดรูปแบบ นั่งเก้าอี้แบบสบายๆ ...
เรื่องหนึ่งที่ผมหยิบมาคุยก็คือ การเปลี่ยนกันเป็นหัวหน้างาน... หลายคนตกใจ หลายคนสนับสนุน ผมย้ำแค่ว่า ...นี่เป็นการทีมคนเข้าสู่สายบริหาร และนี่คือการผลักให้ได้เรียนรู้และเข้าใจว่า การเป็นหัวหน้าคนมันลำบากแค่ไหน...
ไหนต้องงาน, ไหนต้องดูแลคน....
นั่นคือสิ่งที่ผมทิ้งให้น้องๆ ได้ขบคิดกัน ..ครับ