นึกๆ แล้วเวลาช่างผ่านไปเร็วมาก ตอนนี้มานั่งทบทวนช่วงเวลาที่อยู่ที่สมุย บอกได้แต่ว่ามีความรู้สึกดีๆ เป็นส่วนใหญ่ เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากสนามบินสมุย ก็ได้ไปใช้บริการ “Private Taxi” ที่บริเวณด้านนอก ได้พบกับคนขับที่อัธยาศัยดี พูดคุยกันไปตลอดทาง ครั้นมาพบกับสุตราและสารานีที่อยู่เมืองไทยมานานถึงสิบแปดปี ก็รู้สึกว่าช่างเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีและมีนิสัยเป็นคนไทยไปแล้ว เราเองเคยข้องใจเหมือนกันว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย พอคุยๆ กันไปก็ได้ความกระจ่างว่าคนแต่ละคนนั้นต่างก็มีวิถีชีวิตที่ “ตนเองนั้นเลือกได้”
เราสองคนตอนมาสมุยก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่อยากมาเรียนรู้เทคนิคการภาวนาของ Osho เท่านั้น ดังนั้นเราสองคนจึงไม่ได้มีอาการว่า “ไม่ได้ดั่งใจ” อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นถือว่าดีทั้งสิ้น สี่วันนี้จึงเป็นการผ่อนคลายอย่างมาก แม้ว่าในบางครั้งจะมีเสียงภายใน (Inner Voice) ดังอยู่บ้าง เช่น ถามว่าทำไมต้องพักนานขนาดนั้น ทำไมไม่สอนให้มากกว่านั้น แต่ก็เป็นแค่เสียงที่ผ่านมาแวบๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ไม่ได้มาทำให้อารมณ์ขุ่นมัว ทั้งๆ ที่พอมานึกย้อนดูแล้ว พบว่าแต่ละวันมีเรื่องขลุกขลักไม่ได้ราบรื่นเสมอไป โดยเฉพาะในวันสุดท้ายตอนที่ทำ Dynamic Meditation ซึ่งเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ พวกเราก็ฝึกได้ไม่สมบูรณ์นักเนื่องจากไม่มีไฟฟ้า ทำให้ขาดเสียงดนตรีไป ถามว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไร ก็ตอบได้ว่าไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวใดๆ เพราะต่างก็พอใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงนั้น เป็นการอยู่กับปัจจุบันอย่างยิ่ง ยอมรับในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยไม่รู้สึกอะไร
แต่สำหรับผู้ที่คาดหวังว่าจะได้อะไรมากมาย อาจจะรู้สึกผิดหวัง เพราะศูนย์ฯ Osho ที่สมุยนี้ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนในอินเดีย โปรแกรมการฝึกก็ไม่ได้จัดให้เป็นเรื่องเป็นราวหรือมีกำหนดการที่ตายตัว ทุกอย่างต่างก็ขึ้นอยู่กับสุตรา หากแต่ว่าถ้าเราทำใจได้ ไม่ว่ามันจะออกมาอย่างไร ก็สุขใจได้เสมอ ตอนกลับมาถึงบ้าน (ที่กรุงเทพ) ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไร เพียงแต่มีความรู้สึกสบายกายสบายใจเหมือนกับได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดมายังไงยังงั้น ก็คงเหมือนกับที่สารานีเล่าประสบการณ์ของเธอให้ฟังว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเธอหลังการฝึกเทคนิคของ Osho นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใด เทคนิคของ Osho นั้นมีมากมาย แต่ละคนต้องค้นหาให้ได้ว่าเทคนิคไหนที่เข้าได้กับจริตของตน หากรู้สึกว่าใช่ ทำแล้วได้ความรื่นรมย์ เห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความรู้สึก ก็ให้ฝึกเทคนิคนั้นต่อเนื่องไป
การเดินทางเพื่อแสวงหา (เทคนิคที่ตรงจริต) ดูเหมือนว่าเป็นความจำเป็น แต่หากว่ายังคงหาไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เริ่มต้นภาวนาอย่างจริงจังซะที บางทีชาตินี้หรือชาติหน้าก็อาจจะหาไม่เจอก็ได้ !! (ประโยคหลังนี้เขียนไว้เพื่อเตือนตนเองครับ)

วิลล่าหรูริมหาดชื่อ Lotus Terrace สามสาวคุยกันวันแรกที่ไปถึง
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.ประพนธ์
เข้ามาเยี่ยมอาจารย์ค่ะ
ดีใจจังค่ะ...ที่อาจารย์ไปเยี่ยมเยียนสมุย
สมุยปัจจุบัน...ก็คือป้จจุบัน...ภาพอดีตไม่สามารถกลับมาได้แล้วค่ะ...อันนี้เตือนตัวเองเหมือนกันค่ะ...อาจารย์...เพราะกลับบ้านทีไรมักนึกถึงช่วงวัยเด็กที่สมุยยังเป็นธรรมชาติค่ะ...
คนสมุยจริงๆ แล้วอัธยาศัยดีค่ะ...(ชมญาติตัวเองค่ะ)...
หวังใจว่าอาจารย์ได้ค้นเจอสิ่งที่แสวงหานะคะ...ในตัวของอาจารย์เองนั่นแหล่ะค่ะ...ไม่ไกลเลยใช่ไหมคะ...
เลิกแสวงหา . . . เพราะรู้ว่ามันอยู่ข้างใน . . . คงต้องทำไปๆ โดยไม่ใช้ effort ใดๆ . . . รู้แล้วว่าทำไมมันยาก . . . เพราะมันฟังดูขัดแย้งกันนี่เอง . . . อ๋อ paradox !!
สวัสดีครับ
การฝึกฝนในช่วงแรกๆ จิตเราอาจจะยังตื่นเต้นหรือจดจ่ออยู่กับเทคนิคการปฏิบัติอยู่ หากมีโอกาสน่าจะลองเลือกสักหนึ่งหรือสองเทคนิคที่เราพอทำได้ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ครับ แล้วค่อยๆ "ดู" ไป สนุกดีครับ แล้วหากมีโอกาสลองบันทึกอารมณ์ตัวเองทุกๆ วันหรือสองสามวันเอาไว้
การฝึกก็แค่ฝึกแหละครับ เหมือนกับกินข้าว ไม่ต้องจริงจังมาก พอถึงเวลาเราก็ฝึกไป 8>
ขอบคุณ จุมพฏ สำหรับคำแนะนำและความห่วงใย คราวหน้าจะขอแวะไปเยี่ยมชมสวนที่เชียงใหม่นะครับ