สิบอาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย (๑)

          ผมเอาข้อเขียนของ รศ. ดร. ภาวิช ทองโรจน์ มาเผยแพร่ต่อ โดยไม่ได้มีความเห็นเสริมหรือเพิ่มเติม   เป็นข้อเขียนของท่านล้วนๆ   มีทั้งหมด ๑๐ ตอน


10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย

โดย ภาวิช  ทองโรจน์ 

          มีการอ้างว่าประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเริ่มจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และต่อมามีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งได้ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2542  รวมทั้งเกิดกฎหมายประกอบขึ้นมาอีกหลายฉบับ  โดยมีความมุ่งหวังว่าการศึกษาของไทยจะได้รับการปฏิรูปในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการบริหาร  การกระจายอำนาจ  ตลอดจนถึงสาระที่สำคัญที่สุดของกระบวนการปฏิรูป อันได้แก่การปฏิรูปการเรียนรู้  ทั้งนี้ เพื่อเตรียมสังคมไทยเข้าสู่โลกยุคใหม่  โดยมุ่งสร้าง ”ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพสูงและ “ทุนทางปัญญา” ที่จะนำประเทศให้อยู่รอดในสังคมใหม่ที่มีความรู้เป็นปัจจัยหลักของทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม  แต่นับจากการประกาศใช้กฎหมายสำคัญเหล่านั้นมาจนถึงปัจจุบัน กลับปรากฏว่า การศึกษาไทยก็ยังเต็มไปด้วยปัญหา  คุณภาพการศึกษาดูจะตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง  ทุนมนุษย์และทุนปัญญาก็อับจน  โครงสร้างที่ได้ปฏิรูปไปแล้วก็ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้  เหมือนกับกำลังจะฟ้องตัวเองว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นพิมพ์เขียวที่ผิด  จนขณะนี้มีกระแสผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการศึกษารอบสอง  ซึ่งดูไปแล้วก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น และอาจจะทำช้าไปแล้วด้วยซ้ำไป  แต่การปฏิรูปรอบสองนี้ หากไม่วิเคราะห์ปัญหาให้รอบด้าน และหาแนวทางแก้ที่ถูกต้อง การศึกษาไทยก็อาจจะดิ่งลงเหวยิ่งขึ้นไปอีก  บทความนี้จึงพยายามที่จะประมวลอาการต่างๆ ของการศึกษาไทยเพื่อประโยชน์ในการผ่าตัดใหญ่ครั้งต่อไปจะได้กระทำได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น

1. คุณภาพการศึกษาพื้นฐานตกต่ำ: ความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการเรียนรู้
          มีหลักฐานต่างๆ สะท้อนให้สังคมไทยเห็นมาอย่างต่อเนื่องถึงคุณภาพการศึกษาของไทยที่ตกต่ำ ทั้งที่เป็นการสำรวจโดยองค์กรระหว่างประเทศ และการประเมินโดยองค์กรภายในประเทศ เช่น สมศ. หรือผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติ (NT) ซึ่งต่างก็พบภาพซ้ำๆกันว่า นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน  ความรู้ที่ว่านี้หมายถึงวิชาที่สำคัญต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์  การคิดเชิงวิเคราะห์  ภาษาซึ่งรวมถึงภาษาไทย  นักเรียนที่จัดว่ามีความรู้จริงที่พอมีอยู่บ้าง ก็มีจำนวนน้อย เช่น การศึกษาขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economics Co-operation and Development, OECD) ที่รู้กันในชื่อของ PISA (Programme for International Students Assessment) พบว่านักเรียนไทยที่จัดได้ว่ามีความรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงมีเพียง 1% เท่านั้นเอง ซึ่งคงจะได้แก่นักเรียนที่ไปชนะการแข่งขันโอลิมปิควิชาการสาขาต่างๆ และย่อมไม่ได้หมายถึงคุณภาพโดยเฉลี่ยของระบบการศึกษาไทย  PISA ยังพบว่า เด็กไทย 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง คือมีตั้งแต่อ่านไม่ออก อ่านแล้วตีความไม่ได้  วิเคราะห์ความหมายไม่ถูก หรือแม้แต่ใช้ภาษาให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาวิชาอื่นๆ ไม่ได้

  
          คุณภาพที่ตกต่ำย่อมหมายถึงวิชาการและองค์ความรู้ที่เรามีอยู่ในระบบการศึกษาไทยต่ำกว่ามาตรฐาน  หมายถึงระบบการถ่ายทอดความรู้รวมทั้งครูผู้สอนมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน  หมายถึงความด้อยคุณภาพของระบบสนับสนุนการเรียนรู้ต่างๆ เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหรือการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เป็นต้น  ซึ่งในที่สุดย่อมเป็นผลให้ผู้เรียนมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน 


          แต่ที่วิกฤตที่สุดเหนือวิกฤตทั้งหลายคือสภาพเหล่านี้ได้กลายมาเป็นความเคยชินและชีวิตประจำวันของระบบการศึกษาไทย ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูประบบการเรียนรู้ครั้งใหญ่เราคงหนีพ้นจากวังวนนี้ยาก