จิตที่ฝึกดีแล้วนำประโยชน์มาให้
การทำงานทุกๆอย่างล้วนแต่มีปัญหาเข้ามาเสมอ ไม่ว่ามากบ้างน้อยบ้างแต่ก็ต้องมี
-บางคนแก้ปัญหาได้ก็สบายใจไปไม่ทุกข์
-บางคนแก้ไม่ได้ไม่พอ แต่กลับมานั่งทุกข์ใจเสียอีก
-บางคนเลือกที่จะไม่ยอมแก้ นั่งทับปัญหาอยู่และอ้างว่าปล่อยวางจนคนอื่นพากันสงสัยว่าปล่อยวางหรือทำงานไม่เป็นทั้งที่มีหน้าที่ต้องทำ !!!
-บางคนไม่ทำงานมัวแต่จ้องหาประโยชน์จากผลงานคนอื่นๆ
-บางคนดูทีท่าว่าคนทำงานกันฝ่ายไหนชนะก็เข้าข้างฝ่ายนั้น แล้วปล่อยข่าวให้สองฝ่ายทะเลาะกัน ตัวเองรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
-บางคนแก้ปัญหาไม่ได้ก็มานั่งโทษแต่คนอื่น
ฯลฯ
สิ่งต่างๆ สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านมา ผมเองก็เป็นคนที่เคยผ่านงานมาหลายงานเจอกับหลายสิ่งหลายอย่างและเจอในทุกๆที่ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่เหตุปัจจัยต่างๆ และเป็นไปอย่างที่ผู้ใหญ่สอนไว้ คือ ความทุกข์มีทุกที่ ยิ่งเราโตขึ้นก็จะเจอมากขึ้น ไม่มีน้อยลง สิ่งที่จะทำให้เราอยู่ได้ในโลกนี้คือ
๑.ความอดทน
๒.การเข้าใจสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง
๓. การยอมรับกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น
๔.การรู้จักเลือกที่จะมอง และหาบทเรียนที่มีค่าจากเหตุการณ์ต่างๆ
๕.การทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด และรักและตระหนักในคุณค่าของตนเอง
ความอดทน
จะเรียกความอึด ความถึก ความอะไรก็ตามแต่ สาระสำคัญคือ ความทนทานทนทายาด และต้องทนทั้งสองด้าน คือด้านร่างกายและด้านจิตใจ ด้านร่างกายต้องอดทนต่องานหนัก ต้องขยัน และด้านจิตใจต้องอดทนอดกลั่นต่อคำพูดหรือการกระทำของคนอื่นที่ทำให้เราไม่พอใจต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคืออดกลั้นต่อการฝึกอบรมความคิดหรือจิตของตนเองที่มักจะคิดมากจนกลายเป็นทุกข์ให้กลายเป็นการคิดเท่าที่ควรจะเป็น ก็พอ
การเข้าใจสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง
คนเรานั้นจะมีสองอย่างเข้ามาในชีวิตเสมอ คือความสุขและความทุกข์ เป็นธรรมดาของทุกคน และไม่มีสิทธิเลือก แต่คนเราก็แปลกอยากจะได้แต่ความสุขและไม่อยากได้ความทุกข์ แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่ชอบแล้วเค้าจะทุกข์ได้ทุกไป ดีสะใจ แต่เราจะทุกข์ไม่ได้เด็ดขาด เราลืมไปหรือเปล่า ทุกคนเป็นคนเหมือนกันวันนึงก็ต้องตายจากกันไป ทุกคนอยากจะแสวงหาความสุขเหมือนๆกัน ใยต้องไปสร้างความทุกข์ให้คนอื่นด้วยเล่า และในเมื่อชีวิตมีสองด้าน คือความสุขและความทุกข์เสมอและมันก็เข้ามาทุกข์วันทำไมต้องปฏิเสธมันด้วย แล้วก็แปลก ยิ่งปฏิเสธมากมันก็ยิ่งอยู่กับเรานาน รับมันมาเป็นแขกเลยจะดีไหม แล้วดูแลมันให้ดีที่สุด
การยอมรับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น
"หลวงพ่อเคยบอกไว้ว่า ยอมไม่เป็นเย็นไม่ได้" แต่ต้องรู้ว่าเรื่องใดยอมได้ยอมไม่ได้ ถ้าเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวม ถ้ายอมแล้วประโยชน์ส่วนรวมเสียหายอย่าไปยอม ถ้ากิเลสในใจอย่าไปยอม ถ้าประโยชน์ส่วนตัวของเรา ถ้าไม่ทุกข์ใจเกินไปก็ยอมไปเถิด... หัดพิจารณาบ่อยๆ แล้วก็ยอมๆ ไป
...มีคนมากระแนะกระแหนพูดจาส่อเสียด โดยไม่เป็นความจริง ก็ยอมๆ ไป คิดว่า คนเค้าไม่มีความสุขใจที่เราดีกว่า จึงมาพูดให้เรารู้สึกไม่ดี ก็ทำใจรับฟังเอาบุญ แต่ถ้ายังทำงานค้างอยู่ก็บอกไปตรงๆ ว่าเดี๋ยวว่างๆ ค่อยมาระบายนะ รู้ว่าเธอไม่มีความสุข (คำนี้อย่าพูด เข้าใจไว้ในใจก็พอ) มาเราจะช่วยฟังเอง...
....ถ้าเป็นความจริง ก็รับไว้แล้วก็ปรับตัวเสียเพราะมันเป็นความจริง...
....ถ้าเป็นความเข้าใจผิดของคนพูดก็พยายามอธิบาย/ ไม่ใช่แก้ตัวนะ (ถ้าเค้าฟัง)...
..มีปัญหาเข้ามา ถ้าแก้ได้ ก็ไม่ต้องทุกข์เพราะแก้ได้...
...มีปัญหาเข้ามา ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปทุกข์เพราะแก้ไม่ได้ ต่อให้ทุกข์กี่ร้อยกี่พันเท่าก็แก้ไม่ได้ แล้วจะทุกข์ทำไม...
เมื่อรู้ว่าสุขและทุกข์ต้องเข้ามาโดยที่เราเลือกไม่ได้ก็หัดรับทั้งสุขและทุกข์ไว้ให้ชินจะได้สบาย
การรู้จักเลือกที่จะมอง และหาบทเรียนที่มีค่าจากเหตุการณ์ต่างๆ
ลองมองในแง่ที่หาบทเรียนที่เป็นประโยชน์จากเหตุการณ์ร้ายๆ เอาปัญหาใกล้ตัวแล้วกัน มีเพื่อนมาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ที่ทำงานของเค้ามีทุนให้ไปเรียนต่อ ก็มีหลายคนอยากจะได้ทุน เค้าก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะได้ทุนก็พยายามสอบภาษาอังกฤษ ก็พยายามติดต่อหาที่เรียน เพื่อนร่วมงานเของเค้าก็เหมือนกันหลายคนก็อยากได้ทุนนี้ แต่บางคนไม่อยากได้เปล่าชอบมาพูดเกทับบ้าง ยุให้ลาออกบ้าง ไซโคบ้างทำให้เพื่อนผมให้รู้สึกรำคาญ เพื่อนผมมาปรึกษาผมกับเพื่อนๆ เพื่อนๆในกลุ่ม ก็เลยลองคุยกันในกลุ่มก็ได้แง่คิด ดีๆ ว่า
-การที่คนเรามีความอยากพัฒนาตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าใครได้ทุนนี้ไปก็ดีทั้งนั้นเพราะ จะได้กลับมาทำงานให้องค์กร
-เราก็ทำส่วนของเราให้เต็มที่เตรียมตัวให้ดีอย่าไปท้อใจ ใช้ความสามารถวัดกันดีกว่า เพราะถึงได้ทุนไปถ้าไม่มีความสามารถพอก็อาจจะเรียนไม่จบกลายเป็นสร้างภาระให้องค์กรอีก
-และวิเคราะห์กันว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้นที่พูดอย่างนั้นน่ะแสดงความไม่มั่นใจในตัวเองออกมาสูง ว่าตัวเองจะไม่มีความสามารถพอที่จะได้ทุนไปเรียนต่อ เพราะกลัวคนอื่นได้ทุน เลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้ทุนนี้ไป
-ทั้งกลุ่มลงความเห็นว่าน่าสงสารคนนี้(คนที่มาพูดให้คนอื่นไม่สบายใจ) เพราะเค้าเองคงไม่สบายใจอย่างมากเหมือนกัน เห็นเพื่อนเล่าให้ฟังว่า เพื่อนร่วมงานคนนี้ ถึงกลับต้องไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปลุกเสก และไปนั่งเกาะผู้ใหญ่อยู่เป็นนานๆ หวังว่าอาศัยเส้นสายผู้ใหญ่คงช่วยได้ ซึ่งที่จริงเค้าคงลืมมองไปว่า ทุนก็ส่วนหนึ่ง การเรียนให้จบก็อีกส่วน
-สรุปทั้งกลุ่มเห็นว่าขอให้เพื่อนเราคนนี้สบายใจได้ ให้เชื่อว่าตนเองมีเป้าหมายและมีความสามารถพอที่จะไปเรียน ถึงทุนนี้ไม่ได้ก็ทุนอื่นก็มี เพราะเป้าหมายคือการนำความรู้มาใช้ทำงานพัฒฯองค์กรไม่ใช่หรือ? ไปช้าไปเร็วจะเป็นไร อีกอย่างถ้ามีคนอื่นไปก่อนก็ยิ่งดีจะได้รู้ข้อมูลมากๆ ว่าที่ไหนดี น่าไปเรียน
-เพื่อนคนนึงพูดดีมาก บอกว่า คนที่คิดไม่ดีเค้าเป็นทุกข์ครเดียวก็พอแล้ว เราอย่าเอามาทุกข์ด้วยเลย เสียเวลาเขียนจดหมายสมัครเรียนต่อ เอาเวลาไปพัฒนาตัวเองดีกว่า
- อีกคนบอกว่า ขอให้เพื่อนของเรารู้สึกขอบคุณคนคนนี้มากๆ เพราะคนคนนี้จะทำให้เพื่อนของเราตั้งใจสมัคร+ เตรียมตัวมากขึ้น ถ้าไม่มีแรงกดดันก็อาจจะทำอะไรไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าชัดเจน
มีเพื่อนอีกคนหนึ่งเป็นคนจริงจังกับการทำงานมาก ทนแรงบีบในที่ทำงานไม่ไหวเพราะเล่นพรรคเล่นพวกมากต้องลาไปบวช ก็เคยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หลวงพี่ท่านก็เมตตาเล่าให้ฟังบ้างว่า นับเป็นบุญของท่านเพราะถ้าไม่มีคนเหล่านั้นป่านนี้ท่านจะได้มีโอกาสมาบวชศึกษาพระธรรมหรือไม่ก็ไม่รู้ ตอนนี้ท่านสบายใจมาก ยิ่งกว่านั้นท่านก็ยังมเตตาเล่าอีกว่า หลวงปู่เคยสอนว่า คนเรานี้ทุกข์เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องทั้งสิ้น คนเราจะอยู่ได้ก็อาศัยปัจจัยสี่ คืออาหาร อาศรม อาภรณ์ โอสถ แค่นี้ก็มีชีวิตอยู่ได้แล้ว ไอ้เรื่องหน้าตา ชื่อเสียง เงินทอง มันของนอกกายวันนึงเราก็ตายไป สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวก เป็นของโลกแท้ๆ ทำไมต้องไปทุกข์กับมัน ลองมองดูคนอื่นสิจะรู้ว่าบางคนไม่มีปัจจัยสี่เค้าน่าจะทุกกว่าเราเสียอีก เรามีปัจจัยสี่ครบ แต่จิตกลับเป็นทุกข์ แปลกคน มันเป็นเรื่องที่ควรทุกข์ไหม
หรือ เอาเรื่องเบาๆก็มี เคยไปคุยกับคุณลุงท่านหนึ่งท่านมาช่วยดูแลวัดท่านก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานมีคุณหมอท่านหนึ่งมานั่งที่วัด หน้าตาเครียดมากเลย ถือถุงมา(ทราบภายหลังว่าเป็นปืน) ด้วยความที่เป็นคนใจดีเคยเข้าไปถามเพราะเห็นนั่งมานานแล้ว คุยไปคุยมา หมอก็ยอมเล่าให้ฟังว่าเครียดมากเมืยมีชู้ กำลังจะตัดสินใจไปฆ่าเมียของตนกับชายชู้ให้สมความแค้น คุณลุงเองก็นึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องที่คุณลุงพึ่งเจอมา คือ ก่อนที่คุณลุงจะเจอคุณหมอ คุณลุงก็ไปตลาดไปเจอชาวเขาที่ลงจาดดอยมาขายของ เป็นผู้ชาย นั่งขายของอยู่ นั่งอยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่า เฮ้ยไอ้... เมียมึงมีชู้หนีตามชายชู้ไปโน่นแล้ว รีบตามไปเร็ว ชายชาวเขาแทนที่จะโกรธ และวิ่งไปตามเมืยกับชายชู้ เขากลับยกมือขึ้นตบเข่าดังผางด้วยอาการดีใจสุดๆ แล้วก็พูดขึ้นมาว่า ดี กูจะได้หาเมียใหม่อีกคน พร้อมกับหัวเราะดังลั่นเลย.. คุณลุงคิดได้ดังนั้นก็เลยเล่าให้คุณหมอฟัง คุณหมอฟังเสร็จก็ก้มกราบคุณลุงเลย บอกว่าผมเกือบต้องติดคุกแล้วถ้าไม่ได้คุณลุงช่วยให้ข้อคิดไว้ ทราบภายหลังว่า คุณหมอไปตกลงกับเมียและชายชู้ให้ออกจากบ้านของหมอไป พร้อมให้เงินไปสองหมื่นบาทแล้วอย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีก ...
การทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด และรักและตระหนักในคุณค่าของตนเอง
คำพูดคนอื่นจะสำคัญแค่ไหน ถ้าผลงานเราดี การทำงานทุกครั้งถ้ามีผลงานเป็นประกันก็ไม่ต้องกลัว ให้เชื่อเถอะว่าคนที่ทำงานจริงต้องมีที่ยืน และถึงแม้จะไม่มีที่ยืนที่นี่ก็สามารถไปยืนอยู่ที่อื่นได้โดยไม่ต้องอายใครเพราะตลอดเวลาความสามารถของเราจะเป็นเครื่องประกันคุณภาพให้ตัวเราเอง และที่สำคัญ เราต้องรู้ว่าเราทำงานเพื่ออะไรกันแน่ ถ้าเป้าหมายชัดสิ่งอื่นจะยากเท่าไหร่ เราก็จะไม่กลัว ถ้าเรารัก เราเชื่อมั่นในเป้าหมายที่ดีของตัวเราเอง และที่สำคัญ ต้องเชื่อมั่นในคุณงานความดี
สวัสดีค่ะ ชอบจัง..แง่คิดชีวิตดีค่ะ
การทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด และรักและตระหนักในคุณค่าของตนเอง
คำพูดคนอื่นจะสำคัญแค่ไหน ถ้าผลงานเราดี การทำงานทุกครั้งถ้ามีผลงานเป็นประกันก็ไม่ต้องกลัว ให้เชื่อเถอะว่าคนที่ทำงานจริงต้องมีที่ยืน และถึงแม้จะไม่มีที่ยืนที่นี่ก็สามารถไปยืนอยู่ที่อื่นได้โดยไม่ต้องอายใครเพราะตลอดเวลาความสามารถของเราจะเป็นเครื่องประกันคุณภาพให้ตัวเราเอง และที่สำคัญ เราต้องรู้ว่าเราทำงานเพื่ออะไรกันแน่ ถ้าเป้าหมายชัดสิ่งอื่นจะยากเท่าไหร่ เราก็จะไม่กลัว ถ้าเรารัก เราเชื่อมั่นในเป้าหมายที่ดีของตัวเราเอง และที่สำคัญ ต้องเชื่อมั่นในคุณงานความดี
สวัสดีค่ะ ชอบจัง..แง่คิดชีวิตดีค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ทุกคำที่นำมาล้วนมีค่า แต่ช่วงท้ายสิคะ กินใจมากเลยค่ะ
"การทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด และรักและตระหนักในคุณค่าของตนเอง
คำพูดคนอื่นจะสำคัญแค่ไหน ถ้าผลงานเราดี การทำงานทุกครั้งถ้ามีผลงานเป็นประกันก็ไม่ต้องกลัว ให้เชื่อเถอะว่าคนที่ทำงานจริงต้องมีที่ยืน และถึงแม้จะไม่มีที่ยืนที่นี่ก็สามารถไปยืนอยู่ที่อื่นได้โดยไม่ต้องอายใครเพราะตลอดเวลาความสามารถของเราจะเป็นเครื่องประกันคุณภาพให้ตัวเราเอง และที่สำคัญ เราต้องรู้ว่าเราทำงานเพื่ออะไรกันแน่ ถ้าเป้าหมายชัดสิ่งอื่นจะยากเท่าไหร่ เราก็จะไม่กลัว ถ้าเรารัก เราเชื่อมั่นในเป้าหมายที่ดีของตัวเราเอง และที่สำคัญ ต้องเชื่อมั่นในคุณงานความดี"
ขอบคุณแง่คิดชีวิตดีนะคะ
สวัสดีครับ ถ้าไม่วางใจกัน ก็ทำงานยากหรืออาจจะทำไม่ได้เลยจริง ๆ
ขอบคุณครับคุณครูแป๋ม
ดีใจที่เป็นประโยชน์กับคุณครู
ขอบคุณคุณเอกราชครับ
ความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่างที่คุณเอกราชบอกจริงๆ และการวางใจตัวเองให้เป็นให้ไม่ทุกข์ก็ทำให้เราอยู่ได้ในทุกสถานการณ์ครับ ขอบคุณมากๆสำหรับการแลกเปลี่ยน
อยากฟังแง่คิดในการมองชีวิตมองโลกของท่านอื่นเหมือนกัน ว่างๆ ตั้งใจจะย้อนกลับไปอ่านบล็อกเที่ผ่านมา
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับแง่คิดดีๆๆ
ก่อนหน้านี้หนูก็มีปัญหาซึ่งทำให้ทุกข์
เสียใจมาก หาทางออกจากความทุกข์
ที่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกัน
แต่พออ่านแล้ว ไม่ได้ทำให้หนูหาทางออกได้
แต่ก็ทำให้หนูเข้าใจและมันมากขึ้น
ปัญหาแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้
มองมันอย่างเข้าใจก็พอ
ทำหน้าที่ของเราในวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ
ขอบคุณมากนะค่ะ
อาจารย์สำหรับบทความนี้
และก็ความหวังดีขออาจารย์ที่เคย
สอนบอกเตือนหนูในหลายๆๆเรื่อง
ที่อาจารย์ท่านอื่นไม่เคยพูดแบบที่อาจารย์พูด
ขอบคุณมากน่ะค่ะ