ธันย์ โสภาคย์ ใช้ชีวิตที่ยังเหลือเล็กน้อยในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง--เพราะอะไรหรือ?

          เพราะว่าเขาเคยผ่านชะตากรรมทำนองเดียวกันมาก่อน เขาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เริ่มคุกคามชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ ขณะมีอายุ ๖๙ ปี ได้รับการผ่าตัดเอาก้อนใหญ่ออกไปได้ดีแล้ว แต่มะเร็งแพร่กระจายไปสู่ตับและปอดแล้ว เขาต่อสู้ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มอกเต็มใจ โดยใช้วิธีการที่เห็นว่ามีประโยชน์และไม่ให้โทษมากเกินไป ทั้งวิธีการของแพทย์แผนปัจจุบันและวิธีการแพทย์แผนทางเลือก มะเร็งในตับของเขาแสดงการแปรโฉมอย่างน่าตื่นเต้น ตามรูปแบบวิธีการใช้ชีวิต และความเข้มข้นของการบริบาล บางช่วงก็ดีขึ้น บางช่วงก็เลวลง บางช่วงก็อยู่ตัวดี สลับกันขึ้น ๆ ลง ๆ ในปีต่อมา ทำให้ ธันย์ โสภาคย์ ได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติของมะเร็งได้อย่างดี ดียิ่งกว่าสมัยที่เรียนวิชาแพทยศาสตร์จากทฤษฎีมากนัก บัดนี้เขารู้ดีมากพอแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของมะเร็งได้ดีตามสมควร เมื่อตนเองได้รับความรู้จากประสบการณ์มาเสริมทฤษฎีที่หนาแน่นอยู่ก่อน ประกอบการที่ไม่ยอมหยุดเรียนเพิ่มเติมจากชีวิตของคนทั้งหลายบนพื้นโลก ด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น การสื่อข่าวสารทั้งทางธรรมดาและไม่ธรรมดา (เช่น อินเทอร์เน็ต ที่ช่วยย่อโลกและร่นเวลา) ทำให้เกิดความรู้ความชำนาญแตกฉานมากยิ่งกว่าช่วงใด ๆ ในชีวิต ธันย์ โสภาคย์ จึงปวารณาตัวขอทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนร่วมโลกที่ประสบวิกฤตกรรมในลักษณะคล้ายกัน

          มะเร็งกำลังเป็นโรคระบาดชนิดไม่ติดต่อที่รุนแรงยิ่งขึ้นในศตวรรษนี้ จนกว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถค้นพบวิธีการใหม่สุด ๆ ที่เริ่มฉายแสงบนขอบฟ้าของสหัสวรรษใหม่แล้วรอเวลาที่จะสาดแสงฉายส่องเข้าถึงทุกธุลีของแผ่นดิน ให้คนรุ่นหลังได้อนิสงส์สมบูรณ์ในการเป็นผู้ปลอดมะเร็ง วิธีการที่อ้างถึงนั้นคือการใช้พันธุกรรมศาสตร์เป็นหัวหอก นำไปสู่การป้องกันและรักษามะเร็งด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ที่เสี่ยงโรค และกำจัด ยีนส์ (ปุ่มปมของ ดีเอ็นเอ บน โครโมโซม หรือแท่งพันธุกรรมที่บรรจุข้อมูลแห่งองคาพยพ ซึ่งอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ในร่างกาย) ความรู้นี้อยู่ในระยะคลี่คลายขยายความ อาจเป็นผลสำเร็จในอีกสองสามทศวรรษข้างหน้า แต่ขณะที่เฝ้ารอเวลาแห่งความสำเร็จนั้น พวกเราต้องใช้ทุกวิธีการที่เลือกได้ในปัจจุบันไปก่อน โดยผู้ป่วยเป็นมะเร็งเท่านั้นที่ต้องตั้งตนเองเป็นผู้บัญชาการชีวิตของตนเอง อย่าหวังว่าจะเป็นแค่ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างตรงไปตรงมาเป็นอันขาด

          มะเร็งไม่ใช่โรค ก้อนมะเร็งเป็นเพียงอาการอันหนึ่งของความผิดปกติที่ปรากฏในร่างกายของผู้ป่วยแล้ว โดยที่หลายคนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งแพทย์ที่ให้การรักษามะเร็งด้วยความคิดว่าก้อนมะเร็งคือตัวโรค และตั้งหน้าตั้งตาปราบปรามให้ก้อนมะเร็งละลายหายสูญไปเท่านั้น ไม่สามารถบรรลุผลดีในระยะยาวได้เลย เพราะท่านเหล่านั้นมุ่งรักษาแต่อาการของโรค หาได้มุ่งรักษาตัวโรคเองที่เป็นสาเหตุของก้อนเนื้อร้ายนั้นไม่

(มีต่อ)

หมายเหตุ เรื่องนี้พิมพ์เผยแพร่ครั้งเดียวในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาตราจารย์ นายแพทย์ ม.ร.ว. ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๓