คลังแจงฐานะเงินคงคลังคาดสิ้นปีงบฯ 52 ดุลเงินสดติดลบ 5 แสนล้านบาท ตั้งท่าเบิก "เงินคงคลัง"แสนล้านบาทปิดหีบ โฆษกกระทรวงคลังโต้ "โอฬาร" ยัน GDP ปีนี้ไม่ติดลบ หากสถานการณ์เลวร้ายยังเหลือช่องทางกู้เงินมาทำแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกไม่เกิน 1.9 แสนล้าน
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากการประเมินตัวเลขประมาณการรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2552 ครั้งล่าสุด หลังกรมสรรพสามิตขึ้นภาษีน้ำมัน ปีนี้รัฐบาล จะมีรายได้ทั้งสิ้น 1.47 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่กำหนด 1.1 แสนล้านบาท และหากนำไปหักลบกับยอดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 2552 และงบฯ ปีก่อนที่เหลื่อมมาจ่ายปีนี้ จะทำให้ดุลเงินงบประมาณของรัฐบาล ณ 30 ก.ย.52มียอดขาดดุลที่ 5 แสนล้านบาท
ขณะที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2552 เมื่อรวม พ.ร.บ.งบฯ กลางปี ให้อำนาจรัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ไม่เกิน 3.4 แสนล้านบาท ดังนั้นส่วนที่เหลืออีก 1.6 แสนล้านบาท อาจต้องไปยืมเงินคงคลังมาใช้จ่ายก่อน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้รัฐบาลได้จัดงบประมาณไปชดใช้เงินคงคลังแล้วถึง 2 ครั้ง รวม 4.65 หมื่นล้านบาท โดยครั้งแรกจัดงบฯ ปี 2552 ไปชดใช้เงินคงคลัง 2.75 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 2 กำลังจัดงบฯ กลางปีไปใช้คืนอีก 1.9 หมื่นล้านบาท จึงคาดว่า ณ วันที่ 30 ก.ย.52 อาจต้องไปยืมเงินคงคลังมาใช้แค่ 1 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นแค่การประมาณการเท่านั้น ยังไม่ได้มีการเบิกเงินออกมาใช้จริง
ถึงแม้กฎหมายรัฐธรรมนูญ จะกำหนดให้รัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณมาใช้คืนเงินคงคลังที่ถูกเบิกออกมาใช้ในปีงบประมาณถัดไป แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้ว รัฐบาลยังไม่สามารถบรรจุรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวน 1 แสนล้านบาทไว้ในงบประมาณรายจ่ายปี 2553 ได้ เนื่องจากรัฐบาลอยู่ระหว่างจัดทำงบฯ ปี 2553 และตัวเลขที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่ประมาณการเบื้องต้น เมื่อยังไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจนจึงยังไม่สามารถบรรจุไว้ในงบฯ ปี 2553 ได้ "ขณะนี้กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะทำงานติดตามความเคลื่อนไหวฐานะเงินคงคลังอย่างใกล้ชิด โดยกรมบัญชีกลางจะประมาณการกระแสเงินสดของรัฐบาลล่วงหน้า 2 เดือน หากกระแสเงินสดมีไม่เพียงพอก็จะส่งให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะออกตั๋วเงินคลังมากู้เงินทันที"นายสมชัยกล่าวว่า กรณีที่นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจจะขยายตัวติดลบถึง 4% นั้น โดยตัวเลขประมาณการดังกล่าวนี้น่าจะมาจากสมมติฐานที่ว่าประเทศใหญ่ทั่วโลก
ไม่มีการออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจเลย แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้จัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 8.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐคิดเป็นสัดส่วน 6% ของ GDP, ญี่ปุ่นใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 5.39 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 12.3% ของ GDP, จีนใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 5.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 17.9% ของ GDP
ส่วนรัฐบาลไทยใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 5% ของ GDP โดยเม็ดเงินทั้งหมดจะอัดฉีดเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 0-2% ของ GDP อย่างไรก็ตามในกรณีเศรษฐกิจโลก มีปัญหาเกินกว่าที่คาดไว้ รัฐบาลไทยยังมีช่องทางในการกู้เงิน เพื่อนำมาจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหลืออยู่อีก 190,000 ล้านบาท
ประชาชาติธุรกิจ 9 ก.พ. 52