Day 7 20 Oct. 2008 Sendai
-
ผู้เขียนได้ยินชื่อเมืองเซนไดมานานจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ชื่อญี่ปุ่นที่กรุงเทพซึ่งมักมีเทศกาลนำสินค้าและอาหารจากเมืองต่างๆของญี่ปุ่นมาจำหน่าย ทำให้ได้ยินชื่อเมืองแปลกๆที่ไม่ใช่เมืองที่นักท่องเที่ยวไทยคุ้นเคย เซนไดก็เป็นหนึ่งในนั้น
-
เราออกจากฮิโรซากิ กลับไปอาโอโมริ จัดการเอาสัมภาระคืนจากตู้เก็บของแบบหยอดเหรียญที่อยู่ติดสถานีรถไฟ นั่งรถไฟไปถึงเซนไดยังไม่มืด สถานีรถไฟเมืองเซนไดใหญ่มาก ลากกระเป๋าออกมาจากสถานีรู้สึกถึงพลังแห่งความเป็นเมืองสมัยใหม่ ใหญ่โต ทันสมัย มีชีวิตชีวามาก
ได้ที่พักเดินไกลนิด แต่เพลิดเพลินเดินสะดวกมาก โรงแรมอยู่ในถนนเล็กแยกจากถนนใหญ่เข้าไปนิดเดียว แถมมีร้านสะดวกซื้ออยู่ตรงข้ามเลย
-
เราไม่ได้ตั้งใจเที่ยวเมืองนี้เท่าไหร่เพราะเวลาไม่มาก ช่วงที่มาก็ไม่มีเทศกาลอะไร แต่ใช้ เซนได เป็นจุดเชื่อมไปยังเมืองมัตซึชิม่า เมืองสามร้อยเกาะที่กล่าวกันว่างามนักหนาถึงขนาดทำกวีอึ้ง
-
อย่างไรก็ตามเซนไดก็เป็นเมืองสำคัญที่น่ารู้จัก เพราะเป็นเมืองหลวงของจังหวัดมิยากิ (Miyagi Prefecture) แถมยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเขตโทโฮขุ (Tohoku) หรือ เขตตะวันออกเฉียงเหนือ
-
แม้ว่าพื้นที่เมืองนี้จะมีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่สองหมื่นปีมาแล้ว แต่ประวัติศาสตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1600 เมื่อท่านเจ้าเมืองดาเตะ มาซามุเนะ สถาปนาความเป็นเมืองขึ้นมา ที่ตั้งเมืองนี้มีถนนสายหลักจากเอโดะ (โตเกียว) มาถึงและอยู่ใกล้ทะเล ท่านโชกุน โตกุกาว่า อิเอยะสุ ได้อนุญาตให้ท่านดาเตะ มาซามุเนะสร้างปราสาทใหม่ที่เซนไดได้ แต่ปัจจุบันปราสาทเหลือเพียงซากด้วยฤทธิ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านดาเตะ มาซามุเนะนี้ได้วางผังถนนของเมืองไว้เป็นตาราง(Grid) ถนนที่ตัดกันเป็นระเบียบเรียบร้อยในปัจจุบันเป็นผลมาจากการวางผังเมืองแต่ครั้งกระนั้น
![]()
http://en.wikipedia.org/wiki/Date_Masamune
-
ท่านดาเตะ มาซามุเนะ นี่ดังด้วยฉายา มังกรตาเดียว สวมชุดนักรบ มีรูปจันทร์เสี้ยวประดับด้านบนของหมวก ตำนานว่าตอนเด็กท่านเป็นฝีดาษลุกลามมาที่ตาขวาท่านใจเด็ดควักลูกตาตัวเองเสียเลย หวาดเสียวนะคะ
-
แม้ท่านจะมีตาข้างเดียวแต่ท่านบัญชาว่าภาพของท่านให้วาดตาสองข้างปกติค่ะ
-
หากไปชมบริเวณซากปราสาทจะอยู่ที่สูงและอนุสาวรีย์ท่านดาเตะ มาซามุเนะจะหันหน้าไปทาง เมือง จึงเป็นจุดชมวิวเมืองที่ดี เสียดายเหมือนกันที่ไม่มีเวลาไปชม
-
แม้เราจะไม่ได้ท่องเที่ยวสำรวจเมืองตามที่สำคัญๆที่นักท่องเที่ยวไป แต่เราก็ทำดีที่สุดคือ นั่งรถชมเมือง เป็นรถท่องเที่ยวซึ่งเขาทำสวยงามแนวรถโบราณ ให้วิ่งวนไปตามสถานที่สำคัญๆใครอยากจะขึ้นลงจุดไหนก็ได้ ชมจุดนั้นๆเสร็จก็รอรถเที่ยวต่อไป เรียกว่า Loople Bus จุดที่ขึ้นอยู่ติดๆสถานีรถไฟ

-
นั่งรถนี้วนรอบเมืองจึงเห็นว่าทำไมเมืองนี้จึงได้ชื่อว่าเป็น City of Trees (Morino Miyako ) ต้นไม้เยอะมาก เขียวสดชื่นทั้งเมือง
ไม่ลงแวะจุดไหนเลย นั่งยาววนหนึ่งรอบ เพราะไม่มีแรงเดิน และกลัวว่าหากขึ้น-ลงกลางทางรถจะแน่นมากไม่ได้นั่ง ดูคนเข้าแถวรอขึ้นซีคะ
-
หนังสือบอกว่าในฤดูหนาวตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงปีใหม่จะมีการประดับไฟเล็กๆล้านดวงดวงบนต้นไม้เป็นถนนๆไปเลย ดึงดูดคนมากมายให้มาชมเทศกาลประจำฤดูหนาว Pageant of Starlight คงสวยมากแต่ก็คงหนาวพิลึก
-
เซนไดมีเทศกาลประจำทุกฤดู การท่องเที่ยวเฟื่องฟูดีค่ะ ฤดูร้อนเดือนสิงหาคมมีเทศกาลทานาบาตะแห่งเมืองเซนได มีการจุดดอกไม้ไฟยิ่งใหญ่และประดับถนนด้วยการห้อยพู่กระดาษบนก้านไผ่ ตกแต่งด้วยศิลปะ วิจิตรบรรจง ฤดูใบไม้ผลิเดือนพฤษภาคมมีเทศกาลอาโอบะ มัตสึริ เป็นเทศกาลแนวประเพณีเต้นระบำนกกระจอกและแห่นักรบโบราณกับพระ แต่ที่แปลกแหวกแนวชาตินิยมคือเทศกาลดนตรีแจ๊ซที่ถนนโซเซนจิในเดือนกันยายน เป็นเทศกาลฤดูใบไม่ร่วงค่ะ
-
นอกจากได้ชื่อเสียงเรื่องเป็นเมืองที่เขียวด้วยต้นไม้พืชพรรณหลากหลายแล้ว เซนไดยังได้ชื่อว่าเป็น Academic City เพราะมีมหาวิทยาลัยใหญ่ๆมีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น Tohoku University เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่รับนักศึกษาหญิงและนักศึกษาต่างชาติให้เข้าเรียน
-
อาหารขึ้นชื่อของเซนได แน่นอนว่าต้องเป็นอาหารทะเลเพราะอยู่ใกล้ทะเล ใกล้ท่าเรือ แล้วยังเลื่องชื่อเรื่องอาหารปิ้งย่างหลายชนิด ที่โดดเด่นคือ ลิ้นวัวย่าง(Gyutan) และ ลูกชิ้นปลาบดทำเป็นรูปใบไผ่ย่าง (Kamaboko) เราไม่ได้ชิมสักอย่างค่ะ
-
การที่จังหวัดมิยากิเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของญี่ปุ่น และเซนไดเป็นเมืองใหญ่ที่ผู้คนเดินทางมามากมายเขาจึงโฆษณาข้าว ยกย่องทั้งข้าว และคนปลูกข้าว ในย่านช้อปปิ้งยังมีร้านหรูขายข้าวสาร เห็นแล้วแปลกใจ ในโรงแรมที่เราพักก็มีแผ่นโฆษณาข้าวพร้อมใบสั่งซื้อเสร็จเรียบร้อย เห็นแล้วดีใจแทนชาวนาญี่ปุ่น สงสารชาวนาไทยที่นักธุรกิจค้าข้าวและรัฐบาลสนใจแต่ข้าว จะเอาแต่ปริมาณเยอะๆ ชาวนาไทยไม่ได้ชื่อเสียง ไม่ได้ปรากฏตัว ไม่มีความภูมิใจ สุขใจที่ทำนา เพราะมีแต่หนี้สิน

-
ก็เพราะเราไม่ได้คิดเที่ยวในเมืองเซนไดจริงจัง จึงทำแค่นั่งรถLoople Busกลางวัน และเดินชมร้านรวงในตอนกลางคืน ซึ่งประการหลังเราได้ทำตัวโง่มาก คือเพลิดเพลินกับการเดิน ย่านช้อปปิ้งอิชิบังโช (Ichibancho)ใต้หลังคาโดม ที่เป็นถนนตัดกันยาวเป็นกิโล กิโล กว่าจะรู้ตัวก็ขาแทบเดี้ยง กลับโรงแรมหลับเป็นตาย
เดินไปนึกถึง Le Passage du Grand Cerf หรือ The Big Deer Passage ที่ปารีส สร้างมากว่าสองร้อยปี เป็นทางเดินยาวๆอย่างนี้แต่อารมณ์คลาสสิค
ที่เซนไดนี่ ย่านอิชิบังโช เป็นอารมณ์สมัยใหม่ ไฮเทคค่ะ

- พรุ่งนี้จะนั่งรถไฟไปมัตซึชิม่าแต่เช้าค่ะ
ญี่ปุ่น ถึงแม้จะเล็ก แต่มุมที่มีต้นไม้ เขาจะดูแลดีนะคะ เพราะมองดูเขียวมากๆค่ะ ที่ชอบคือห้องน้ำในญี่ปุ่นค่ะ
สวัสดีค่ะ
ครูอมรขอมอบดอกกุหลาบที่อยู่ในดวงใจนะคะ
กำลังเบ่งบานเต็มหัวใจ..และขอมอบด้วยความรัก..ความจริงใจ..ค่ะ
ขอให้มีความสุขตลอดไปค่ะ
มาจองตั๋วรถไฟไปมัตซึชิม่าค่ะ
คิดถึงๆๆ
สวัสดีครับ พี่นุช
ตามไปเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยคน
ดูไม่วุ่นวายเหมือนบ้านเรา
ขอให้มีความสุขและความรัก ..แก่ตัวเองและคนรอบข้าง
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะทุกท่านที่มาตามไปเที่ยวด้วยกัน ^__^ แต่ไปที่หนึ่งแล้วกว่าจะเคลื่อนไปอีกที่ได้หลายวันหน่อย
สวัสดีครับ
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์
Handy นอกจากมาแวะเยี่ยมทำให้คนเล่าเรื่องมีกำลังใจอยากเล่าแล้วยังได้มาร่วมวงเล่าประสบการณ์ที่ญี่ปุ่นเพิ่มรสชาติให้อีกด้วย
เวลาเขียนอะไรยาวๆแล้วเทคโนโลยีทำพิษนี่น่าโมโหเหมือนกันนะคะ^__^
ที่อาโอโมริเราอยู่จำกัดในตัวเมือง พอเที่ยวก็เข้าอุทยานแห่งชาติไปเลย ไม่มีโอกาสสัมผัสสวนแอปเปิ้ลของเมืองอาโอโมริ วึ่งเราก็ได้ยินชื่อเสียงมาเหมือนกันค่ะ เขาบอกว่าเป็นถนนสายแอปเปิ้ล คงน่าสนุกนะคะ
อาจารย์ได้สัมผัสแผ่นดินไหวเองเลย พวกเราคิดว่าทริปนี้ไม่ได้สัมผัสแผ่นดินไหวก็เกินคุ้มแล้ว ไม่ต้องการโบนัสนี้ค่ะ ตอนไปทะเลสาปปากปล่องภูเขาไฟโทวาดะ ก็จินตนาการนิดหน่อยเหมือนกันค่ะว่าหากมีแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟคำรามเราจะเป็นอย่างไร
ตอนหน้าไปมัตซึชิม่า มาแวะร่วมขบวนกันอีกนะคะ
เรียน ท่าน อาจารย์ คุณนาย ชอบมากมาก เมืองเขามีวินัย และ รักการพัฒนา นะครับ
Saawasdee krab..Still travel around with you even now
I am in Tokyo...
As I have ever told on my last comment that I will have a business trip to Japan on February, and if I have time enough I will go to Hokkaido to see the "SNOW FESTIVAL"...
Unfortunately,there was already finished....But Japan
is always charming everywhere...every season...
Tokyo now not so cold like winter have to be.And the temparature yesterday was so high like in sping...
I will keep in touch and follow you to Matsushima...
Thank you for your good story and you can be "GOOD GUIDE OF THE YEAR"
See you in Matsushima!!!
**please forgive me to not write in Thai**
ขอบพระคุณค่ะอาจารย์
JJ หากคนไทยมีวินัย ใฝ่เรียนรู้เพื่อพัฒนา เมืองไทยคงน่าอยู่กว่านี้นะคะ
นุชชอบดูรายการญี่ปุ่นที่แข่งขันทำอาหารหรืออะไรก็ตาม แต่ละที่มก็พยามสุดความสามารถ เมื่อแพ้ก็ยังพูดขอบคุณว่าดีที่มีโอกาสมาร่วมแข่ง ได้เรียนรู้ และจะกลับไปพยายามให้มากขึ้น วิธีคิดของคนจึงทำให้เขาพัฒนาประเทศได้อย่างที่เราเห็นแล้วอิจฉานะคะ
ไปท่องเที่ยวอย่างนี้ได้เห็นอีกว่าแต่ละเมืองเขาก็ดึงลักษณะเด่นของตนออกมาให้ภูมิใจและพัฒนาต่อไปโดยคำนึงถึงธรรมชาติและผู้คนมาก ไม่ใช่พัฒนาเพื่อจะสร้างแต่เศรษฐกิจ เพราะคิดว่าเงินซื้อความสุขได้แบบบ้านเรา
^___^ อาจารย์เขียนมานิดเดียว ตอบยาวเลยค่ะ
โอ้โห คุณปุณณ์ อยู่ถึงโตเกียวยังกรุณาให้ความสนใจเข้ามาอ่าน มาเยี่ยม คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่าคุณคงขึ้นเชียงใหม่แล้วภารกิจมากต่อด้วยไปญี่ปุ่นจึงเงียบไป
มีคนบอกว่าว่าเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งที่ซัปโปโร่ ทีมคนไทยชนะเลิศ ไม่รู้อำหรือเปล่า ปีนี้อากาศแปลปรวนมาก ที่ควรหนาวจัดก็ไม่หนาวเท่าไหร่ ที่ไม่ควรหนาวเท่าไหร่กลับหนาวมาก ปีนี้ที่เมืองไทยเรามีช่วงอากาศเย็นยาวนานกว่าปีที่แล้วมากเลยนะคะ แล้วตกลงคุณปุณณ์ได้ขึ้นไปฮอกไกโดหรือเปล่าล่ะคะ
ส่งใจตามไปเที่ยวด้วยค่ะ ปีนี้คงไม่ได้ไปชมซากุระอย่างตั้งใจ ดูอะไรๆที่วางแผนไว้จะผิดแผนไปหมด แต่ก็เป็นการผิดแผนในทางที่ดี เพราะสิ่งที่ได้ทำแทนแผนที่ผิดก็ทำให้เรามีความสุขไม่แพ้กันค่ะ
มัตซึชิมา รอหน่อยค่ะ ^__^ ขาลากไปแล้วค่ะจากการหลงแสงสีอิชิบังโช
ขอให้business tripประสบความสำเร็จและท่องเที่ยงญี่ปุ่นอย่างเพลิดเพลินใจนะคะ
ขอบคุณในคำชมค่ะ
ขอบคุณ ไดอารี่ ความรู้/ท่องเที่ยว ของ คุณ คุณนายดอกเตอร์
ขอบคุูณครับ
สวัสดีค่ะ คุณนายดอกเตอร์
หนูเปิ้ลอ่านแล้วก็ยิ่งอยากไปเที่ยวบ้างจัง (แต่งบไม่มี) อิอิ
มาชม
การเที่ยวท่องไปในโลกกว้างไกล เป็นกำไลชีวิตดีจังนะนี่
นำดอกเหลืองปรียาธร ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาฝากค่ะ
สวัสดีครับคนญิ่ปุ่นเขารักชาติและมีวินัยสูงนะครับ